โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รักคืออะไร? ทำความเข้าใจกับวิทยาศาสตร์ในเบื้องหลังของความรัก

The Momentum

อัพเดต 22 ก.ย 2563 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2563 เวลา 04.02 น. • กรทอง วิริยะเศวตกุล

In focus

 

  • ประเภทของความรักแบบโรแมนติกนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ด้วยกัน โดยอาศัยการหลั่งสารเคมีที่แตกต่างกันของสมอง และความต้องการที่แตกต่างกันของมนุษย์เป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยก อันได้แก่ความปรารถนาในการสืบพันธุ์ ความโหยหาและดึงดูด และความผูกพัน
  • อย่างไรก็ตามบรรดาฮอร์โมนต่างๆ ที่ทำให้เรามีความสุขเวลาที่มีความรัก ยังรับผิดชอบต่ออาการด้านลบที่เกิดขึ้นขณะมีความรักด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการหึงหวง การกระทำแบบไร้เหตุผล และไม่เป็นตัวของตัวเอง 
  • อย่างการพบฮอร์โมนอย่างโดปามีนเป็นปริมาณมากภายในร่างกายนั้น ก็เกิดขึ้นกับที่คนติดสารเสพติดอย่างโคเคนเช่นกัน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการเสพติดยา แทบจะไม่แตกต่างไปจากการคลั่งไคล้และเสพติดคนรักเลย

 

ความรักคืออะไร คำถามง่าย ๆ ที่คำตอบที่ได้มานั้นล้วนแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นคำถามจากคนที่สมหวังในความรัก คนที่ผิดหวัง เด็กน้อยที่เริ่มได้สัมผัสรักครั้งแรก คนเฒ่าคนแก่ผู้ผ่านโลกมามากมาย รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์จากนานาแขนงความเชี่ยวชาญ ที่กำลังพยายามทำความเข้าใจในวิทยาศาสตร์เบื้องหลังความรักเหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นอาการหัวใจเต้นรัว ๆ เมื่อพบเจอคนที่ดึงดูดความสนใจของเราไป หรืออาการเจ็บปวดหัวใจดั่งใจสลาย เมื่อความรักที่เราวาดฝันเอาไว้ ได้พังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา เรื่องราวเหล่านี้สามารถหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้โดยส่วนใหญ่ ซึ่งคำตอบที่ได้มานั้นมันฟังดูทั้งง่ายดายและซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้ได้ในเวลาเดียวกัน

แล้วความรักจริง ๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่ ทำไมเวลารักถึงหวานชื่นดั่งดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ และเวลาเลิกถึงเจ็บปวดที่หัวใจประหนึ่งราวกับว่ามันมีความรู้สึก และถ้าในเมื่อถ้าความรักสามารถอธิบายได้ด้วยหลักเคมี เรามีสูตรที่ใช่สำหรับความรักหรือเปล่า ถ้ามีแล้วสูตรมันเป็นอย่างไร นำไปใช้งานได้อย่างไร วันนี้เรามาตามหาคำตอบกัน

ความรักมีแบบไหนบ้าง?

เมื่อไรก็ตามที่มีความรัก เรามักรู้สึกได้ว่าหัวใจนั้นจะทำงานไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นอาการหัวใจเต้นรัว ไม่เป็นตัวของตัวเอง จนทำให้ผู้คนในสมัยก่อนเคยเข้าใจว่าหัวใจนั้นเป็นบ่อเกิดของความรู้สึกต่าง ๆ รวมถึงความรักด้วย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้วเป็นสมองของเราต่างหาก ที่อยู่เบื้องหลังของการทำให้หัวใจและส่วนอื่นของร่างกายเราเปลี่ยนไปเมื่อมีความรัก

และประเภทของความรักแบบโรแมนติกนั้นสามารถถูกแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ด้วยกัน โดยอาศัยการหลั่งสารเคมีที่แตกต่างกันของสมอง และความต้องการที่แตกต่างกันของมนุษย์เป็นเกณฑ์ในการแบ่งแยก อันได้แก่ความปรารถนาในการสืบพันธุ์ ความโหยหาและดึงดูด และความผูกพัน

ความปรารถนาในการสืบพันธุ์ เป็นความสัมพันธ์ที่มีแรงขับดันมาจากพื้นฐานในการดำรงอยู่ต่อไปของสิ่งมีชีวิต ซึ่งในความสัมพันธ์รูปแบบนี้ สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับระบบประสาทของมนุษย์ จะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญมาก ๆ โดยในส่วนบริเวณพรีออปติก (Preoptic area) ของไฮโปทาลามัส ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของโกนาโดโทรฟิน รีลิสซิงฮอร์โมน (GnRH) ที่จะไปกระตุ้นการผลิตของฟอลลิเคิล สติมิวเลติงฮอร์โมน (FSH) และลูทิไนซิงฮอร์โมน (LH) ที่จะสร้างฮอรโมนเทสโตสเตอร์โรนและเอสโตรเจน ซึ่งมักถูกเรียกว่าเป็นฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิงตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เทสโตสเตอร์โรนนั้นได้เพิ่มความต้องการทางเพศให้กับทั้งสองเพศ เช่นกันกับเอสโตรเจน

