โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความรู้จักโรคมะเร็งปอดและวิธีรักษา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 มี.ค. 2563 เวลา 13.24 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 13.23 น.
Photo by: Cavallini James/BSIP/Universal Images Group via Getty Images

คอลัมน์ สุขภาพดีกับรามาฯ โดย พญ.ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา

“มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” เป็นประโยคที่หมอมักจะบอกผู้ป่วยทุกคนในวันที่พบกันครั้งแรกและผู้ป่วยเพิ่งทราบว่ามีเซลล์มะเร็งปอดอยู่ในร่างกาย ทำไมหมอถึงบอกแบบนี้ ส่วนหนึ่งเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วย อีกส่วนหนึ่งคือมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะมีวิวัฒนาการเกิดขึ้นมากมายในช่วงสิบปีนี้ ทั้งการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (nonsmall cell lungcancer) ซึ่งพบมากถึง 85% ของมะเร็งปอดทั้งหมด และในกลุ่มนี้ยังแยกย่อยออกเป็นชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิด เช่น squamous cell carcinoma, adenocarcinoma

ในสมัยก่อนการวินิจฉัยมะเร็งปอดทำได้ยาก แต่เมื่อมีการทำ CT scan ทำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการสแกนด้วย PET scan รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ของการส่องกล้องหลอดลมและการเจาะตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยเซลล์มะเร็งปอดนั้นทันสมัยขึ้น ทำให้สามารถวินิจฉัยได้รวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ ซึ่งอาการต่าง ๆ ที่พบนั้นขึ้นอยู่กับเซลล์มะเร็งปอดว่าอยู่ที่ตำแหน่งใดในร่างกาย โดยส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการไอเรื้อรัง บางครั้งไอแบบมีเสมหะปนเลือด เหนื่อย หายใจไม่สะดวก นํ้าหนักลดมากในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นต้น

ผู้ป่วยบางคนอาจมาด้วยอาการทางระบบประสาท เซลล์มะเร็งปอดแพร่กระจายไปอยู่ที่สมองหรือไขกระดูกสันหลัง มีอาการแขนขาอ่อนแรง ชา กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ บางคนมีอาการปวดกระดูกมาก เมื่อเซลล์มะเร็งปอดแพร่กระจายไปอยู่ที่กระดูก เป็นต้น

การรักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรก คือ การผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดก้าวหน้าไปมาก ส่วนการรักษาระยะลุกลามนั้นคือ การให้ยาเคมีบำบัด ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำ ซึ่งในอดีตนั้นมียาเคมีบำบัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิดที่เราสามารถใช้ได้ในการรักษา ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง และมีการติดเชื้อง่าย ทำให้ผู้ป่วยบางคนกลัวการให้ยาเคมีบำบัดมาก

ปัจจุบันมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ ๆ เกิดขึ้นหลายชนิด ซึ่งผลข้างเคียงในการรักษาน้อยกว่าเดิมมาก แต่ยาเคมีในกลุ่มเก่าบางชนิดก็ยังคงต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วย และในปัจจุบันก็มีการพัฒนายากลุ่มใหม่ ๆ ที่ได้ผลดีมากในการรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากยาเคมีบำบัด เช่น ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน หรือยาที่ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เป็นต้น รวมทั้งมียาต้านมะเร็งกลุ่มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ใช้ได้ผลดีในมะเร็งกลุ่มที่เป็น adenocarcinoma โดยการรักษาแบบนี้ทางการแพทย์เรียกว่า “การรักษาแบบตรงจุด หรือแบบมุ่งเป้า (targeted therapy)”

หนึ่งในปัจจัยการเกิดมะเร็งปอดนั้น ในผู้ป่วยบางรายมีลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนในร่างกายที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว

ยีนที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอด มี 2 ชนิด คือ การกลายพันธุ์ของ Epidermal growth factor receptor (EGFR) ซึ่งในคนผิวขาวพบได้ 10-20% แต่ในคนเอเชียพบได้ถึง 50-70% โดยพบมากในคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่มานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ความผิดปกติอีกชนิดหนึ่ง คือ การสลับที่และรวมกันของยีน Echinoderm microtubule-associated protein-like 4 fused with the anaplastic lymphoma kinase (EML4-ALK fusion gene) พบได้ประมาณ 5-7% และส่วนมากพบในคนที่ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่สูบบุหรี่มักจะไม่พบความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ ทำให้ไม่สามารถใช้ยาต้านเฉพาะจุดที่จะกล่าวถึงต่อไปได้

ปัจจุบันเราสามารถตรวจความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ได้จากชิ้นเนื้อมะเร็งปอดที่เราผ่าตัดหรือเจาะออกมาตรวจ และมียาที่ใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดแบบจำเพาะกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ โดยเป็นยารับประทาน คือ ยากลุ่มต้าน EGFR และยาต้าน ALK ซึ่งผลการตอบสนองต่อยาต้านมะเร็งทั้ง 2 กลุ่มนี้ดีมากถึง 60-70% และทำให้ระยะเวลาการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการใช้ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงของยาก็ต่างจากยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดดำ คือ ยาในกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดผื่น ผิวแห้ง สิว ท้องเสีย การเจริญอาหารลดลงหรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ในระบบทางเดินอาหารหรือระบบอื่น ๆ แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถรับยาและทนยา

กลุ่มนี้ได้ดี ผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองต่อยาดี ยาสามารถคุมมะเร็งปอดได้นานหลายปี แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายดื้อยากลุ่มนี้ได้เมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการดื้อยาเกิดขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้

นอกจากนี้ ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นยา targeted drug เหมือนกัน แต่ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดในก้อนเนื้อมะเร็ง ซึ่งยากลุ่มนี้เป็นยาฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำและจะใช้ร่วมกันกับยาเคมีบำบัด ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์และหมอมะเร็งทั่วโลกกำลังศึกษาวิจัยถึงกลไกการดื้อยา และคิดค้นยาใหม่ ๆ เพื่อใช้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อเกิดการดื้อยา รวมถึงมีการค้นพบยีนกลายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ในมะเร็งปอด ซึ่งขณะนี้การศึกษาวิจัยต่าง ๆ ได้ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะมียากลุ่มใหม่อีกหลายกลุ่มที่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งปอดอย่างแน่นอน

หมายเหตุ : อ.พญ.ศุภมาส เชิญอักษร สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...