โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนดูเบื้องหลัง เรียน ม.ปลาย ทำไมต้องแยกสายวิทย์-ศิลป์? และถึงวันนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม

The MATTER

อัพเดต 12 มี.ค. 2563 เวลา 12.28 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2563 เวลา 12.14 น. • Education

เคยสงสัยกันไหมว่า ชั้นเรียน ม.ปลาย อยากเรียนแค่ชีวะ ทำไมต้องจำเคมี? อยากเรียนภาษาแต่ก็สนใจวิทยาศาสตร์? อยากเรียนนั่นไม่อยากเรียนนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ โอ้ย! เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามนี้ในใจ เพราะหลักสูตรการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษามีตัวเลือกให้เราไม่มากนัก ทำไมถึงมีแค่ 'สายวิทย์' กับ 'สายศิลป์' เท่านั้น ทำไมไม่ปล่อยให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกเรียนสิ่งที่เขาสนใจ ในวัยแห่งการค้นหาตัวเอง และก่อนจะกลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

อยากรู้กันไหมว่า ที่มาของการแบ่งการเรียนการสอนเป็น สายวิทย์-สายศิลป์ คืออะไร ทำไมให้เลือกเส้นทางหลักๆ แค่ 2 ทาง เท่านั้น

แม้เรื่องนี้อาจถูกหลายฝ่ายตั้งคำถามอยู่ในเวลานี้ แต่แท้จริง ในช่วงที่เริ่มต้นถือเป็นความก้าวหน้าและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ณ ขณะนั้น

เวลาพูดถึง ‘ที่มา’ ของการแยกสายวิทย์-สายศิลป์ในระบบการศึกษาไทย หลายคนชี้นิ้วไปที่แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2476 ที่ประกาศใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ซึ่งกำหนดแผนการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา (สามัญ-วิสามัญ) มัธยมศึกษา (ต้น และปลาย ซึ่งแยกเป็นสามัญ-วิสามัญ) และอุดมศึกษา

เหตุที่ต้องแยกการเรียนการสอนระดับมัธยมฯ ออกเป็นสายวิทยาศาสตร์ และสายศิลปศาสตร์ (สมัยนั้นเรียกว่า สายอักษรศาสตร์) ก็เพื่อรองรับการ ‘ศึกษาต่อ’ ในระดับอุดมศึกษา

คล้ายกับการเติบโตของต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไป

โดย ‘สายวิทยาศาสตร์’ สำหรับเรียนต่อทางแพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วน ‘สายอักษรศาสตร์’ สำหรับเรียนต่อทางธรรมศาสตร์ (นิติศาสตร์) เศรษฐศาสตร์ อักษรศาสตร์ และอื่นๆ

สมัยนั้น การเรียนระดับประถมฯ ม.ต้น และ ม.ปลาย กำหนดระยะเวลาไว้ที่ 4:4:4 ปี ยังไม่ใช่ 6:3:3 ปีอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนแปลงเมื่อปี พ.ศ.2520

หากโฟกัสเฉพาะการเรียนในระดัมมัธยมฯ ปลาย กรณีสายวิทย์-สายศิลป์ จะเรียกว่าเรียนใน ‘สายสามัญ’ ซึ่งเป็นการเรียนความรู้ทั่วๆ ไป สำหรับไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ที่แตกต่างจาก ‘สายวิสามัญ’ ที่เรียนไปสำหรับประกอบอาชีพทันที ไม่ว่าจะด้านกสิกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยการ หรือด้านอื่นๆ

โดยเหตุที่มีการกำหนดหลักสูตรการศึกษา เป็นประถม ม.ต้น และ ม.ปลาย เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2456 ก็เพื่อปูพื้นความรู้คนสำหรับเข้าเรียนในชั้นที่สูงขึ้น และเพื่อมุ่งแก้ความนิยมของคนไทยที่อยากทำงานเป็นเพียงเสมียน

สำหรับการเรียนภาษาต่างประเทศในชั้น ม.ปลาย ปัจจุบันเราอาจจะคิดถึงศิลป์-ภาษา แต่ในอดีต แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2476 กำหนดให้จัดการเรียนการสอนสำหรับ ‘ทุกคน’ ตั้งแต่ชั้น ม.ต้น – 1 ภาษา และ ม.ปลาย – อีก 1 ภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาปัจจุบัน เช่น อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส ฯลฯ หรือภาษาโบราณ เช่น บาลี สันสกฤต ฯลฯ (แต่ก็มีข้อแนะนำด้วยว่า สำหรับผู้เรียนแค่ชั้น ม.ต้น ให้เลือกเรียนภาษาจีน)

