โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ครั้นสยามลงแข่งในสนามเดียวกับฝรั่งเศส ในเหตุการณ์ ร.ศ. 112

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ต.ค. 2563 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 20 ต.ค. 2563 เวลา 04.16 น.

การฑูตแบบเรือปืน เหตุการณ์ที่เกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสเดินเรือปืนเข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจ่อหัวปืนไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อบังคับให้สยามยอมยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้

วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนแก่ความมั่นคงทางเอกราชของสยามอย่างมาก ที่ต้อง เผชิญกับภัยคุกคามจากชาติมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสโดยลำพัง (จากการที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอังกฤษตามที่ร้องขอไป) ทั้งยังสร้างแผล “การสูญเสียแผ่นดิน” อันเป็นวาทกรรมที่สร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย และในขนาดเดียวกันเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดภูมิกายาของสยาม หรือแผนที่แบบรัฐสมัยใหม่ ซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงความเข้าใจต่อความเป็นชาติ ที่ถือเรื่องดินแดนของประเทศเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ต้องหวงแหนทุกตารางนิ้ว[1] ดังในปัจจุบัน เนื่องจากอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนจะต้องเป็นเอกภาพตลอดทั้งแผ่นดิน

ก่อนที่เราจะเข้าใจและเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งที่เรารับรู้มาตลอดว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าอาณานิคมที่หวังจะฮุบสยามให้เป็นอาณานิคมอย่างที่เข้าใจกันนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างเขตแดนในระบอบรัฐบรรณาการกับรัฐสมัยใหม่เสียก่อน ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกในการก้าวไปสู่คำตอบว่า ทำไมสยามกลับไม่ใช่ผู้พ่ายแพ้อย่างแท้จริง หากแต่เป็นผู้ร่วมลงแข่งในสนามการล่าอาณานิคมที่พ่ายแพ้

รูปแบบการปกครองในสมัยก่อนนั้น มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับนัยยะความหมายของพรมแดน หรือเส้นเขตแดน รูปแบบการปกครองแบบรัฐบรรณาการ (Tributary state) มีแนวคิดการปกครองแบบมณฑล (Mandala) เป็นการปกครองที่มีราชาเป็นศูนย์กลาง และแผ่อำนาจออกไปในลักษณะที่เป็นเหมือนวงรอบ โดยอำนาจดังกล่าวจะแผ่วหรือลดน้อยลงตามระยะห่างจากศูนย์กลาง

ดังนั้น ขอบเขตของรัฐในระบอบนี้จึงไม่มีความชัดเจนและตายตัว อีกทั้งรัฐชาติรูปแบบนี้ก็ไม่ได้มองว่าเขตแดนของรัฐเป็นสิ่งสำคัญต่อการปกครอง สนใจเพียงผลผลิตที่เมืองในอาณัติส่งให้ว่า ครบตามจำนวนที่กำหนดหรือไม่ ดังนั้น จึงทำให้บางครั้งดินแดนหนึ่งที่อยู่ปลายสุดของอำนาจรัฐสามารถที่จะส่งบรรณาการให้กับศูนย์กลางอำนาจหลายแห่งได้ในเวลาเดียวกัน และตราบใดที่ดินแดนดังกล่าวยังคงส่งบรรณาการให้อย่างครบถ้วนและตรงเวลา ก็จะไม่มีศูนย์กลางอำนาจใดมาตรวจสอบว่าอาณาเขตของตนยังคงเดิมอยู่หรือไม่[2] ด้วยลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้จึงทำให้บางครั้งเกิดการซ้อนทับของอาณาเขตระหว่าง 2 หรือ 3 ศูนย์กลางอำนาจหลายแห่งพร้อมกัน

ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับเขตแดนของรัฐสมัยใหม่ที่มีระบบความคิดเกี่ยวกับกรรมสิทธ์เขตแดนที่ถือเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ดังนั้น การอ้างสิทธ์เหนือดินแดนจึงเป็นกรรมสิทธิ์ขาดที่ต้องมีเจ้าของเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งแผนที่แบบรัฐสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงอำนาจการจัดการของรัฐว่าครอบคุมพื้นที่เท่าใด

