โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนมีรถไฟวิ่งเร็วสุดในโลก แต่ในยุคบุกเบิก ทำไมมันคือของประหลาด-อัปมงคล!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2566 เวลา 17.43 น.
รถไฟความเร็วสูงของจีนในปัจจุบัน (ภาพจาก www.khaosod.com)

รถไฟความเร็วสูงของจีนวันนี้คือแชมป์อันดับหนึ่งของโลก แก้ไขเพิ่มเติม : สถิติล่าสุด (ก.ค. 2562) อ้างอิงจากนิตยสารฟอร์บส รถไฟ G17 และ G39 จากปักกิ่งถึงหนานจิงทำความเร็ว 317.7 kph (197 mph) แต่ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การรถไฟของจีน นี่คือประเทศที่เคยใช้ม้าลากรถไฟแทนหัวรถจักร

วันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1825 ทางรถไฟสายแรกของโลกเปิดใช้งานในประเทศอังกฤษ แม้ว่าทางรถไฟสายนี้มีความยาวเพียง 27 กิโลเมตร แต่นับเป็นเหตุการณ์ที่แบ่งยุคในประวัติศาสตร์คมนาคม บ่งบอกว่ายุคของรถไฟมาถึงแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มมีกระแสการสร้างทางรถไฟสายแรกจากประเทศอังกฤษ แล้วค่อยกระจายไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือแพร่ไปถึงยุโรปภาคพื้นทวีป การสร้างทางรถไฟไม่เพียงเร่งให้วิธีการเดินทางเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เศรษฐกิจพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วย

40 ปีหลังจากรถไฟถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ก็ได้แพร่เข้าสู่ประเทศจีน แต่ชะตาชีวิตของรถไฟในประเทศจีนกับในประเทศตะวันตกกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1865 พ่อค้าชาวอังกฤษนามว่าดูแรนต์ได้สร้างทางรถไฟสายหนึ่งยาว 0.5 กิโลเมตร บริเวณด้านนอกของประตูเมืองเสวียนอู่เหมินในกรุงปักกิ่ง และทดลองเดินรถไฟขนาดเล็ก ขุนนางน้อยใหญ่ในรัฐบาลราชวงศ์ชิงล้วนเห็น “รถยนต์ขนาดเล็กขับเคลื่อนอยู่บนราง แล่นเร็วราวกับเหาะ ก็รู้สึกแปลกใจคิดว่าเป็นของประหลาด” จึงให้เหตุผลว่า “เห็นแล้วรู้สึกตกใจหวาดผวา” จากนั้นสั่งการให้แม่ทัพทหารราบรื้อทางรถไฟสายนี้ทิ้งเสีย

ค.ศ. 1876 บริษัทจาร์ติน แมทเธอสัน ของอังกฤษสร้างทางรถไฟสายซงฮู่ ทว่าตั้งแต่เริ่มเปิดเดินรถก็มีเสียงคัดค้านไม่ขาดสาย เมื่อเปิดใช้การได้เพียงเดือนกว่าก็เกิดเหตุการณ์รถไฟวิ่งทับคนเสียชีวิต ยิ่งทําให้ผู้คนกลัวรถไฟมากขึ้น ดังนั้นหลังจากที่เปิดใช้รถไฟไปได้ครึ่งปี รัฐบาลราชวงศ์ชิงก็ใช้ก้อนเงิน 2.85 แสนตำลึง ไถ่ซื้อทางรถไฟสายนี้มาเป็นของรัฐและรื้อทิ้งทั้งหมด จากนั้นก็นําหัวรถจักรและตู้รถไฟทั้งหมดไปทิ้งลงแม่น้ำ โดยอ้างเหตุผลว่ารถไฟสายนี้ “ช่วยเหลือข้าศึก รังควานชาวบ้าน ทําให้คนตกงาน และแย่งงานคนจีน”

แต่รถไฟก็ยังเป็นยานพาหนะที่สะดวก รวดเร็ว และมีประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศที่ยากจะปฏิเสธ

ค.ศ. 1874 ญี่ปุ่นบุกรุกไต้หวัน สถานการณ์ทางทะเลเข้าขั้นวิกฤต ค.ศ. 1876 ติงรื่อชาง ข้าหลวงมณฑลฝูเจี้ยน ถวายฎีกาแด่จักรพรรดิ ทูลว่า ไต้หวันอยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีเพียงการสร้างทางรถไฟและสายไฟฟ้าเท่านั้นถึงจะเชื่อมโยงทุกที่ถึงกันได้ อีกทั้งยังสามารถป้องกันศัตรูภายนอกและสร้างความสงบสุขให้คนในประเทศได้ มิเช่นนั้นประเทศมหาอํานาจก็จะคอยจ้องตะครุบไต้หวันอยู่ตลอดเวลา ค.ศ. 1877 ราชสํานักชิงเห็นด้วยกับข้อเสนอของติงรื่อชาง แต่เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอจึงไม่ได้ลงมือดําเนินการ