ต่อมาที่ความสัมพันธ์แบบโหยหาและดึงดูดเข้าหากันละกัน นี่เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เป็นเอกเทศจากรูปแบบอื่น ๆ แม้จะมีความใกล้เคียงกันมากก็ตาม กล่าวคือเราสามารถมีความปรารถนาในการสืบพันธุ์กับใครสักคนที่เขาดึงดูดเราได้ แต่เราก็สามารถมีความปรารถนาในการสืบพันธุ์กับคนที่ไม่ได้ดึงดูดเรา หรือเราไม่ได้ต้องการจะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องใด ๆ เลยก็ได้ และเช่นกันที่เราก็สามารถมีความสัมพันธ์กับคนที่ดึงดูดเรา โดยไม่จำเป็นต้องมีความต้องการที่จะสืบพันธุ์ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ความสัมพันธ์แบบดึงดูด จะมีความเกี่ยวข้องการหลั่งโดปามีน (Dopamine) จากไฮโปทาลามัส ซึ่งโดปามีนนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ควบคุมพฤติกรรมการ ‘ได้รางวัล’ ในสมองของเรา ซึ่งสามารถอธิบายได้บางส่วนว่าทำไมเราถึงมีช่วงโปรโมชั่นของความรัก ที่เส้นทางชีวิตคู่ของคนสองคนนั้นค่อนข้างราบรื่นและสวยงามเหลือเกิน

การหลั่งโดปามีนมักจะเกิดขึ้นเมื่อเรากระทำสิ่งที่รู้สึกดีกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้กับคนที่เรารัก หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ก็ตาม และในช่วงเวลาเดียวกันก็จะมีการหลังฮอร์โมนอร์เอพีเนฟรีน (NE) ซึ่งทำให้ร่างกายของเราเกิดการตื่นตัว เคลิบเคลิ้ม และมีความสุข โดยในเวลาเดียวกันนั้น ร่างกายของเราก็จะสูญเสียฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์และความอยากอาหาร ซึ่งนำไปสู่อาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับอีกด้วย

นอกจากนั้นแล้ว การเพิ่มปริมาณของโดปามีนในสมองยังช่วยให้เรามีสมาธิ มีแรงบันดาลใจ และมีการตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจนได้ด้วยเช่นกัน แต่นั่นก็มาพร้อมกับอาการกังวล หวาดกลัว และตื่นตระหนก ซึ่งอาการจากทั้งสองฟากนี้ต่างเป็นผลของการมีความสัมพันธ์ที่ดึงดูดกันนี้นั่นเอง

ต่อมาที่ความสัมพันธ์ประเภทสุดท้าย นั่นก็คือความผูกพันกันนั่นเอง ซึ่งความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนรักในเชิงโรแมนติกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสนิท มิตรสหาย และแม่กับทารกแรกเกิดด้วยเช่นกัน โดยสองฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในความสัมพันธ์ประเภทนี้คือออกซิโตซิน (Oxytocin) และวาโซเพรสซิน (Vasopressin)

ฮอร์โมนทั้งสองนั้นมักถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากได้จากหลายปัจจัย แต่สำหรับในบริบทนี้ นอกจากระหว่างการมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว ออกซิโตซินและวาโซเพรสซินยังถูกผลิตมาได้ในขณะที่กำลังให้กำเนิดลูก หรือขณะให้นมลูกได้ด้วยเช่นกัน โดยเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนเราเกิดความผูกพันกันขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่น ๆ ในบริบทที่แตกต่างกันไป ซึ่งนี่ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำไมความสัมพันธ์ทั้งสามรูปแบบนั้นถึงค่อนข้างเป็นเอกเทศจากกันและกัน และมีเพียงบางความสัมพันธ์เท่านั้นที่สามารถมีพื้นที่ทับซ้อนกันได้

