โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

แบงก์พาเหรดหั่นดอกเบี้ยกู้ "รายใหญ่-เอสเอ็มอี" รับอานิสงส์ลดภาระ 1.8 หมื่นล้านบาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ย. 2562 เวลา 11.46 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 11.40 น.

แบงก์พาเหรดหั่นดอกเบี้ยรับลูก กนง.อุ้มลูกค้าลดต้นทุนธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจขาลง “ไทยพาณิชย์-ออมสิน” นำร่องลดดอกเบี้ย 2 ขา “ชาติศิริ” ชี้แบงก์กรุงเทพยอมกระทบ NIM ลด ดบ.กู้ MLR ช่วยลูกค้าธุรกิจก่อนพิจารณาลดดอกฝากทีหลัง “กสิกรฯ” ลดดอกเบี้ยเงินฝากเฉพาะลูกค้านิติบุคคล 0.07-0.25% ตรึงดอกฝากรายย่อย “กรุงไทย” ลดดอกเบี้ยฝากประจำยกเว้นรายย่อย ฟากศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบีประเมินช่วยลดภาระลูกค้า “รายใหญ่-เอสเอ็มอี” กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท

หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้ตอบรับการส่งผ่านนโยบาย เริ่มจากธนาคารไทยพาณิชย์ ที่นำร่องประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.25% มีผลตั้งแต่ 8 พ.ย. 62 และธนาคารออมสินปรับดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทลง 0.125% มีผลตั้งแต่ 11 พ.ย. 62 ส่วนเงินฝาก ปรับลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 0.125% ให้มีผล 1 ม.ค. 63 เป็นต้นไป

ล่าสุด นายชาติศิริ โสภณพณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพได้สนองนโยบายรัฐ โดยปรับลดดอกเบี้ยกู้สำหรับลูกค้ารายใหญ่ (MLR) ลง 0.25% มีผลตั้งแต่ 11 พ.ย. 62 เพื่อให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างราบรื่น และเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างดี ซึ่งแม้การลดดอกเบี้ยกู้ขาเดียวจะกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของแบงก์ แต่ธนาคารยอมรับผลกระทบดังกล่าวได้ เพื่อช่วยลูกค้า ทั้งนี้ เชื่อว่าหลังการปรับลดดอกเบี้ยลง น่าจะเป็นตัวช่วยเหลือต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ และธนาคารสามารถรับมือกับหนี้เสีย (NPL) ได้ ซึ่งการจัดการบริหารหนี้เสีย ธนาคารไม่มีนโยบายตัดขายหนี้เสียทิ้ง ส่วนดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาในลำดับถัดไป

“ผลกระทบต่อ NIM ทำให้ผลดำเนินงานเราลดลง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะลูกค้าขยับได้ ก็มีความหมายที่สำคัญกับเรา โดยดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อย ก็คงพิจารณาขั้นต่อไป ตอนนี้ลด MLR ช่วยรายใหญ่ก่อน ทั้งนี้ การที่ธนาคารปรับลดดอกเบี้ยกู้ก่อน ยังไม่ลดดอกเบี้ยเงินฝากทันที เพราะเราก็ระมัดระวังไม่อยากให้กระทบกับผู้ฝากของเราเท่าไหร่นัก และสภาพคล่องของแบงก์ก็ยังดี ไม่มีปัญหา” นายชาติศิริกล่าว

ส่วนภาพรวมของเศรษฐกิจในปี 2563 นายชาติศิริกล่าวว่า น่าจะเติบโตกว่าปีนี้ด้วยผลจากโครงการ ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการมาต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของธนาคารกรุงเทพกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการวางเป้าหมายทางการเงินของปีถัดไป และจะประกาศให้ทราบต่อไป

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารตอบสนองต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกค้าของธนาคารในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่กลุ่มลูกค้าของธนาคารใช้เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับลูกค้านิติบุคคลลง 0.07-0.25% ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่ 11 พ.ย. 62 โดยธนาคารยังไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาในขณะนี้

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า EXIM BANK ปรับลดอัตราดอกเบี้ย prime rate ซึ่งเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR 0.125% เหลือ 6.00% ต่อปี มีผลตั้งแต่ 11 พ.ย. 62

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ธนาคารตระหนักถึงการมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ อีกทั้งช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะความผันผวนของค่าเงินและสงครามการค้า พร้อมทั้งตอบสนองทิศทางดอกเบี้ย ธนาคารจึงได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีระยะเวลา MLR ลง 0.25% ต่อปี จากอัตรา 6.275% ต่อปี เหลืออัตรา 6.025% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่ 11 พ.ย. 62 เป็นต้นไป

“ธนาคารหวังว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงิน มีส่วนสนับสนุนศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ตลอดจนร่วมผลักดันเศรษฐกิจไทยโดยรวม” นายผยงกล่าว
นอกจากนี้ นายผยง กล่าวอีกว่า ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.25% ต่อปี ยกเว้นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้ารายย่อย

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การลดดอกเบี้ยของแบงก์ต่าง ๆ รอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลดดอกเบี้ย MLR ที่ลูกค้ารายใหญ่ได้ประโยชน์เป็นหลัก ซึ่งภาระจะลดลงราว 9,650 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอีภาระดอกเบี้ยจะลดไปราว 8,500 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากกลุ่มเอสเอ็มอีจะได้ประโยชน์ มีสัดส่วนแค่ราว 26% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีในภาพรวม เพราะเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะใช้ดอกเบี้ย MRR มากกว่า ส่วนฝั่งดอกเบี้ยเงินฝาก ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจาก 60% ของเงินฝากทั้งระบบเป็นบัญชีออมทรัพย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...