โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครม. ไฟเขียวยืด 3 โครงการสินเชื่อช่วย ‘รายย่อย-ผู้ประกอบการ’ สู้โควิด-19

The Bangkok Insight

อัพเดต 12 ม.ค. 2564 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 09.19 น. • The Bangkok Insight

ครม. ไฟเขียวยืด 3 โครงการ สินเชื่อ ช่วย “รายย่อย-ผู้ประกอบการ” สู้วิกฤติ โควิด-19 ไปถึงเดือน มิ.ย. 64 จากเดิมสิ้นสุดปี 63

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาไวรัสโควิด-19 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (12 ม.ค. 64) ว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาคำขอ สินเชื่อ 3 โครงการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 7 แห่งที่อยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงการคลัง เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ประชาชนและผู้ประกอบการในสถานการณ์ โควิด-19 ได้แก่

สินเชื่อ โควิด-19

1.โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก ของธนาคารออมสิน ซึ่งมีวงเงินคงเหลืออยู่ 7,500 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดระยะเวลาการรับคำขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ก็ให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

สำหรับสินเชื่อเสริมพลังฐานรากเป็นการสนับสนุนเชื่อให้ประชาชนที่มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภัยธรรมชาติ หรือภัยเศรษฐกิจ

วงเงินการปล่อย สินเชื่อ อยู่ที่ 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 0.35% ต่อเดือน ระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 3 ปี

2.โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19  ของธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีวงเงินคงเหลืออยู่ที่ 11,400 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดระยะเวลาการรับคำขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ก็ให้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฯ จะสนับสนุนสินเชื่อแก่ประชาชนที่มีอาชีพอิสระ ไม่มีรายได้ประจำ หรือเกษตรกรรายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกิน 0.1% ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน

3.โครงการสินเชื่อเพื่อการลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ซึ่งมีวงเงินคงเหลือประมาณ 2,000 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา แต่ ครม. ให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564

สำหรับ สินเชื่อ เพื่อการลงทุนฯ จะสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการส่งออกและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงผู้นำเข้าเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ เพื่อการนำเข้าและพัฒนาธุรกิจของตัวเอง

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปีที่ 1 และ 2 จะอยู่ที่ 2% ต่อมาอัตรา Prime Rate ในปีที่ 3-5 อยู่ที่ -2.00% และอัตรา Prime Rate ในปีที่ 6 และ 7 อยู่ที่ 6%

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายอาคม กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 กระทรวงการคลังก็ได้ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ในทันที

ด้านการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ก็มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของ ธปท. ซึ่งกระทรวงการคลังจะได้ประสานงานและหารือกับ ธปท. เพื่อผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้วงเงินกู้นี้ได้

ธนาคารออมสินก็จัดโครงการมีที่มีเงิน ผู้ประกอบการที่มีปัญหาสภาพคล่องในการจ่ายเงินพนักงานลูกจ้าง แต่อาจจะมีที่ดิน ก็สามารถนำที่ดินมาแลกเป็นเงิน สินเชื่อ ได้ โดยธนาคารออมสินจะทำการประเมินอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในระยะสั้น เพื่อรักษาการจ้างงานและรักษาธุรกิจของตัวเองไว้

ด้านมาตรการพักชำระหนี้มีอยู่ 4 ประเด็น ได้แก่ พักชำระเงินต้น หรือพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย, ลดอัตราดอกเบี้ย, ยืดเวลาการชำระหนี้ออกไป และปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่งก็ยังดำเนินการต่ออย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ให้ความช่วยเหลือนั้น นอกจากภาคธุรกิจท่องเที่ยว ก็ยังจะให้ความช่วยเหลือพื้นที่ 5 จังหวัดที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ก็ได้มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่งไปดูเป็นพิเศษ

ขอสรุปเรื่องมาตรการเสริมสภาพคล่อง วงเงินที่เรามีอยู่ในตอนนี้ เฉพาะของสถาบันการเงินของรัฐยังมีวงเงินเหลืออยู่ที่ 2.68 แสนล้านบาท ส่วนเรื่อง soft loan ของ ธปท. มีวงเงินคงเหลืออยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นวงเงินสภาพคล่องที่เหลือให้บริการได้อยู่ที่ 6.38 แสนล้านบาท ขอให้ประชาชนและธุรกิจติดต่อกับธนาคารของรัฐได้ทุกแห่ง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...