ค.ศ. 1880 หลิวหมิงฉวน รักษาการข้าหลวงใหญ่มณฑลจอลี่ ถวายฎีกาเรื่อง สร้างทางรถไฟเพื่อให้ประเทศเข้มแข็ง ถึงจักรพรรดิ เขาเสนอให้สร้างทางรถไฟตามที่ต่างๆ เช่น อําเภอชิงเจียง อําเภอฮั่นโข่ว เมืองเซิงจิง เป็นต้น เขาเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นปัจจัยสําคัญที่จะทําให้ประเทศเข้มแข็งได้ แต่ว่าทันทีที่เสนอฎีกาฉบับนี้ไปก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวสุดขีด และถูกกลุ่มขุนนางหัวโบราณโจมตีทันควัน พวกเขาพูดชี้โทษภัยของทางรถไฟด้วยอารมณ์เคียดแค้นถึงที่สุด

อวี๋เหลียนหยวน ผู้ตรวจการหลวง กล่าวว่าทางรถไฟเป็นสิ่งที่ทําลายรถและเรือ ทําลายทุ่งนา ทําลายรากเหง้าวัฒนธรรม ทําลายขนบธรรมเนียมประเพณี และทําลายทรัพย์สินเงินทอง ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการนี้ แต่ผลประโยชน์กลับไปตกอยู่ที่พวกฝรั่ง

หลิวซีหง ราชเลขาธิการชี้ว่า เมื่อสร้างทางรถไฟไปถึงภูเขาก็ต้องเจาะทะลุไป เมื่อไปเจอแม่น้ำลําธารก็ต้องสร้างสะพานข้ามไป ดังนั้นทางรถไฟถือเป็นสิ่งอัปมงคลที่รบกวนเจ้าป่าเจ้าเขาและพญามังกร การสร้างทางรถไฟจะทําให้เทพเจ้าโกรธเคืองได้ และจะนํามาซึ่งภัยพิบัติรุนแรงมหาศาล

สวีจื้อเสียง องคมนตรี กล่าวว่าการสร้างทางรถไฟถือเป็นการทําลายประเทศและทําร้ายประชาชน ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรงที่สุด

ในปีเดียวกันนี้ เหมืองแร่ที่เมืองไคผิงของกลุ่มขบวนการเรียนรู้วิทยาการตะวันตกใกล้เปิดดําเนินการ แต่หากใช้วิธีการขนส่งแบบเก่าก็จะส่งผลให้ต้นทุนสูง ทําให้ช่องทางการขายมีอุปสรรค ดังนั้น ถังถึงซู ผู้จัดการเหมือง จึงเสนอให้สร้างทางรถไฟจากตัวเมืองถังซานถึงตําบลซวีเก้อจวง

ทางรถไฟสายที่จะสร้างนี้ระยะทางค่อนข้างสั้น อยู่ไกลจากเมืองหลวงกรุงปักกิ่ง ดังนั้นราชสํานักชิงจึงอนุมัติให้สร้างได้ และเริ่มดําเนินการก่อสร้างในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นเอง หลังจากที่กลุ่มขุนนางหัวโบราณในราชสํานักทราบข่าว พวกเขาก็คัดค้านเป็นเสียงเดียวกัน “กลุ่มขุนนางเสนอฎีกาทัดทาน” ทูลขอให้องค์พระประมุข “ทรงปฏิบัติตามกฎมนเทียรบาลของบูรพจักรพรรดิอย่างเคร่งครัด” ราชสํานักชิงจึงจําใจต้องพับเก็บคําสั่งนี้ ทางรถไฟสายถังซานซวีเก้อจวงสร้างได้เพียงฐานก็ถูกระงับโครงการ

ในเมื่อไม่อนุญาตให้สร้างทางรถไฟ หน่วยกิจการเหมืองแร่เมืองไคผิงจึงจําเป็นต้องขุดคลองเพื่อขนส่งถ่านหิน แต่คลองสายนี้ขุดได้ถึงเพียงตําบลซวีเก้อจวง เนื่องจากพื้นที่ตั้งแต่ช่วงตำบลซวีเก้อจวงจนถึงบริเวณเหมืองมีลักษณะสูงชันน้ำไหลขึ้นไปไม่ได้ หน่วยกิจการเหมืองแร่จึงขออนุมัติสร้างทางรถไฟอีกครั้ง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการคัดค้านของกลุ่มขุนนางหัวโบราณ

