โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการนอนและเทคนิคชุบชีวิตคนนอนไม่หลับ - เพจพื้นที่ให้เล่า

TOP PICK TODAY

อัพเดต 15 พ.ย. 2563 เวลา 15.08 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2563 เวลา 21.12 น. • เพจพื้นที่ให้เล่า

จริงๆ แล้ว ทุกวันนี้มนุษย์เชื่อว่าเราจำเป็นต้องใช้เวลานอนหลับที่มีคุณภาพเป็นจำนวน 1/3 ของเวลาในหนึ่งวัน หรือเทียบเท่า 8 ชั่วโมงจากทั้งหมด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการนอนอย่างดีที่สุดจึงเป็นภารกิจในแต่ละวันที่เราต้องทำให้สำเร็จ แม้จะยาก! 

.
หากให้กล่าวถึงประวัติศาสตร์การนอนแล้วมันยาวไกลมากตั้งแต่มีมนุษย์นั้นแหละ ช่วง 450 ปีก่อนคริสตศักราช มีการถกเถียงด้วยความเป็นห่วงว่าทำไมอุณหภูมิร่างกายของมนุษย์ถึงตกลงเมื่อนอนหลับ พวกเขาสงสัยว่าเป็นความบกพร่องของการทำงานของระบบร่างกาย จากนั้นไม่นาน นักคิดอย่าง Aristotle ยังสันนิษฐานว่า.. การหลับเกิดจากการทำงานประเภทหนึ่งของระบบหัวใจ ถึงจะมารู้กันจริงๆ เกือบ 300 ปีหลังจากนั้นว่า การนอนหลับเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสมองอย่างชัดเจน และเป็นการทำงานที่เกี่ยวข้องกับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ด้วย ทำให้คนเริ่มที่จะสนใจศึกษา แต่พวกเขาก็ยังศึกษาในเรื่อง "ความเป็นไปได้ที่จะทำพฤติกรรมต่างๆ ในความฝัน" หรือ "ความฝันเกี่ยวข้องอย่างไรกับมนุษย์" มากกว่าการศึกษาวิธีการนอน เพราะการนอนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ ทุกคนต้องนอน วันนั้นจึงไม่ได้สำคัญอะไรนัก 

ส่วนการศึกษาเรื่องระยะเวลาการนอนต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เกือบ 30 ปีก่อน ที่การนอนเริ่มได้รับความสนใจที่จะศึกษาและวิจัยจากนักจิตวิทยา แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากพวกเขาพบว่าการนอนมีผลอย่างมากกับการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกาย 

ในช่วงต้นๆ ของยุค 1990s นักจิตวิทยาคนหนึ่ง Thomas Wehr ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับการนอนของมนุษย์ ซึ่งเขาได้ทำการให้คนกลุ่มหนึ่งมาทดลองนอนเป็นเวลา 14 ชั่วโมงตอนมืดของทุกๆ วันเป็นเวลา 1 เดือน เขาพบว่ามนุษย์จะใช้เวลาจดจำแพทเทิร์น หรือรูปแบบการนอนของตัวเองได้ และเลขคู่คือเลขที่สำคัญ เพราะทุกคนที่เขาเชิญมาทดลองนั้นมักจะมีรูปแบบการนอนที่ พวกเขาหลับลึกไปก่อน 4 ชั่วโมง ก่อนจะสะดุ้งตื่น 1-2 ชั่วโมง แล้วจึงหลับต่อระยะยาวในช่วงต่อมา

