โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การล่มสลายของก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) สู่ฐานกำลังสำคัญของกรุงธนบุรี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 10.28 น.

การล่มสลายของก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) สู่ฐานกำลังสำคัญของกรุงธนบุรี

การล่มสลายของกลุ่มอำนาจท้องถิ่นพิษณุโลก น่าจะเป็นผลมาจากสภาพสังคมที่ยังอยู่ในภาวะจลาจลจากสงครามระหว่างศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยากับศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะ จนทำให้ศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย แม้จะมีการพยายามสร้างเมืองพิษณุโลกขึ้นมาให้เป็นอิสระก็จริง แต่อำนาจในการบริหารจัดการไพร่พลนั้นก็คงเป็นไปอย่างลำบาก

นิธิ เอียวศรีวงศ์ สันนิษฐานว่าเนื่องจากยังมีกลุ่มคนที่รวมตัวกันปล้นสะดมเพื่อยังชีวิตให้รอดโดยปราศจากจุดมุ่งหมายทางการเมือง ความพยายามของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงมีเป้าหมายเพียงแค่รักษาความเป็นใหญ่ในท้องถิ่นที่ตนครองอำนาจอยู่เป็นหลัก [34]

เหตุผลสำคัญอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) สามารถรวบรวมกำลังไพร่พลส่วนหนึ่งได้ก็คือ ความเป็นผู้นำและความสามารถในฐานะที่เป็นเจ้าเมืองและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถพิเศษ ทำให้ได้รับความเชื่อถือจากขุนนางจากศูนย์อำนาจบางส่วนและไพร่พลในเมืองพิษณุโลก รวมทั้งเมืองใกล้เคียง แต่ความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่ติดตัวผู้นำมาตามธรรมชาติและถ่ายทอดไปยังผู้อื่นไม่ได้ง่าย ๆ เพราะยังมิได้ทำความสามารถพิเศษนั้นกลายเป็นสถาบัน ๆ [35]

ด้วยเหตุนี้ หลังจากเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ถึงแก่พิราลัยประมาณ พ.ศ. 2311 ไพร่พลเมืองพิษณุโลกจึงขาดความเชื่อถือพระอินทร์อากร น้องชายเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ที่ขึ้นเป็นเจ้าเมืองหรือผู้ปกครองเมืองพิษณุโลกคนใหม่ จึงส่งผลให้อำนาจเมืองพิษณุโลกอ่อนแอลงและล่มสลายในที่สุด

ดังจะเห็นได้ว่า เมืองพิษณุโลกจะสามารถต่อต้านการโจมตีของกองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ แต่ก็ยังมีกองกำลังฝ่ายเจ้าพระฝางซึ่งมีเจ้าพระฝางหรือพระพากุลเถร (เรือน) พระสังฆราชาเมืองฝางเป็นผู้นำ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองฝางหรือเมืองสวางคบุรีซึ่งเป็นเมืองบริวารเมืองหนึ่งของเมืองพิชัยเหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไป มีการแต่งตั้งบรรดาญาติโยมและศิษย์เป็นเจ้าเมืองและกรมการประจำเมือง

บรรดาไพร่พลในหัวเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เหนือเมืองพิษณุโลกขึ้นไปก็เกรงกลัวนับถืออยู่ในอำนาจทั้งสิ้น [36] และพยายามแข่งขันอำนาจกับเจ้าพระยาพิษณุโลกด้วย ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ ระบุว่าเจ้าพระยาพิษณุโลกได้กรีธาพลใหญ่ไปรบกับกองกำลังฝ่ายเจ้าพระฝางถึง 3 ครั้ง แต่ไม่แพ้ไม่ชนะกัน [37]

หลังจากตั้งตนเป็นพระมหากษัตริย์ได้ 6 เดือน เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ก็ถึงแก่พิราลัย พระอินทร์อากรซึ่งเป็นน้องชายเจ้าพระยาพิษณุโลกก็ขึ้นครองเมืองแทน แต่พระอินทร์อากรไม่ได้มีบุคลิกเป็นผู้นำทำให้ไพร่พลไม่นับถือ กองกำลังเมืองพิษณุโลกก็เริ่มอ่อนแอลง กองกำลังฝ่ายเจ้าพระฝางก็ยกทัพลงมาตีเมืองพิษณุโลก ตั้งล้อมเมืองอยู่ 2 เดือน จนทำให้ชาวเมืองอดอยากก็เกิดเป็นไส้ศึกเปิดประตูเมืองรับกองกำลังฝ่ายเจ้าพระฝางเข้าไปในเมือง จับพระอินทร์อากรเจ้าเมืองพิษณุโลกประหารชีวิต แล้วให้เก็บริบรวบรวมทรัพย์สมบัติ อาวุธ และกวาดต้อนไพร่พลในเมืองพิษณุโลกขึ้นไปเมืองฝาง บางส่วนก็หลบหนีลงไปลงกรุงธนบุรี [38]

เมื่อพระอินทร์อากรถูกประหารชีวิต ก็ถือว่ากลุ่มอำนาจท้องถิ่นเดิมของเมืองพิษณุโลกก็ล่มสลายลง พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวไว้ว่า “ขณะนั้นบรรดาหัวเมืองเหนือทั้งปวงนั้น ก็เป็นสิทธิ์แก่เจ้าพระฝางทั้งสิ้น” [39]