หลี่หงจางจึงชี้แจ้งในฎีกาอย่างชัดเจนว่าจะสร้างเพียง “ทางด่วนรถเร็ว” ที่ใช้ม้าลาหัวขบวน หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย สุดท้ายราชสำนักชิงจึงอนุมัติ จากนั้นจึงได้เริ่มวางรางทางรถไฟเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1881 ต่อมาสร้างเสร็จ และทดลองใช้งานในเดือนกันยายน

ทางรถไฟสายถังซาน-ซวีเก้อจวง ใช้งบประมาณเงิน 1.1 แสนตําลึง ระยะทางยาว 9.7 กิโลเมตร เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พฤศจิกายน พิธีเปิดค่อนข้างอลังการ รถโล่งเปล่าคันหนึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นตู้รถไฟ โดยมีหัวรถจักรธรรมดาลากขบวน ขุนนางและคหบดีท้องถิ่นที่ถูกเชิญมาร่วมพิธีได้ก้าวขึ้นรถไฟเพื่อทดลองโดยสาร รถไฟค่อยๆ แล่นออกไปท่ามกลางเสียงดังของประทัด เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

หลังจากเปิดใช้ทางรถไฟได้ไม่นาน ข่าวก็แพร่ไปถึงเมืองหลวงกรุงปักกิ่ง กลุ่มขุนนางหัวโบราณก็ก่อเรื่องทันที พวกเขาบอกว่า “เมื่อรถจักรกลขบวนนี้แล่นผ่านก็จะทําให้บริเวณสุสานหลวงทางทิศตะวันออกของบูรพจักรพรรดิชิงต้องสั่นสะเทือน อีกทั้งหัวขบวนรถยังพ่นควันดําออกมา ทําให้พืชผลไร่นาเสียหาย”

พวกเขายังพูดโจมตีหลี่หงจางว่าปิดบังและหลอกลวงเบื้องสูง ราชสํานักชิงจึงสั่งการตรวจสอบ รถจักรไอน้ำซึ่งสร้างขึ้นมาแบบง่ายๆ ขบวนนี้จึง “ถูกระงับโครงการ” จากนั้นภาพเหตุการณ์อันน่าตลกขบขันยิ่งก็ปรากฏขึ้น คือ มีม้า 3-4 ตัวลากรถไฟขนถ่านหินขบวนยาวอยู่บนทางรถไฟด้วยความยากลําบากเพราะแรงไม่พอ และนี่ก็คือเรื่องราวของ “ม้าลากรถไฟ” ซึ่งโด่งดังไปทั่วในขณะนั้น

แต่ว่าสุดท้ายแล้วการใช้ม้าลากรถไฟนั้นไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง หลังจากนั้นไม่นานช่างเทคนิคของโรงซ่อมทางรถไฟซวีเก้อจวง ได้ลงมือออกแบบเอง เขากล้าดัดแปลงหม้อและเตาที่ทิ้งแล้วผลิตออกมาเป็นเครื่องจักรไอน้ำรถไฟ พวกคนงานช่วยกันสลักรูปมังกรหนึ่งตัวไว้บนหัวขบวนรถไฟ แล้วเรียกรถไฟขบวนนี้ว่ารถไฟ “มังกร”เพื่อปิดปากกลุ่มขุนนางหัวโบราณ

เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1882 ถังถึงซูและคนอื่นส่งเทียบเชิญขุนนางจํานวนหนึ่งมาทดลองโดยสารรถไฟ “มังกร” ขบวนนี้ รถไฟนําขุนนางเหล่านี้แล่นไปได้ระยะทาง 20 ไมล์ โดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ขุนนางเหล่านี้รู้สึกว่ารถไฟมีความสะดวกสบาย ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ หลังจากนั้นไม่นานจึงได้นําระบบเครื่องจักรกลลากรถไฟกลับมาใช้ใหม่

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

เส้าหย่ง, หวังไท่เผิง เขียน, กำพล ปิยะศิริกุล แปล, หลังสิ้นบัลลังก์มังกร ประวัติศาสตร์จีนยุคเปลี่ยนผ่าน, สำนักพิมพ์มติชน, ตุลาคม 2560

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 พฤษภาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จีนมีรถไฟวิ่งเร็วสุดในโลก แต่ในยุคบุกเบิก ทำไมมันคือของประหลาด-อัปมงคล!?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...