“ชนชั้นนำสยามในขณะนั้นตระหนักดีว่าดินแดนประเทศราชทั้งหลายเป็นเมืองขึ้นขององค์ราชาธิราชในภูมิภาคหลายพระองค์ในเวลาเดียวกัน ตามภูมิศาสตร์การเมืองแบบใหม่จะนับว่าประเทศราชเหล่านั้นเป็นของใครย่อมไม่ชัดเจน จะนับว่ามีอิสระเป็นตัวของตัวเองก็ยังได้… แน่นอนว่าชนชั้นนำสยามยอมมองเข้าข้างตัวเองว่า สยามมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะผนวกประเทศราชเหล่านั้นเป็นของสยามแต่ผู้เดียวตามภูมิศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ สยามจึงเร่งจัดการผนวกประเทศราช ซึ่งอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของกษัตริย์สยาม แต่ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสยามแต่ผู้เดียว ให้กลายเป็นของสยามประเทศรัฐสมัยใหม่”[3]

ดังในงานเขียนเรื่องภูมิกายาและประวัติศาสตร์ ของธงชัย วินิจจะกูล ที่ได้ตั้งสมมติฐานแย้งต่อวิทยานิพนธ์ในช่วงปี พ.ศ. 2435-2458 ที่งานทุกชิ้นล้วนเสนอว่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมดเป็นของสยามอย่างปราศจากข้อสงสัย[4] โดยมีแกนเรื่องคือ มีฝรั่งเศสเป็นฝ่ายอธรรม ที่มีชัยเหนือฝ่ายธรรมะอย่างสยามประเทศ และก็ได้กลายเป็นทัศนะกระแสหลักที่สามารถผลิตซ้ำตัวเองได้โดยไม่ต้องสนใจว่า ใครเป็นคนเสนอคนแรกจนเกิดเป็นวาทกรรมคู่ที่ว่า ทั้งการสูญเสียดินแดนและการปฏิรูปดูจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากสาเหตุเดียวกันนั้นคือ ภัยคุกคามจากภายนอก[5]  

โดยธงชัย วินิจจะกูลได้เสนอให้เห็นมุมมองรอยแตกร้าวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกสมานให้เชื่อมโยงเข้ากันอย่างลื่นไหล จนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจในเอกราชอันยิ่งใหญ่ที่รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมเพียงหนึ่งเดียวในภูมิภาค โดยได้แบ่งออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์แรก คือ การทึกทักว่าภูมิกายาของสยามที่แผ่ขยายไปไกลถึงฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง[6] ดำรงอยู่มานานแล้ว และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบรรณาการกับสมัยใหม่นั้นก็ไม่ได้แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่มีความคลุมเครือในเรื่องของพื้นที่ ซึ่งถ้าหากไม่มีสมมติฐานนี้แล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวได้เลย เพราะจะไม่มีดินแดนไหนที่ “สูญเสียไป” ซึ่งการทึกทักเอาเองของภูมิกายากำมะลอนี้ยังช่วยเสริมความชอบธรรมให้แก่การปฏิรูปการปกครอง ที่ถือเป็นอีกยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการตีความ “อย่างไม่เหมาะสม” ที่อาจชี้ให้เห็นถึงการขยายดินแดน จากการควบคุมโดยตรงของกรุงเทพฯ ต่อดินแดนที่เป็นข้อพิพาท

ยุทธศาสตร์ที่สอง การสถาปนาเรื่องเล่าภายใต้บริบทการเมืองระหว่างประเทศแบบลัทธิล่าอาณานิคม ในช่วงเวลานั้นภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เป็นแบบลำดับชั้นยังไม่มีภูมิกายา ทั้งสยามและฝรั่งต่างชาติต่างก็เป็นพวกล่าดินแดนที่กำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงเหยื่อตัวเดียวกัน แต่มุมมองความขัดแย้งนี้ถูกทำให้เปลี่ยนไป กลายเป็นข้อพิพาทที่ไม่ยุติธรรมระหว่างชาติมหาอำนาจกับชาติเล็ก ๆ ที่พยายามปกป้องตนเอง[7]