การค้นพบครั้งนี้ของโธมัส รวมถึงการกล้าหาญที่จะทดลองเรื่อง "การนอน" ที่ไม่ค่อยมีใครสงสัยเกี่ยวกับมันมากนัก ก็ทำให้เกิดการทดลองต่อๆ มาเพื่อหาสุดยอดการนอนที่ส่งผลดีกับมนุษย์มากที่สุด และในปี 2001 นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยชื่อ Roger Ekirch ผู้ทำงานใน Virgina Tech ก็ได้ตีพิมพ์หนังสือที่ใช้เวลาเก็บรวบรวมหลายปีและศึกษาอย่างต่อเนื่องอยู่ ว่า.. จริงๆ แล้วชั่วเวลาที่มนุษย์สะดุ้งตื่นมันมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน บางคนตื่นไปเข้าห้องน้ำ สูบบุหรี่ อ่านหนังสือ ทำงาน จากนั้นสวดภาวนาจบก่อน ถึงจะเข้านอนต่อในรอบที่สอง ต้องบอกว่าในหนังสือเล่มนั้นได้จดบันทึกการนอนกว่า 500 รูปแบบของเหล่าประชาชนแหล่งข่าวที่เขาสัมภาษณ์

จากบทความข้อมูลเกี่ยวกับการนอนของเว็บไซต์ BBC ก็เคยมีข้อมูลที่ระบุว่าคู่มือของแพทย์ในยุคค.ศ. 16 จะพูดทำนองเดียวกันเกี่ยวกับโรเจอร์ ว่าชั่วโมงการสะดุ้งตื่นหลังจากรอบแรกนั้นเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ค่อนข้าง active แพทย์ยุคนั้นจะแนะนำให้คู่รักหรือสามีภรรยาที่ทำงานอย่างหนัก จนไม่สามารถมีความสุขในเรื่องเพศ หันมามีกิจกรรมบนเตียงในชั่วเวลาหลังสะดุ้งตื่นแทน เพราะจะทำได้ดีและมีความสุขมากกว่ารอบแรก

ซึ่งจริงๆ แล้ว แนวคิดแบบ First Sleep, Active Moment และ Second Sleep ของมนุษย์มีปรากฎอยู่ตั้งแต่อดีต ก่อนที่จะถูกนวัตกรรมและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ถอดถอยความนิยมลงไปจนหมดสิ้นในยุค 1920s หลักฐานประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นว่า การมาถึงของยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมหรือการเกิดของหลอดไฟ ไฟถนน เครื่องยนต์ต่างๆ ก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การนอนหลับของมนุษย์ไปจนสิ้น  พราะเมื่อมนุษย์เริ่มสามารถเดินไปไหนมาไหน ใช้ชีวิตยามค่ำคืนได้อย่างอิสระมากขึ้น การนอน 2 ชั่วเวลาเป็นเรื่องที่ยากมาก มีบันทึกการแพทย์ของคุณหมอหลายท่านในยุค 18 ปลายๆ ที่จดเอาไว้เกี่ยวกับการรักษาเด็กๆ ที่พ่อแม่เริ่มบังคับให้เปลี่ยนเวลานอนให้เป็นการนอนระยะยาวรวดเดียวมากยิ่งขึ้น 

ยานอนหลับเม็ดแรกถือกำเนิดขึ้นในปี 1903 และภายในช่วงเวลาแค่ 30 ปีหลังจากนั้น พฤติกรรมการเสพติดยานอนหลับก็ระบาดไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ใครจะคิดว่าเรื่องนอนหลับจะกลายเป็นประเด็นที่ฮอตฮิตร้อนแรงของคนในขณะนั้น 

 

ปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงเล็กน้อย ในเรื่องที่มนุษย์เชื่อว่าการนอน 8 ชั่วโมงคือการนอนที่มีคุณภาพมากที่สุด แต่ตัวของโรเจอร์เชื่อว่า ปัญหาการนอนของมนุษย์หลายๆ ครั้งเกิดจากการไม่แบ่งช่วงนอนให้เหมือนในอดีต และที่สำคัญปัจจัยการไม่แบ่งนอนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการนอนไม่หลับ เพราะเขาคิดว่าร่างกายของมนุษย์แต่เดิมทีไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นอนทีเดียวโดยไม่มี Active moment ในการตื่นและลุกขึ้นมาทำอะไร 

