โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ใครได้ ใครเสีย เมื่อ ‘ดอกเบี้ย’ ลดเหลือ 1%

กรุงเทพธุรกิจ

เผยแพร่ 07 ก.พ. 2563 เวลา 18.00 น.

หลังจากผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายทางการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ "ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย" 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

อ่านข่าว-ดอกเบี้ย 1% ต่ำสุดรอบ 20 ปี สู่ภัยไวรัสอู่ฮั่น

การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี ซึ่งหากมองในระดับประเทศ การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ คือการรักษา "เสถียรภาพทางการเงิน" ของประเทศ หลักจากที่คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมาก จากการระบาดของไวรัสโคโรน่า ความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และภัยแล้ง

รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อตลอดช่วงประมาณการ เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ในสถานการณ์เช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงิน และการคลัง

การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ คือการรักษา "เสถียรภาพทางการเงิน" ของประเทศ หลักจากที่คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นมาก จากการระบาดของไวรัสโคโรน่า ความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี และภัยแล้ง

คณะกรรมการฯ จึงเห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น รวมทั้งสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกันนอกจากผลที่เกิดขึ้นในระดับมหภาคแล้ว การลดดอกเบี้ยนโยบายมาที่ 1% ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และประชาชนตามไปด้วย ซึ่งมีทั้งผู้ที่ได้รับประโยชน์ และผู้ที่เสียประโยชน์จากการปรับดอกเบี้ยนโยบายครั้งประวัติศาสตร์เช่นกัน

  

  • ใครได้ประโยชน์

"ประเทศ" มีตัวช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ตามมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าจะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อมากขึ้น หลังจากที่เงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมานาน

"การส่งออก" เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างประเทศลดลง ทำให้เงินทุนไหลออก ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง มีส่วนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ผลักดันให้การผลิตในประเทศขยายตัว การส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

"ภาคธุรกิจ" ภาคธุรกิจจะมีหนี้สินน้อยลง เนื่องจากได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่ต่ำลง จากการที่ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีส่วนให้ภาคธุรกิจมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งขึ้น

ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด มีธนาคารที่ปรับลดดอกเบี้ย เงินกู้แล้วทั้งหมด 5 แห่ง ดังนี้

158107597662

"ประชาชน" ได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยเงินกู้หรือสินเชื่อ เช่น กรณีที่กำลังจะขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม ขณะที่คนที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว และทำสัญญาเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัวก็ย่อมได้จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง นอกจากนี้ คนที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่แล้วยังมีโอกาสรีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระดอกเบี้ยลงได้ในช่วงนี้ด้วย

  

  • ใครเสียประโยชน์

"การนำเข้า" เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับต่างประเทศลดลง ทำให้เงินทุนไหลออก ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ธุรกิจหรือหน่วยอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการนำเข้าลดลงตามไปด้วย

"ประชาชน" ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลง เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาคือการลดดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชน และภาคธุรกิจ

เมื่อ "ดอกเบี้ยเงินฝากลดลง" ผลตอบแทนจากการฝากเงินย่อมลดลงตามไปด้วย ทว่า ตัวเลขผลตอบแทนเงินฝากออมทรัพย์หลายปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับต่ำจนแทบสัมผัสไม่ได้ เห็นได้ชัดเจนจากข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์แบบธรรมดาของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ณ ปัจจุบัน (7 ก.พ. 63) อยู่ที่ 0.05% – 2.25% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งหากลดลงไปตามดอกเบี้ยนโยบายอีก ย่อมทำให้ประชาชนที่ฝากเงินได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิม

 

"ผู้ที่ลงทุน ในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงิน" มีโอกาสได้ผลตอบแทนลดลง เช่น กองทุนเพื่อการเกษียณอายุ กองทุนที่ลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ เมื่อดอกเบี้ยนโยบาย และดอกเบี้ยเงินฝากลดลง อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ย่อมมีโอกาสลดลงตามไปด้วย

แนวโน้มที่เกิดขึ้นคือ ประชาชน และนักลงทุน จะหันไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าจากการลงทุนอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for Yield) ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องแบกรับความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่น่ากังวล

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาการลงทุนที่สอดคล้องกับความรู้ความเข้าใจของตัวเอง ให้สอดคล้องความเสี่ยงที่รับได้ ก่อนตัดสินใจลงทุน รวมถึงการติดตามสถานการณ์ที่อาจมีส่วนเข้ามากระทบการลงทุนในระยะต่างๆ ด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กนง. ระบุว่าจะติดตามพัฒนาการขยายตัวทางเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพระบบการเงินรวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆโดยเฉพาะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีและภัยแล้งเพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปโดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสมรวมทั้งจะติดตามปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคตซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน
ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...