ในเวลาต่อมา การแยกสายวิทย์-สายศิลป์ ในชั้น ม.ปลาย ก็ค่อยๆ พัฒนามาจนเป็น

สายวิทย์ สายศิลป์-ภาษา

สายวิทย์ สายศิลป์-ภาษา สายศิลป์-คำนวณ

สายวิทย์ สายศิลป์-ภาษา สายศิลป์-คำนวณ และสายทั่วไป (บางครั้งก็เรียกว่า ศิลป์-ทั่วไป)

อย่างไรก็ตาม ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้หลักสูตรการเรียนการสอนแบบเดิมๆ โดยเฉพาะการแยกสายวิทย์-สายศิลป์ในการเรียนการสอนระดับ ม.ปลายถูกตั้ง 'คำถาม' ทั้งเรื่องความไม่ยืดหยุ่นในการตอบสนองสิ่งที่เด็กๆ อยากเรียนรู้และค้นหาตัวเอง การสร้างค่านิยมผิดๆ ว่าเด็กเก่งจะต้องเรียนบางสาย ไปจนถึงเรียนบางสายจบมาหางานง่ายกว่า ไปจนถึงกลายเป็นข้อจำกัดในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น หากเพิ่งพบว่าสายที่ตัวเองเรียนอยู่ไม่ตอบโจทย์ในสิ่งที่ต้องการ

จึงเริ่มมีข้อเสนอให้หลายโรงเรียนยกเลิกการเรียน ม.ปลายที่แยกสายวิทย์-สายศิลป์ โดยเฉพาะนับแต่มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พร้อมกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แทนการเรียนการสอนในรูปแบบเดิมๆ ทำให้ข้อถกเถียง “ยังจำเป็นต้องมีสายวิทย์-สายศิลป์ต่อไปหรือ?” มีการพูดคุยกันหนักหน่วง โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2548 ที่คณะกรรมการการศึกษาการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) โยนไอเดียยกเลิกการแยกสายขึ้นมาจนกลายเป็น talk of the town

ที่แม้ความพยายามครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ก็แสดงให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ประเด็นใหม่ มีการพูดคุยกันมาแล้วมากกว่า 20 ปี!

Exam for Education uniform students testing exams with pencil for multiple-choice quizzes or test answer sheets exercises in school rows chairs at classroom in Thailand, Behind Asian back to school

แต่กว่าที่การเรียนสายวิทย์-สายศิลป์แบบเดิมๆ จะถูกยกเลิก ก็เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น และเกิดขึ้นเฉพาะกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เนื่องจากมีความพร้อมมากกว่าโรงเรียนทั่วๆ ไป เช่น โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร โรงเรียนสาธิตแห่งธรรมศาสตร์ และล่าสุด โรงเรียนโพธิสาร ที่เปลี่ยนหลักสูตรการเรียนในระดับ ม.ปลายจากสายวิทย์-สายศิลป์ เป็น 7 แผนการเรียนแทน

การแยกสายการเรียนในระดับ ม.ปลาย เป็นวิทย์ศิลป์เคยเป็นเรื่องจำกัดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เรายังจำเป็นต้องยึดติดกับการเรียนการสอน แบบเดิมๆ อยู่ต่อไปหรือไม่?

อีกปัญหาที่ซ้อนขึ้นมา ก็คือ สถานศึกษาบางแห่งอาจเห็นด้วยกับการยกเลิกการเรียนสายวิทย์-สายศิลป์ในระดับ ม.ปลายแล้ว แต่พวกเขาอาจไม่มีความพร้อมหรือทรัพยากรที่จะทำเช่นนั้นได้

เรื่องนี้จึงอาจมีอะไรมากกว่าแค่แต่ละโรงเรียนจะตัดสินใจอย่างไร แต่องคาพยพต่างๆ ในระบบการศึกษาไทยอาจจะต้องขยับไปพร้อมกัน เพราะมันสะท้อนความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนต่างๆ ความพร้อมของบุคลากรทางการศึกษา ไปจนถึงวิสัยทัศน์ของผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...