มีนักจิตวิทยาบางส่วนที่ออกมาสนับสนุนประเด็นของโรเจอร์เช่นกัน การนอนหลับอย่างมีคุณภาพระยะยาวเป็นเรื่องที่นักจิตวิทยาหลายคนใช้คำว่า "Medical Training" มาอธิบาย เรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทำสิ่งนี้ได้อย่างถูกต้องเต็มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งๆ ที่ปัจจุบันยังมีศูนย์วิจัยหรือสถาบันการแพทย์ที่ทำการศึกษาประเด็นเรื่องการนอนหลับค่อนข้างน้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะ "การนอน" เป็นพฤติกรรมที่ศึกษายาก รูปแบบมีปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความเครียด น้ำหนัก การใช้พลังงาน อีกทั้งต้องเป็นการศึกษาจากผู้คนจำนวนมาก และต้องยาวนานต่อเนื่องกัน บ่อยครั้งที่นักจิตวิทยาเลือกที่จะอธิบายผู้ที่เข้ามาขอคำปรึกษาปัญหาการนอนไม่หลับ ว่าคุณกำลังนอนในรูปแบบของคนในอดีต คุณสามารถเปลี่ยนความกังวลในช่วงเวลาที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาให้เกิดประโยชน์ได้ โดยกิจกรรมต่างๆ ก่อนที่คุณจะสามารถหาวิธีเทรนตัวเองให้กลับสู่ระบบการนอนในปัจจุบันได้

.
ก่อนจากกันไปในอาทิตย์นี้ ใครที่มีปัญหาเรื่องการนอนอยู่ และไม่ต้องการที่จะกลับไปทดลองนอนแบบแบ่งพาร์ทเหมือนคนในอดีต ให้ลองเอาทิปส์และเทคนิคด้านล่างไปลองทำกันดู มี 5 ข้อที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตการนอนเราได้ 
.
1.เข้านอนให้ตรงเวลา ฝึกให้นาฬิการ่างกายเคยชินกับเวลาเข้า-ออก กิจกรรมการนอนอย่างเหมาะสม สอนให้สมองจดจำตารางการทำงานของร่างกาย ไม่สร้างความสับสนให้กับสมองที่จะต้องทำงานแบบหลับๆ ตื่นๆ แบบนี้ชีวิตการนอนของเราจะสดชื่นและง่ายมากขึ้น
2.ใช้เตียงและที่นอนเพื่อการนอนเท่านั้น ไม่ทำงาน ไม่ดูซีรีส์ เช็คทวิตกันบนเตียง ห้องนอนควรถูกสร้างบรรยากาศเพื่อการนอนเสมอ หากต้องทำงานในที่ทำงาน ต้องแยกมุมให้ห่างจากเตียงนอนมากที่สุด
3.หยุดเล่นโทรศัพท์อย่างน้อย 1 ชม. ก่อนนอน เทคโนโลยีมีผลอย่างมากในการกระตุ้นสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะแสงสีฟ้าจากหน้าจอ ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกว่า.. เฮ้ย ฟ้ายังสว่างอยู่เลยนะ ตาก็เลยพาลไม่ปิดซะแบบนั้น หรือบางทีความระแวงเรื่องการทำงานหรือการตอบแชทบางอย่าง จะทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอด ดังนั้นเอาออกให้ห่างๆ เลยดีกว่า 
4.ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน สำหรับใครที่นอนไม่หลับและนิยมดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอลล์นั้น ต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด การดื่มและบังคับให้ร่างกายนอนแบบผิดวิธีจะนำมาสู่พฤติกรรมเสพติดที่ทำให้เรื่องแย่กว่าเดิม ลองดื่มน้ำร้อน ชาร้อน หรือนมอุ่นดู อาจทำให้เราเข้านอนได้ง่ายกว่าปกติ
5.ไม่งีบระหว่างวัน และให้ลองทำสมาธิและฝึกลมหายใจก่อนนอน วิธีนี้จะช่วยให้สมองเราปลดโปร่งโล่งสบาย เป็นช่วงเวลาแห่งการอยู่กับตัวเอง เมื่อกำหนดลมหายใจเสร็จแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น ก็ควรล้มตัวลงนอนต่อทันที 

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...