โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นโยบายแก้ปัญหาปากท้องสมัยกรุงธนบุรี "พระเจ้าตาก" ทรงต้องบริจาคทรัพย์?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ก.ย 2567 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2567 เวลา 06.10 น.
“พระเจ้าตากทรงแจกจ่ายข้าวสารแก่ราษฎร” ภาพจิตรกรรมจัดแสดงภายในตำหนักเก๋งคู่ (เก๋งหลังใหญ่) พระราชวังเดิม

นโยบายแก้ปัญหาปากท้องสมัยกรุงธนบุรี “พระเจ้าตาก” ทรงต้องบริจาคทรัพย์?

เมื่อ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี ปัญหาประการหนึ่งที่ราชธานีใหม่พบคือเรื่อง “ปัญหาปากท้อง” ของราษฎร พระเจ้าตากฯ มีนโยบายแก้ปัญหาหลายประการ

บันทึกจดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี ที่ทรงบันทึกเล่าเรื่องราวความทุกข์ยากปัญหาของราษฎรปลายกรุงธนบุรี เขียนไว้ว่า

“กรุงธนบุรีเกิดโกลี พันศรีพันลายื่นฟ้องว่าขุนนางแลราษฎรขายข้าวเกลือลงสำเภา โยธาบดีผู้รับฟ้องกราบทูล รับสั่งให้เร่งเงินที่ขุนนางราษฎรขายข้าวเกลือ ให้เฆี่ยนเร่งเงินเข้าท้องพระคลัง ร้อนทุกข์เส้นหญ้า สมณาประชาราษฎร์ไม่มีสุขขุคเข็ญเป็นที่สุดในปลายแผ่นดิน”

รัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หรือพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นที่สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีเพียง 15 ปีเท่านั้น แต่ถือว่าสำคัญเพราะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างกรุงศรีอยุธยาที่ยิ่งใหญ่กว่า 417 ปี ก่อนจะล่มสลายยากแก่การกู้คืนกลับให้เป็นดังเดิมได้ สมเด็จพระเจ้าตากทรงต้องย้ายราชธานีมายังกรุงธนบุรี

ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของราชธานีใหม่นี้ เรื่องหนึ่งคือ “ปัญหาปากท้อง” ของราษฎร

“ได้ปืนใหญ่พม่าเอาไปไม่ได้ค้างอยู่ ให้ระเบิดเอาทองลงสำเภา ซื้อข้าวถังละ 6 บาทเลี้ยงคนโซไว้ได้กว่าพัน” เป็นหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งของพระเจ้าตากตอนบุกตีค่ายโพธิ์สามต้น มาต้นกรุงธนบุรีนอกจากขวัญกำลังใจแล้วปากท้องก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เห็นได้จากการแก้ไขเรื่องข้าว ที่อาณาประชาราษฎร์จำนวนมากตกทุกข์ได้ยากจากการเสียกรุงศรีฯ ทอดพระเนตรความทุกข์ยากของราษฎรอดอยาก มีรูปร่างดุจหนึ่งหนึ่งเปรตปีศาจพึงเกลียด และทรงเหนื่อยหน่ายในราชสมบัติถึงขนาดจะเสด็จไปประทับเมืองจันทบูร

แต่ด้วยความทุกข์ยากที่กรุงธนบุรีเผชิญอยู่ และข้าราชการขุนนางทูลวิงวอนให้ทรงประทับยังกรุงธนบุรีเพื่อแก้ปัญหาความอดยากที่เกิดขึ้น ตรงกับจดหมายมองซิเออร์คอร์ ถึงคณะผู้อำนวยการคณะต่างประเทศกล่าวถึงสถานการณ์ความอดอยากช่วง พ.ศ. 2313 ไว้ว่า

“ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูในพระราชธานี ได้พบจำนวนเด็กเปนอันมากซึ่งอดอยากอย่างที่สุดในระหว่างที่เข้ายากหมากแพงนั้น”

เรียกได้ว่ายุคต้นกรุงธนบุรีเข้าขั้นทุพภิกขภัยก็ว่าได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงแก้ปัญหาด้วยการบริจาคทรัพย์แก่ราษฎรที่มารับพระราชทานมากกว่า 10,000 คน ฝ่ายข้าราชการทหารพลเรือนไทยจีนนั้น รับพระราชทานข้าวสารเสมอคนละถังกินคนละ 20 วัน

ช่วงเวลาดังกล่าวแม้ว่ามีข้าวสารจากสำเภามาขาย แต่ราคายังคงสูงอยู่มาก พระเจ้าตากทรงซื้อข้าวสารช่วยเหลือราษฎรของพระองค์ และทรงพระกรุณาให้ข้าราชการทั้งชั้นผู้ใหญ่และผู้น้อยร่วมกันทำนาปรังเป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนข้าวในการบริโภคได้อีกทางหนึ่ง เปรียบกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันการซื้อข้าวสารจากสำเภาเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น แต่การปลูกข้าวนาปรังโดยให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

บางครั้งการแก้ปัญหาก็มีปัญหาแทรกซ้อนตามมาเช่น ครั้นเดือน 5 หนูคะนองกินข้าวในยุ้งฉางและกัดทรัพย์สิ่งของทั้งปวงเสีย จึงมีรับสั่งให้ข้าทูลละอองฯ และราษฎรดักหนูมาส่งแก่กรมพระนครบาล เป็นต้น

แม้ว่าช่วงปลายกรุงธนบุรีจะเริ่มบริบูรณ์ดีขึ้นแล้ว มิวายมีปัญหาเรื่องราวปากท้องของราษฎรมาเกี่ยวข้องอีก ดังข้อความข้างต้นที่ผู้เขียนนำมาลงไว้ จนปลายแผ่นดินพระเจ้าตาก ประชาราษฎร์ไม่มีสุขยุคเข็ญเป็นที่สุด มีการรีดเอาเงินจากชาวบ้านด้วยวิธีการเฆี่ยนจนได้เงินตามต้องการเดือดร้อนกันไปทั่วเมือง เช่นกรณีของหลวงประชาชีพที่มีโจทก์ฟ้องเรื่องขายข้าว จนต้องรับโทษถูกประหารชีวิต

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จดหมายเหตุรายวัน อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่น. กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา. พิมพ์ครั้งที่ 1. (2551).

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นโยบายแก้ปัญหาปากท้องสมัยกรุงธนบุรี “พระเจ้าตาก” ทรงต้องบริจาคทรัพย์?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...