โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึก 5 Steps “Gender Transition” ประสบการณ์จริงเตรียมพร้อมทั้งกายใจจากเขาและเธอ

Health Addict

อัพเดต 07 ต.ค. 2563 เวลา 08.14 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 01.52 น. • Health Addict
ครั้งแรกของ Health Addict ที่จะพาคุณมาเจาะลึกเรื่องราวของคนข้ามเพศแบบ Exclusive เพราะการ Transition ร่างกายไปสู่อีกเพศไม่ใช่แค่การพกใจมาสู้ ยังมีอีกหลายปัจจัย ทั้งในด้านเชิงจิตวิทยาและการปรับตัวต่างๆ ที่คุณจำเป็นต้องรู้!

Health Addict ได้มีโอกาสได้จับเข่าคุยกับคุณชาลี (ชาลี จาตุสว่างพร ) และคุณปูเป้ (ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง)  สองท่านที่จะมาแชร์เรื่องราวของการข้ามเพศ หรือการ Transition ลักษณะต่างๆ ของร่างกาย จากเดิมที่เป็นชายและหญิงไปสู่อีกหนึ่งลักษณะของเพศสภาพที่ตรงตามจิตวิญญาณของตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาจะมีวิธีดูแล Mental Health และ Physical Health ให้แฮปปี้ & เฮลธ์ตี้สุดๆ ยังไงบ้าง ไปดูกัน! 

เอาให้เคลียร์ คำนิยามของ “Trans” หรือ “Transgender” คืออะไรกันแน่? 

คำว่า “คนข้ามเพศ” ที่ในภาษาอังกฤษคือ“Transgender”  นั้นหมายถึงการข้ามเพศหรือการแปลงเพศจากเพศกำเนิดที่เดิมเคยเกิดเป็นหญิงหรือชาย ก็เปลี่ยนแปลงร่างกายไปสู่เพศตรงข้ามตามใจหวังอย่างสมบูรณ์แบบ  โดยถ้าผู้หญิงข้ามเพศไปเป็นผู้ชาย จะเรียกว่า Female-to-male transgender (FTM/ F2M) ส่วนผู้ชายข้ามเพศไปเป็นผู้หญิงก็จะเรียกว่า Male-to-female transgender (MTF/M2F) 
ซึ่งจากการพูดคุยกับทั้งสองท่านนี้ ทำให้พบว่าในเชิงจิตวิทยา การเป็นคนข้ามเพศนี้ไม่เหมือนกับการเป็นเลสเบี้ยนและเกย์  เพราะพวกเขาคือผู้ชายและผู้หญิงจากฐานของจิตใจโดยสมบูรณ์ 
 
 “GET TO KNOW 5 STEPS” ความแตกต่างของการ Transition จากหญิงเป็นชาย และชายเป็นหญิง  
การข้ามเพศจากชายไปเป็นหญิง (male to female) และหญิงไปเป็นชาย (female to male) นั้นมีกระบวนการเริ่มต้นที่เหมือนกันก็คือ การเข้าพบจิตแพทย์และการทำแบบทดสอบเพื่อประเมินให้แน่ใจว่าสภาพทางจิตใจและกายนั้นพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่นี้จริงๆ หรือเปล่า
และนี่คือ STEP คร่าวๆ ของการ Transition ในคุณผู้ชายและคุณผู้หญิง

STEP#1 พบจิตแพทย์เพื่อรับการประเมินความพร้อม

คุณชาลีเล่าว่า ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ step แรกของการ transition นั้น คุณหมอจะวินิจฉัยภาวะ Gender Dysphoria ซึ่งก็คือภาวะความไม่พอใจในเพศของตัวเองด้วยแบบทดสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การตอบคำถามต่างๆ หรือการเล่าเรื่องราวชีวิตให้ฟัง ซึ่งทางคุณปูเป้บอกว่า
“คุณหมอจะตรวจอย่างละเอียดลึกไปถึงขั้นของสัญชาตญาณความเป็นเพศที่เรากำลังจะเปลี่ยนไปเป็น  เช่น  ให้ดูภาพ abstract แล้วถามว่ามองเห็นภาพเหล่านั้นเป็นอะไร  ถ้าเราเห็นเป็นผีเสื้อก็บอกไปตามที่เห็น อย่าโกหกเพราะไม่มีคำว่าผิดถูก”

ตัวอย่างภาพ abstract จาก Dr.  Nicole Thomas
 ซึ่งถ้าผลสอบออกมาว่า คนๆ นั้นมีสภาพจิตใจที่อาจยังไม่พร้อม และยังมีความเป็นเพศเดิมมากกว่า คุณปูเป้ก็บอกว่าหมอจะตัดสินไม่ดำเนินการ transition ให้เลย  โดยการประเมินนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในการป้องกันแนวโน้มของการเปลี่ยนใจกระทันหัน เช่น อยากกลับไปเป็นเพศเดิมหลังจาก Transition ไปแล้ว  