สยามกลับกลายเป็นลูกแกะที่ไม่มีทางสู้ถูกบังคับให้สละดินแดน แทนที่จะเป็นหมาป่าตัวเล็กที่กำลังแข่งกันครองความเป็นใหญ่แย่งดินแดนกัน ประวัติศาสตร์ความพ่ายแพ้ต่อฝรั่งเศสถูกสมานด้วยประวัติศาสตร์การต่อต้านลัทธิการล่าอาณานิคมอันทรงเกียรติแทน และจากภัยคุกคามจากมหาอำนาจชั่วร้าย ก็ได้กลายเป็นเหตุแก้ตัวให้แก่การกระทำต่าง ๆ ของสยามว่าเป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรมเพื่อ “ความอยู่รอด” ของตน[8]

และยุทธศาสตร์ที่สาม ก็คือการใช้มุมองของกรุงเทพฯ ภายใต้บริบทที่สร้างขึ้นโดยยุทธศาสตร์ที่สอง “ภัยคุกคามภายนอก” เหตุแห่งความจำเป็นของการควบรวมศูนย์อำนาจ ปฏิรูปการปกครอง ซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสายตาของกรุงเทพฯ ที่มองว่าการต่อต้านของท้องถิ่นถือเป็นอุปสรรคต่อความอยู่รอดของ “ประเทศชาติ” ฉะนั้น การปราบปรามประเทศราชในบางครั้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคง “ภายใน” [9]

แต่แท้ที่จริงนั้น หากเราเปลี่ยนมุมมองการอ่านเรื่องราวทั้งหมด การปฏิรูปการปกครองนี้ก็จะมีลักษณะแบบเดียวกันกับประวัติศาสตร์ของนักล่าอาณานิคม กล่าวคือ สยามพยายามอ้างความเหนือกว่าโดยธรรมชาติต่อบรรดารัฐชายข­อบ[10] ในการเข้าควบรวมอำนาจ ซึ่งในทางตรงกันข้ามก็เท่ากับว่า เสียงความต้องการของรัฐเล็ก ๆ ได้ถูกมองข้ามไป ราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องจ่ายให้กับความมั่นคง (ของสยาม) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้[11]

ยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ได้ถูกจัดวางตามโครงเรื่องที่เหมาะสม และได้เปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทยจากรอยแตกหักของความพ่ายแพ้ ให้เป็นความต่อเนื่องของความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของชนชั้นนำ ที่สามารถกอบกู้สยามให้รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมมาได้อย่างสง่างาม รวมถึงสามารถปฏิรูปประเทศได้ประสบผลสำเร็จ จนเป็นโครงเรื่องที่เราทุกคนก็ต่างคุ้นเคยกันดีในสำนึกทางประวัติศาสตร์ไทย

แต่มโนภาพการสูญเสียดินแดนนี้เป็นการมองอดีตด้วยมุมมองปัจจุบัน ซึ่งนัยยะความหมายของเขตแดนในอดีตกับปัจจุบันที่เป็นรัฐสมัยใหม่ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ประวัติศาสตร์การรับรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ ร.ศ. 112 จึงได้พลิกกลับตาลปัตร จากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้แล

เชิงอรรถ

[1] ธงชัย วินิจจะกูล. (2551,กรกฎาคม-กันยายน). “ภูมิกายาและประวัติศาสตร์.” ฟ้าเดียวกัน. ปี 6(3) :  86

[2] พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, ประวัติศาสตร์ผู้คนบนเส้นพรมแดนเขาพระวิหาร หน้า 8-10

[3] ธงชัย วินิจจะกูล. ภูมิกายาและประวัติศาสตร์. 87

[4] เรื่องเดียวกัน, 93-94

[5] เรื่องเดียวกัน, 96

[6] เรื่องเดียวกัน, 97

[7] เรื่องเดียวกัน, 97

[8] เรื่องเดียวกัน, 98

[9] เรื่องเดียวกัน, 98

[10] เรื่องเดียวกัน, 98

[11] เรื่องเดียวกัน, 98

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 กรกฎาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...