โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตำราพบจิตแพทย์เด็ก รู้จัก 'โรคติดเกม'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 พ.ค. 2562 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 03.53 น.

เปิดตำราพบจิตแพทย์เด็ก รู้จัก ‘โรคติดเกม’

โรคติดเกม – “พฤติกรรมติดเกม” เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณเท่านั้น แต่สถานการณ์ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย ดังที่เห็นเป็นข่าว อาทิ ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่นที่มาห้ามไม่ให้เล่นจนเสียชีวิต ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายๆ กรณีที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่ปรากฏเป็นข่าว เช่น ใช้มีดไล่ฟันพี่สาว และใช้มีดแทงผู้ปกครอง

ซึ่งกลุ่มผู้เล่นเกมที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงจึงไม่พ้น “เด็กและเยาวชน” ด้วยในปัจจุบันมีเด็กไทยที่เสี่ยงจะติดเกมขั้นรุนแรงมากถึงร้อยละ 15 ของเด็กที่เล่นเกมทั้งหมด หรือราวๆ 2 ล้านคน นับเป็นสถานการณ์ที่ “น่าเป็นห่วงมาก”

จนกระทั่งในปี 2561 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ “โรคติดเกม” เป็นโรคหนึ่งทางการแพทย์ และเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการ

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงจัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง“Healthy Gamer วัยแสบสาแหรก (ไม่) ขาด สังเกต เรียนรู้ เราควบคุมได้” ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช โดยมี รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากรให้ความรู้ได้อย่างน่าสนใจ

รศ.นพ.ชาญวิทย์เริ่มต้นเล่าถึง “เหตุผลในการเล่นเกม” ของเด็กว่าแตกต่างกันออกไป แบ่งออกได้ประมาณ 4 กลุ่ม คือ 1.เล่นเพื่อคลายเครียด 2.เล่นเพราะสนุก 3.เล่นเพื่อมีสังคมมีเพื่อน และ 4.เล่นเพื่อนปลดปล่อย คือทั้งเพื่อความสนุกขณะเดียวกันยังคลายเครียดด้วย

นอกจากนี้ บางคนก็มีเป้าหมายชัดเจนเลยว่า “เล่นเพื่อลืมความทุกข์”

กล่าวคือ เกมเป็นหลุมหลบภัยที่เด็กๆ จะพาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวตนของเขาไปอยู่ข้างในนั้นเพราะพวกเขาหลีกหนีจากความเจ็บปวดในชีวิตจริงเพื่อไปอยู่ในโลกของเกม โดยที่ตัดตัวเองออกจากสังคม ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เด็กกลุ่มนี้จึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่านี่แหละคือพฤติกรรมส่งสัญญาณ “เสี่ยงติดเกม”?

กับเรื่องนี้ องค์การอนามัยโลก ให้เกณฑ์วินิจฉัยอาการติดเกมไว้ 3 ข้อ ได้แก่ 1.สูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเองไม่ให้เล่นเกม 2.ให้ความสำคัญกับการเล่นเกมเหนือสิ่งอื่นใด โดยละเลยสิ่งที่จำเป็นในชีวิตหรือกิจวัตรประจำวัน และ 3.ยังคงเล่นเกมอย่างต่อเนื่องแม้จะมีเหตุหรือผลกระทบทางลบเกิดขึ้นจากการเล่นเกมนั้น เช่น การเรียนตก ป่วย พ่อแม่เชิญออกจากบ้าน เป็นต้น

ทั้งนี้ ก็เพื่อแยกคนที่ “ติดเกม” ออกจาก “คนที่ชอบเล่นเกม” เพื่อจะได้ดูแลรักษาอย่างเหมาะสมไม่ให้อาการติดนั้นส่งผลกระทบต่อคนคนนั้น (รวมถึงคนที่อยู่รอบตัว) จนเกินกว่าจะเยียวยาได้ทัน

อธิบายได้โดยง่ายว่า คนที่มีปัญหาติดเกมจนกลายเป็นโรค คือคนที่เล่นเกมจนไม่สามารถแยกตนเองออกจากการเล่นเกมได้ แม้จะเกิดผลเสียกับชีวิตแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียด้านความสัมพันธ์ ครอบครัว หน้าที่การงาน การเรียน หรือความรับผิดชอบอื่นๆ ซึ่งรูปแบบการติดเกมจนเกิดผลเสียนี้มักจะเกิดติดต่อกันมาอย่างน้อย 12 เดือน

แต่กระนั้น “ระยะเวลาในการเล่นเกมแต่ละครั้ง” ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดการติดเกมได้ดีที่สุด เพราะบางคนเล่น 4 ชั่วโมงต่อวัน แต่สอบออกมาแล้วคะแนนดีหมด ยังรับผิดชอบช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ยังไปทำกิจกรรม เข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อน

“ถ้าสามารถจัดสรรเวลาได้ แต่ยังคงเล่นเกมเยอะ ทำสิ่งอื่นเยอะกว่า ก็ไม่ถือว่าติดเกม”

♦ ระยะเวลาที่ ‘เหมาะสม’ ในการเล่นเกม

ในความเป็นจริง “จำนวนชั่วโมงในการเล่นเกมแต่ละครั้ง” ไม่เพียงพอในการจะกำหนดว่าเล่นแค่ไหนถึงจะเหมาะสม เพราะขึ้นกับสภาพแวดล้อมในบ้าน และเวลาที่มีคุณภาพระหว่างกันในครอบครัวด้วย กล่าวคือถ้าลูกเล่นเกมเยอะ แต่ในบ้านทุกคนผูกพันแน่นแฟ้น ทำกิจกรรมร่วมกัน มีการสื่อสารแบบมองหน้ารู้ใจ พ่อแม่รู้ทุกความเป็นไปของลูก ลูกเข้าถึงพ่อแม่ได้ตลอดเวลา คุยกับพ่อแม่ได้ทุกเรื่อง แบบนี้ก็อาจจะไม่มีปัญหา

