โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Green Taskforce โมเดลต้นแบบ "อนันดา" กรีน เออร์เบิน ลิฟวิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 พ.ย. 2563 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2563 เวลา 01.30 น.

Green Taskforce โมเดลต้นแบบ “อนันดา” กรีน เออร์เบิน ลิฟวิ่ง ปอดของเมืองเริ่มต้นในคอนโดมิเนียม

ครั้งแรกของเมืองไทยกับศูนย์ research ที่เรียกว่า “Green Taskforce”

และอาจกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ก็ว่าได้ เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์” ร่วมกับ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ในโครงการ “Green Taskforce-ศูนย์ทดลองพืชพันธุ์ประกอบอาคาร”

เป้าหมายต้องการให้เป็นปอดของเมือง ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มต้นไม้ให้กับเมือง

ต้นทางมาจาก“โก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พยายามผลักดันให้มีพื้นที่สีเขียวในเมืองเพิ่มมากขึ้น วิธีการก็ต้องเพิ่มต้นไม้ในเมืองให้มากขึ้นโดยไม่มีทางลัดทางอื่น

โดยสาระสำคัญ Green Taskforce มี 4 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ 2.ลดการใช้พลังงานในอาคาร 3.ลดอุณหภูมิในอาคาร และ 4.ลดปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ที่กำลังเป็นภัยคุกคามคนไทยในปัจจุบัน

นำไปสู่สมการแนวคิดที่อนันดาฯต้องการผลักดันให้คอนโดฯทำหน้าที่สวนในเมืองหรือปอดของคนกรุงเทพฯ

ปฏิวัติวงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ปัจจุบันบริษัทมีคอนโดฯสะสมในพอร์ตเกือบ 50 โครงการ กระจายทำเลเกาะแนวรถไฟฟ้าทั่วกรุง

โจทย์ คือ ถ้าหาก 1 โครงการมีปริมาณต้นไม้เพิ่มมากขึ้น คอนโดฯในเมืองก็จะทำหน้าที่เป็นปอดของเมืองได้โดยปริยาย ผลประโยชน์ย่อมตกอยู่กับเจ้าของอาคารชุด และเป็นประโยชน์ให้กับเมืองโดยตรง

ล่าสุด อนันดาฯเพิ่มดีกรีการให้ความสำคัญโดยมีการตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องต้นไม้โดยเฉพาะ เรียกชื่อว่า “ANANDA Green Taskforce”

1 ปีวิจัยสวนแนวตั้ง “Bludeck”

นโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวของอนันดาฯมีการเปิดความร่วมมือกับพันธมิตร “มก.-มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ร่วมกับทีมวิจัย “คณะเกษตรศาสตร์ มก.” ในฐานะผู้นำด้านต้นไม้ กับ “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก.” ศึกษาการทำอาคารเขียว อาคารประหยัดพลังงาน

แน่นอนว่าพาร์ตเนอร์ชิประหว่างอนันดาฯกับ ม.เกษตรฯเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อสังคม โดย “ชานนท์” กำลังพูดถึงการทำแล็บทดลองปลูกพันธุ์พืชประกอบอาคาร “Bludeck” testing site ย่านกิ่งแก้ว 19 บนพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร

ที่ผ่านมาลองผิดลองถูกกับพันธุ์พืช 47 สายพันธุ์ โดยทีมงานใช้เวลาทดลองปลูกจริง-วิจัย-เก็บตัวอย่างเพื่อทดสอบว่ามีการเติบโตได้ดีจริง ๆ หรือไม่

ที่สำคัญเวลา 1 ปีเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าต้นไม้แต่ละชนิดที่เป็น “ไม้เลื้อย-ไม้พุ่ม-ไม้ยืนต้น” ต้องดูแลกันอย่างไรเพื่อให้เป็นปอดในคอนโดฯ

บทสรุปเบื้องต้น งานวิจัยสวนแนวตั้งมี 6 จุดด้วยกันที่จะทำหน้าที่ปอดธรรมชาติ ประกอบด้วย 1.green wall กำแพงสีเขียว พันธุ์ไม้เลื้อยทั้งเลื้อยขึ้นและเลื้อยลง