STEP#2  GET READY! ให้พร้อมสำหรับการ Transition

การเตรียมตัวนั้นไม่ยุ่งย่างมาก คุณชาลีเล่าว่าก่อนเข้าสู่กระบวนการ transition เขาจะต้องดูแลไม่ให้น้ำหนักตัวเยอะ เพราะน้ำหนักตัวที่มากอาจมีส่วนทำให้ T-hormone (Testosterone Hormone Therapy) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เขาจะต้องเทคไปสร้างปัญหาให้กับร่างกายได้
 “พอสอบการประเมินผ่านแล้ว ผมก็เข้าพบหมอสูตินรีแพทย์ต่อ  ซึ่งคุณหมอจะอธิบายข้อดีข้อเสีย และ side effect ต่างๆ ที่อาจเกิดกับร่างกายในช่วงเทคฮอร์โมน  อย่างการเกิดสิว รวมถึงโดสที่เราต้องเทค และระยะเวลาในการเทคฮอร์โมนก่อนที่จะนัดวันตรวจเลือดให้”
ทางด้านของคุณปูเป้ เธอบอกว่าหลังสอบผ่าน ก่อนที่จะมีการ transition หมอจะเช็กร่างกายก่อน และก่อนการผ่าตัดก็จะสั่งให้เลี่ยงการทานอาหารที่ทำให้ขับถ่ายง่าย  เช่น ผัก ผลไม้ หรือการทานบุฟเฟต์ที่มีผักเยอะๆ 
หลังแปลงเพศเราห้ามถ่ายเลยอย่างน้อย  5วัน และจะทานแต่น้ำแดงกับอาหารอ่อนๆ ช่วง 1-4วันแรกเดินไปไหนไม่ได้นอนติดเตียงตลอด  พอเข้าวันที่ 5หมอจะเอาสายเดินเลือดออกเพื่อให้ไปปัสสาวะ  ถ้าปัสสาวะได้ก็ถือว่าสำเร็จเตรียมตัวกลับบ้านได้ แล้วก็สั่งว่าช่วง 3เดือนแรกต้องใช้แท่งโมสอดเข้าอวัยวะเพศเพื่อไม่ให้รูที่ผ่าตัดนั้นตีบ”
 

STEP#3  TAKE HORMONE และสังเกตร่างกาย

การเทคฮอร์โมนทดแทนสำหรับ transgender ทั้งชายและหญิงนั้นจะเรียกเหมือนกันว่า HRT (Hormone Replacement Therapy)  ถ้าในกรณีของคุณชาลี หากเรียกการเทคฮอร์โมนแบบเฉพาะเจาะจง ก็จะเรียกว่า  Testosterone Hormone Therapy  หรือ Transmasculine hormone therapy  “ฮอร์โมนที่เทคคือ ‘เทสโทสเทอโรน’  เป็นฮอร์โมนเพศชายที่ร่างกายผลิตเองไม่ได้ โดสอยู่ที่ 150มิลลิกรัมทุกๆ 3วีค อันนี้จะแล้วแต่ร่างกายของแต่ละคน ในช่วงสองเดือนแรกร่างกายก็เริ่มปรับตัวได้แล้ว  เพราะเสียงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผู้ชายมากขึ้น”

  ซึ่งการเทคฮอร์โมนนี้คุณชาลีบอกว่าจะต้องเทคไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าอายุจะเข้า 60 ปีแล้วฮอร์โมนคงที่ โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากกรณีที่ต้องฉีดด้วยตัวเองก็จะต้องได้รับการพิจารณาโดยแพทย์ก่อนเช่นกัน  ซึ่งบริเวณที่ฉีดจะเป็นตรงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Skills) คือกล้ามเนื้อบริเวณลำตัว  แขน และขา 
หน้าที่ของ T-Hormone คือมันเปลี่ยนไขมันให้ไปเป็นกล้ามเนื้อ รู้สึกได้เลยว่าร่างกายเริ่มมีกล้ามคล้ายผู้ชายโดยที่ไม่ได้เวิร์คเอาท์เพิ่ม” 
ส่วนกรณีของคุณปูเป้เธอเลือกการทานฮอร์โมนเอสโทรเจนชนิดเม็ดแทนการฉีด จะเรียกกระบวนการนี้ว่า  ERT (Estrogen Replacement Therapy) ซึ่งเธอสารภาพว่าไม่ได้เข้มงวดกับตัวเองเท่าไหร่  เพราะจะเลือกทานเดือนเว้นเดือน
=>SIDE EFFECT เทคฮอร์โมนแล้วอันตรายจริงหรือเปล่า ?
หลักๆ ที่ทั้งคู่บอกเราคือ side effect จากการเทคฮอร์โมนนั้นจะมากับอารมณ์สวิง ฉุนเฉียวหรือบางครั้งก็ร้องไห้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้มันก็ไม่ได้มีผลให้เกิดภาวะอันตรายหรือน่ากลัวอะไร  แต่ต้องท่องให้ขึ้นใจว่าคุณต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น! เพราะการเทคฮอร์โมนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะทานหรือฉีด ก็ล้วนอาจเสี่ยงที่ทำให้ตับและปริมาณไขมันในเลือด หรือระบบร่างกายนั้นมีปัญหาได้
 