แต่ถ้าให้ระบุเป็นตัวเลขว่าเท่าไหร่ถึงจะดี

จิตแพทย์เด็กแนะว่า ถ้าเป็นเด็กปกติที่ไม่ใช่เด็กกลุ่มเสี่ยง ในวันธรรมดาไม่ควรเล่นเกมเกิน 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์-อาทิตย์ ต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่กระนั้นก็มีข้อแม้ว่าก่อนเล่นเกมต้องทำการบ้านก่อน ทบทวนหนังสือ ทำงานบ้านที่พ่อแม่มอบหมายให้เสร็จก่อน แล้วเวลาว่างจริงๆ ค่อยเล่นเกม

“พ่อแม่ต้องจัดสรรตารางเวลาให้ลูกได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมที่สมควรทำก่อน ว่างจริงๆ ค่อยให้เล่นเกม” รศ.นพ.ชาญวิทย์กล่าว

*♦ ผู้ปกครอง
ด่านแรกที่ต้อง’เซ็นเซอร์’
*

ภายในงานเสวนาวิชาการ มีผู้เข้าร่วมงานเสวนาส่งคำถามถึงจิตแพทย์เด็กว่า“ผู้ปกครองจำเป็นต้องเล่นเกมเป็นด้วยไหม”

รศ.นพ.ชาญวิทย์ยิ้มก่อนตอบว่า ไม่จำเป็นต้องเล่นเป็น แต่ต้องรู้ลักษณะของเกมที่ลูกเล่น ต้องรู้ว่าเรตติ้ง (Rating) ของเกมคือเหมาะสมสำหรับเด็กอายุเท่าไหร่ เป็นเกมแนวไหน แล้วข้างในเกมมีเนื้อหายังไง เช่น ฉาก 18+, การพนัน ตลอดจนมีการล่อลวงไหม

นี่คือการบ้านของผู้ปกครองที่ต้องเซ็นเซอร์ก่อนเป็นอันดับแรก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ลูกติดเกมหนักมาก ผู้ปกครองไม่สามารถสื่อสารอะไรกับลูกได้แล้ว พูดอะไรไปลูกก็เถียง หรือเบือนหน้าหนี รศ.นพ.ชาญวิทย์กล่าวว่า มีวิธีเดียวคือนั่งลงแล้วไปเล่นเกมกับลูก ทำตัวเป็นคนโง่ รู้น้อยกว่าลูก แล้วให้ลูกสอนว่าเล่นยังไง

ตรงนี้จะเป็นสะพานให้พ่อแม่สามารถเดินเข้าไปหาเขาได้ พอดีขึ้นก็ค่อยๆ ดึงเขาออกมา สื่อสารกันในประเด็นอื่นหรือเรื่องอื่น นี่คือ “การดำเนินกลยุทธ์แบบชาญฉลาด” แต่มีข้อแม้ว่า “พ่อแม่อย่าเผลอไปติดเสียเอง” ด้วยมีหลายเคสที่กลายเป็นพ่อไปติดเอง แต่ลูกเลิกแล้วเพราะไม่มีโอกาสได้เล่น พ่อแย่งเล่นหมด

“เกมในปัจจุบันถูกสร้างมาเพื่อให้คนเล่นติด เพราะฉะนั้นทุกเพศทุกวัยเมื่อได้เล่นแล้วก็มีโอกาสติดสูง เป้าหมายของเราจึงไม่ได้ปฏิเสธการเล่นเกม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมมีคุณประโยชน์ต่อเด็กในบางด้าน แต่ก็ต้องให้เกมเป็นเพียงส่วนหนึ่งในชีวิตที่เข้ามาทำให้ชีวิตสมดุล” รศ.นพ.ชาญวิทย์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.ชาญวิทย์กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับผู้ที่มีอาการติดเกมหากลองเปลี่ยนแปลงแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น ก็มาปรึกษาจิตแพทย์เด็กได้ทุกที่ และฝากถึงผู้ปกครองว่า เวลาที่พ่อแม่จูงลูกมาหาหมอมักจะพูดว่า “หมอจัดการที ทำไงก็ได้ให้มันเลิกเล่นเกม” และคาดหวังว่าหมอจะช่วยให้หายขาดได้เลย อันนี้ไม่มีอยู่จริง และอย่าคิดว่าปัญหาเด็กติดเกม เด็กต้องเปลี่ยนฝ่ายเดียว เพราะในปัญหาเด็กติดเกม เด็กไม่ใช่ผู้ร้าย เกมอย่างเดียวไม่ใช่ผู้ร้าย ความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาเด็กติดเกมไม่ได้อยู่ที่เด็ก หรือจิตแพทย์เด็ก แต่เป็นความรับผิดชอบของสังคมและครอบครัว

“เล่นเกมได้ แต่เราต้องคุมเกม ไม่ใช่ให้เกมคุมเรา”

“เกมควรเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่กลืนกินชีวิตเราทั้งชีวิต”

“เกมสมดุล ชีวิตสมดุล”

รศ.นพ.ชาญวิทย์ทิ้งท้ายด้วยคติสำหรับ “เฮลตี้ เกมเมอร์”

ติดตามข่าวบันเทิงไลฟ์สไตล์ กับ Line@มติชนนิวเจน

เพิ่มเพื่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...