2.climbing plants ไม้เถา 3.roof plants พืชหลังคา 4.shrub plants ไม้พุ่ม 5.terrace plants พืชระเบียง และ 6.indoor plants พืชในร่ม

“การทำสวนแนวตั้ง ต้องเริ่มคิดตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบโครงการ เพราะจะมีผลระยะยาวถึงการดูแลรักษาในอนาคต หลังจากส่งมอบพื้นที่ส่วนกลางให้กับนิติบุคคลว่าจะต้องสามารถดูแลรักษาได้จริงต่อไป”

งานวิจัยล้ำ ๆ จาก CBIT

ทั้งนี้ โครงการศูนย์ทดลองพืชพันธุ์ประกอบอาคาร Green Taskforce มุ่งเน้นที่จะทำให้พืชประกอบอาคารสามารถอยู่รอดในสภาวะแวดล้อมจริง ๆ

ซึ่งปกติสถาปนิกเลือกใช้พืชหลายประเภท แต่ปัจจัยพื้นฐานอาจทำให้พืชไม่สามารถอยู่รอดได้จริง ๆ อีกประเด็นหนึ่งยังมีคำถามว่าพืชที่สามารถช่วยสิ่งแวดล้อมภายในอาคารและภายนอกอาคารจะมีการวัดค่าอย่างไร

เรื่องนี้มีคำตอบ “ดร.กันติทัต ทับสุวรรณ” หัวหน้าโครงการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า โครงการนี้เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ซึ่ง 6 เดือนแรกเป็นการเก็บข้อมูลที่ไซต์ วัดการเจริญเติบโต วัดอัตราการปกคลุมของพืช

หลังจากนั้น เข้ามาใช้ห้องปฏิบัติการในศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางอาคาร หรือ CBIT-Center of Building Innovation and Technology ของคณะสถาปัตยกรรมอีก 4 เดือน เพื่อทดลองการคายออกซิเจน การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่าย การดักจับฝุ่น การลดอุณหภูมิการปกคลุมของพืช

“โครงการนี้เริ่มตั้งแต่การเลือกพืชพันธุ์ การเก็บข้อมูลที่ไซต์ จากนั้นนำไปที่ CBIT เพื่อศึกษาพืชพันธุ์ว่าลดอุณหภูมิพื้นผิวได้เท่าไหร่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประหยัดพลังงานของอาคาร รวมถึงพืชแต่ละประเภทช่วยลดฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ได้ไหม รวมทั้งเวลาเข้าไปในอาคารใหม่ ๆ จะมีพวกสารเคมี สารอินทรีย์ระเหยง่าย ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่เป็นสารอาหารของพืช จึงต้องมาศึกษาพืชพันธุ์ต่าง ๆ ว่าจะดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่ายได้เท่าไหร่”

โจทย์วิจัย “พฤติกรรมพืช”

บนดาดฟ้าของคณะสถาปัตยกรรมถูกใช้เป็นสถานที่ทดลองการลดความร้อนของผนังโดยพืช ซึ่งพืชเป็นลักษณะ green wall “เลื้อยลง เลื้อยขึ้น ปกคลุมผนัง” เพื่อทดสอบการลดอุณหภูมิของผิวผนังและด้านหลังผนัง เช่น ต้นเหลืองชัชวาลที่แดดส่องเข้าแล้ว แสงแดดบางส่วนที่เรียกว่า “solar radiation” จะถูกสะท้อนไปยังชั้นบรรยากาศ

และถ้ามีน้ำและแร่ธาตุเพียงพอพืชจะสังเคราะห์แสงและมีการใช้ความร้อน หรือที่เรียกว่า “latent heat-ความร้อนแฝง” ที่จะทำให้อากาศรอบตัวพืชมีอุณหภูมิลดลง

ส่วน green roof พืชปกคลุมหลังคาจะใช้ “ผกากรองเลื้อย-ริบบิ้นชาลี” และพืชที่ใช้ในโครงการบ่อย ๆ คือ “หญ้ามาเลเซีย” ส่วนพืชปกคลุมดินจะใช้ “ถั่วบราซิล” ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กันสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์ไปยังชั้นบรรยากาศ เป็นตัวช่วยในการลดอุณหภูมิโดยรอบ