STEP#4  Break Stereotype “การมีจุดยืนของตัวเองนั้นสำคัญ

ถ้าต้องพูดคำว่า “because everything comes with a price” กับเคสนี้ก็คงจะพูดได้เต็มปาก เพราะมันหมายความว่า หากคุณเลือกที่จะเป็นคนข้ามเพศแล้ว คำแนะนำที่ทั้งคู่อยากบอกก็คือ…คุณต้องมีจุดยืนและยอมรับว่ามันอาจจะทำให้คุณแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้ก็ได้ เช่น การสมัครงานก็ควรเลือกสมัครในที่ที่สังคมเปิดกว้างไปเลยดีกว่า เพราะมันก็คุ้มค่าที่คุณจะเสียเวลาค้นหาเพื่อแลกกับการล้อมรอบด้วยสังคมที่เป็นบวก นอกจากนี้คุณจะต้องยอมรับที่จะถูกตั้งคำถามมากมายจากสังคม…แน่นอนว่าการเตรียมใจให้สตรองและมีความสุขกับคนรอบตัวที่รักคุณนั้นเป็นวิธีแก้ที่ช่วยให้มองข้ามทุกอุปสรรคในชีวิตนี้ไปได้จริงๆ  

 

STEP#5 BE HAPPY & HEALTHY

เรื่องของการดูแลตัวเอง คุณชาลีบอกว่าคุณหมอจะแนะนำให้ “เลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์” เพราะการเทค testosterone  hormone  เข้าสู่ร่างกายจะไปทำให้ตับทำงานเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยง นั่นก็จะยิ่งทำให้ตับทำงานหนักมากขึ้นจนเกิดอันตรายได้  ส่วนเรื่องการทานอาหารคุณชาลีบอกว่าตนสามารถทานทุกอย่างได้ตามปกติ ถ้าเป็นการออกกำลังกายก็จะใช้วิธีการเล่นเวทหรือยกเวทอาทิตย์ละ 3 วัน ประมาณ 1-2 ชม. ต่อด้วยการทาน Mass Gainer เวย์โปรตีนควบคู่ไปเพื่อเพิ่มน้ำหนักตัว   ด้านคุณปูเป้เธอก็จะดูแลตัวเองด้วยการคาร์ดิโอ ลดแป้ง และทานอาหารในปริมาณที่ร่างกายต้องการเท่านั้น  
 

  • ถ้าอยากข้ามเพศควรเริ่มตอนไหน ?เราขอแนะนำให้เป็นช่วงที่คุณสามารถทำการตัดสินใจเองได้ นั่นก็คือตั้งแต่ช่วงอายุ 24 ปีขึ้นไป และควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเพื่อตรวจสอบภาวะเสี่ยงต่างๆ เช่น กรณีมีโรคประจำตัว ซึ่งหากมีความเสี่ยงต่างๆ ที่อันตรายต่อชีวิต แพทย์ก็จะไม่แนะนำให้คุณทำการ transition 
    อ่านมาถึงตรงนี้เป็นยังไงกันบ้าง? หากคุณสนใจอยากไปติดตามเรื่องราวของพวกเขาเพิ่มเติมหรือเพื่อส่งกำลังใจ  ก็สามารถเข้าไปส่องและให้กำลังใจกันได้ตามช่องทางนี้เล้ยย!
     

คุณชาลี 
 Youtube Channel:  
ChomChatus  
คุณปูเป้ 
 IG :   
pupaepinyapatch   

------------------------------------------------------------------ 
การแปลงเพศไม่ใช่แค่อยากมีแฟนเป็นผู้ชาย แต่มันคล้ายกับการทำให้ร่างกายตรงกับจิตวิญญาณของการเป็นเพศหญิงมากที่สุด ไม่มีแฟนก็ไม่ได้มีปัญหา เพราะใจแค่อยากเป็นผู้หญิง”-ปูเป้
   

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...