เมื่อรักคือดาบสองคม

นอกจากบรรดาฮอร์โมนข้างต้นจะทำให้เรามีความสุขเวลาที่มีความรักแล้ว ฮอร์โมนชนิดเดียวกันเหล่านี้ยังรับผิดชอบต่ออาการด้านลบที่เกิดขึ้นขณะมีความรักด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการหึงหวง การกระทำแบบไร้เหตุผล และไม่เป็นตัวของตัวเอง และการพบฮอร์โมนอย่างโดปามีนเป็นปริมาณมากภายในร่างกายนั้น ก็เกิดขึ้นกับที่คนติดสารเสพติดอย่างโคเคนเช่นกัน และมีการพบว่าสมองส่วนที่มีปฏิกิริยาอย่างหนักเวลาที่เราหลงรักใครนั้น ก็เป็นจุดที่มีปฏิกิริยาขึ้นมาเหมือนกันกับที่คนเสพโคเคน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการเสพติดยา แทบจะไม่แตกต่างไปจากการคลั่งไคล้และเสพติดคนรักเลย

ในเวลาเดียวกันกับที่เรากำลังมีความรัก สมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า ที่คอยควบคุมการรับรู้ที่ซับซ้อน บุคลิก การตัดสินใจของเราจะถูกผลกระทบในด้านการทำงานไปบางส่วน นั่นอาจนำพาให้เราได้ทำสิ่งที่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง หรือตัดสินใจทำอะไรที่ดูไม่ดีไปได้ ประหนึ่งราวความรักทำให้คนตาบอดอย่างไรอย่างนั้นเลย

ส่วนช่วงที่ความรักกลับกลายเป็นอื่นไปแล้วนั้น ผลกระทบของมันก็สามารถทำให้คนเราเป็นอาการหัวใจสลาย หรือ Broken Heart Syndrome ไปได้เลย นั่นก็เพราะเมื่อเวลาที่อกหักขึ้นมา ร่างกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) จากต่อมหมวกไต พร้อมกับอะดรีนาลีน (Adrenaline) ที่ทั้งคู่นั้นมักจะถูกหลั่งออกมาขณะที่เกิดตกอยู่ในสภาวะอันตรายหรือตึงเครียด เพราะทั้งคู่จะช่วยในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย และกระตุ้นให้กล้ามเนื้อสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาคับขัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อฮอร์โมนทั้งสองนั้นมีจำนวนมากในร่างกาย โดยที่ร่างกายของเราไม่ได้จำเป็นต้องใช้งานขนาดนั้น ก็ทำให้เกิดอาการเครียด ตื่นเต้น หวาดกลัว วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย ขี้ลืม ไปจนถึงปวดหัว ปวดหลัง ระบบทางเดินอาหารมีปัญหา และที่สำคัญคือเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักโดยที่ร่างกายเราไม่ได้จำเป็นต้องใช้งานขนาดนั้น ก็จะทำให้เรามีอาการเจ็บปวดที่หัวใจขึ้นมาได้ ซึ่งนี่ไม่ได้เกิดจากที่หัวใจเราเจ็บเพราะมันคือจุดที่ควบคุมความรู้สึก แต่มันกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อสูบฉีดเลือดมากเกินความจำเป็นต่างหาก

บทสรุป

แม้จริงอยู่ว่าเราสามารถอธิบายความรักแบบคร่าว ๆ โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์มาเติมเต็มในสูตรแห่งความรักได้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกหลากหลายข้อสงสัยที่เรายังตามหาคำตอบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคำตอบแบบจริงจัง โดยอ้างอิงงานวิจัยและการทดลอง หรือจะเป็นคำตอบจากบทเรียนชีวิต ที่ใครหลายคนกำลังเสาะหาและเรียนรู้อยู่ 

ความรักสามารถทำให้คนเรามีความสุขที่หวานชื่นได้จากการหลั่งฮอร์โมน ซึ่งหากมีการหลั่งในปริมาณที่มากเกินไป ก็สามารถเป็นดาบสองคมที่ย้อนทำลายเราให้จมลงไปถึงขั้นตายได้เช่นกัน แน่นอนว่าเรื่องราวความรักของคนที่เผชิญเรื่องยาก ๆ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นง่ายได้เพียงแค่การอ่านบทความนี้ในคราวเดียว แต่อย่างน้อยบทเรียนที่ผ่านมานั้นก็เต็มไปด้วยรสชาติ และเปี่ยมไปด้วยความรู้ความเข้าใจในตัวเองเพิ่มเติมได้ในเวลาเดียวกัน

และสักวัน เราจะได้พบเจอกับคนที่มีเคมีเข้ากันแบบจริง ๆ อย่างแน่นอน!

อ้างอิง:

http://sitn.hms.harvard.edu/flash/2017/love-actually-science-behind-lust-attraction-companionship/

https://www.heart.org/en/health-topics/cardiomyopathy/what-is-cardiomyopathy-in-adults/is-broken-heart-syndrome-real

http://www.helenfisher.com/downloads/articles/10lustattraction.pdf

https://febs.onlinelibrary.wiley.com/doi/full/10.1016/j.febslet.2007.03.094

https://www.nhealth-asia.com/en/news/detail/198

https://www.honestdocs.co/serotonin-substances-affect-emotions

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...