ต่อมาในปี พ.ศ. 2313 กองทัพศูนย์อำนาจรัฐกรุงธนบุรีสามารถปรับปรุงกองทัพ จัดหาอาวุธและกำลังพลให้เข้มแข็ง จึงได้ยกกองทัพทั้งทางบกและทางเรือขึ้นมาปราบกองกำลังเจ้าพระฝางและสามารถปราบปรามสำเร็จ แต่ตัวเจ้าพระฝางสามารถหลบหนีไปได้ [40] จากนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็มอบหมายให้ขุนนางคนสำคัญเป็นเจ้าเมืองในหัวเมืองฝ่ายเหนือ รวบรวมไพร่พลและจัดการบูรณะบ้านเมืองให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์

ภายหลังปราบปรามกองกำลังเจ้าพระฝางสำเร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดให้สำรวจจำนวนไพร่พลในหัวเมืองฝ่ายเหนือ พบว่า เมืองพิษณุโลกมีพลเมือง 15,000 คน เมืองสวรรคโลกมี 7,000 คน เมืองพิชัย (รวมทั้งเมืองสวางคบุรี) มี 4,000 คน เมืองสุโขทัยมี 5,000 คน เมืองกำแพงเพชรกับเมืองนครสวรรค์มีเมืองละ 3,000 คนเศษ [41]

จากนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ ข้าหลวงซึ่งมีความชอบในการสงคราม ให้รั้งเมืองครองเมืองตามฐานานุกรมลำดับ เจ้าพระยาพิไชยราชาเป็นเจ้าพระยาสวรรคโลกย์ พระยายมราชเป็นเจ้าพญาสุรศรีรั้งเมืองพิศณุโลกย์ พระษรีราชเดโชรั้งเมืองพิไชย พระท้ายน้ำรั้งเมืองศุกโขทัย เจ้าพญาอนุรักพูธรรั้งเมืองณครสวรรค์ พระยาอไภยรณฤทธิไปเป็นพญายมราช ให้ว่าที่สมุหนายกด้วย แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับมายังกรุงธนบุรีย์” [42]

การตั้งเจ้าเมืองประจำหัวเมืองฝ่ายเหนือครั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดให้ขุนนางที่มีความสามารถในการรบและไว้วางพระทัยมาปกครอง ทั้งนี้คงเพราะต้องการใช้หัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นฐานกำลัง และเป็นเมืองหน้าด่านสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะที่จะรุกรานหัวเมืองฝ่ายเหนือ [43]

สำหรับเมืองพิษณุโลกซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่และมีจำนวนพลเมืองมากที่สุด พระองค์ได้โปรดให้พระยายมราชซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดมาตั้งแต่ก่อนสถาปนาศูนย์อำนาจรัฐกรุงธนบุรีมาเป็นเจ้าเมือง

“จึงโปรดเกล้าฯ เลื่อนเจ้าพระยายมราชผู้น้อง เปนเจ้าพระยาสุระสีห์พิศณุวาธิราช ถือศักดินา 10000 ไร่ พระราชทานเครื่องยศเติมอีก คือ ประคำทองเสื้อ หมวกทรงประภาษสำรับหนึ่ง สัปทนแพรแดงคันหนึ่ง กับสิ่งของอื่นอีกเป็นอันมาก แล้วโปรดให้เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพระพิศณุโลกยหัวเมืองเอกอุ ได้ตำแหน่งยศเมื่อจุลศักราช 1132 ปีขาลโทศก ขณะนั้นพระชนม์ได้ 27 พรรษา” [44]

การส่งขุนนางที่ไว้วางพระทัยมาปกครองถือเป็นความพยายามของศูนย์อำนาจรัฐที่จะลดทอนอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิมในท้องถิ่นลง เพื่อป้องกันการสร้างและสะสมอำนาจขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีการ “อาราธนารับพระสงฆ์ราชาคณะแลอันดับ 50 รูป ณ กรุงธนบุรีย์ ขึ้นไปบวชพระสงฆ์ไว้ทุกหัวเมือง แล้วพระราชทานราชาคณะไว้ให้อยู่สั่งสอนพระสงฆ์ฝ่ายเหนือ พระพิมลธรรมอยู่เมืองฝาง พระธรรมเจดีย์อยู่ทุ่งยั้ง พระธรรมราชา พระเทพกระวีอยู่เมืองสวรรคโลกย์ พระธรรมอุดมอยู่เมืองพิไชย พระโพทิวงษอยู่เมืองพิศณุโลกย์” [45]

การอาราธนาพระสงฆ์จากศูนย์อำนาจรัฐมาอยู่หัวเมืองฝ่ายเหนือก็น่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่ออบรมสั่งสอนชาวหัวเมืองฝ่ายเหนือให้ปฏิบัติตามแนวนโยบายของศูนย์อำนาจรัฐและสร้างสิทธิธรรมให้แก่ศูนย์อำนาจรัฐ รวมทั้งน่าจะมีการนำความรู้และศิลปวิทยาการต่าง ๆ แบบศูนย์อำนาจรัฐขึ้นมาเผยแพร่ด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2318 ศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะก็ได้ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดยมีอะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพ สงครามครั้งนี้ได้ส่งผลต่อเสถียรภาพของเมืองพิษณุโลกเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าเมืองพิษณุโลกจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้ โดยขอความช่วยเหลือจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงธนบุรี แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดการทิ้งเมืองพิษณุโลก และเมืองพิษณุโลกก็ถูกกองทัพกรุงอังวะเผาทำลายบ้านเรือนและวัดวาอาราม

เหลือเพียงวิหารพระพุทธชินราชเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกเผาทำลาย [46]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “รัฐพิษณุโลก (?) : สถานะของเมืองพิษณุโลก หลังการล่มสลายของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2309-13)” เขียนโดย ธีระวัฒน์ แสนคำ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กันยายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การล่มสลายของก๊กเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) สู่ฐานกำลังสำคัญของกรุงธนบุรี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...