ส่วนโจทย์ในเรื่องปัญหาฝุ่นจิ๋ว การทดลองในโครงการนี้ได้ออกแบบกล่องเพื่อทดลองพืชต่าง ๆ ในการดูดซับ PM 2.5 ซึ่งใช้ธูปเป็นสารตั้งต้นของ PM 2.5

โดยควันที่ระเหยของธูปจะมีอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีการใช้ธูป 5 ก้าน แต่ละก้านมีน้ำหนักเท่ากัน น้ำหนักรวม 2.50-2.54 กรัม โดยตั้งธูปไว้แล้วให้พัดลมพัดผ่านตัวพืชไป โดยใช้พืชในอาคาร ไม้ริมระเบียง ไม้พุ่มในการทดสอบ

Footprint Replacement

“ผลดีของผู้อาศัย การปลูกพืชในอาคารทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น ทั้งการเพิ่มออกซิเจนเข้าไป การดูดซับสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือพวกสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งสารเหล่านี้ถูกใช้ในการสังเคราะห์แสงของพืช อีกอย่างหนึ่งการปลูกพืชไว้รอบ ๆ อาคารฝุ่นที่เข้ามาในอาคารจะลดลง เพราะในใบพืชมีความขรุขระ มีขน หรือถ้าใบเรียบก็จะมีการดักจับในลักษณะของไฟฟ้าสถิตดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้ดี”

“ดร.กันติทัต” กล่าวด้วยว่า ผลดีในระดับเมือง การปลูกพืชช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิว ความร้อนที่ปล่อยออกมาโดยตัวอาคารทำให้อุณหภูมิลดลง จะลดสิ่งที่เรียกว่า “urban heat island-ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง” ภาพที่เห็นได้ชัดในกรุงเทพฯที่อุณหภูมิสูงกว่ารอบ ๆ เมือง

พอใช้พืชในการปกคลุมพื้นผิวแล้วอุณหภูมิจะลดลง สภาพสิ่งแวดล้อมในเมืองดีขึ้น รวมทั้งฝุ่นที่ถูกดักจับโดยพืชก็จะถูกเก็บไว้ด้วยพืช ชะล้างด้วยฝน ลงสู่ระบบระบายน้ำต่อไป ไม่ได้วนเวียนในอากาศ

“โดยปกติแล้วเราสร้างอาคารจะเหมือนการเอาผืนป่าออกไป เราเลยแทนป่าไว้ที่อาคาร ไม่ว่าจะเป็นหลังคา ภายในอาคาร รอบอาคาร ซึ่งเรียกว่า ‘footprint replacement’ ซึ่งเป็นการช่วยในระดับเมือง ผลเสียจะเป็นในเชิงค่าดูแล เนื่องจากพืชต้องการระบบการรดน้ำ การให้ปุ๋ย ที่จะเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณา แต่ทางโครงการสามารถบริหารน้ำ ปุ๋ยในพืชแต่ละชนิดได้ก็จะลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้”

จุดพลุครั้งแรกของเมืองไทย

ปฏิบัติการ ANANDA Green Taskforce มีตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จ เช่น แอชตัน จุฬา สีลม มีต้นไม้มากขึ้น มีสวนส่วนกลางมากขึ้นในบริเวณที่สามารถ “เติมเต็ม-ต่อยอด” ได้ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณด้านหน้าโครงการ บริเวณที่จอดรถ

หรือโครงการไอดีโอ โอทู บางนา ซึ่งมีพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 10 ไร่ จนได้รับรางวัลด้านการออกแบบต่าง ๆ

“อนันดาฯมีศูนย์ research ด้านนี้เป็นรายแรกของอสังหาฯ จะมีการนำต้นไม้พันธุ์ไม้เหล่านี้มาปลูกในโครงการใหม่ ๆ ของบริษัท จุดเน้นคือเราจะทำทุกโครงการที่พัฒนาใหม่ต่อจากนี้ไป” พันธสัญญาของ CEO อนันดาฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...