โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

2503 สงครามลับ สงครามลาว (19) / สัญญาณจากหลังม่านเหล็ก/ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มี.ค. 2564 เวลา 03.04 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 03.04 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (19)

 

สัญญาณจากหลังม่านเหล็ก

สหภาพโซเวียตเห็นด้วยกับนโยบายให้ลาวเป็นกลางของเคนเนดี้ และตอบรับให้มีการจัดการประชุมขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2504 รวมทั้งยอมรับข้อเสนอให้มีการหยุดยิงในลาวและจัดการประชุมนานาชาติทั้ง 14 ชาติที่เคยประชุมกันเมื่อ พ.ศ.2497 ว่าด้วยการแก้ปัญหาในอินโดจีนที่นครเจนีวา อีกครั้งหนึ่ง

ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนการประชุมในพฤษภาคม พ.ศ.2504 ลาวทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากการรุกต่อกันหวังครอบครองพื้นที่ให้มากที่สุดเพื่อความได้เปรียบในการเจรจา

คราวนี้ทหารเวียดนามเหนือได้เคลื่อนพลพร้อมอาวุธหนักเข้าสนับสนุนลาวฝ่ายซ้ายเต็มที่

ส่งผลให้ลาวฝ่ายขวาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกพื้นที่การรบ

 

ขอให้ไทยช่วยอีกครั้ง

ครั้งที่ ร.อ.กองแลก่อการปฏิวัติเมื่อ สิงหาคม พ.ศ.2503 พล.ต.พูมี หน่อสวรรค์ ผู้ญาติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยร้องขอความช่วยเหลือจากไทยจนสามารถยึดคืนกรุงเวียงจันทน์และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อเผชิญกับความคับขันครั้งใหม่ จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยอีกครั้ง

วันที่ 5 เมษายน 2504 พล.ต.พูมี หน่อสวรรค์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย ขอให้ส่งกำลังทหารปืนใหญ่ไปช่วยเหลือรัฐบาลลาวฝ่ายขวาในพื้นที่สุวรรณเขตตอนใต้ของลาวซึ่งกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากฝ่ายซ้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังเวียดนามเหนือ

ไม่เพียงแต่เท่านั้น อีก 12วันต่อมา พล.ต.จอห์นสัน หัวหน้าคณะที่ปรึกษาความช่วยเหลือทางทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ พล.อ.จิตติ นาวีเสถียร เสนาธิการทหารบก ในวันที่ 17 เมษายน 2504 ยืนยันขอให้ไทยรีบส่งกองร้อยทหารปืนใหญ่สนามไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ในลาว

โดยแจ้งให้ทราบว่าลาวฝ่ายซ้ายผสมกับกองกำลังเวียดนามเหนือได้เข้าแย่งยึดพื้นที่บริเวณเมืองยมราชไว้แล้ว และกำลังรุกเข้าหาเมืองท่าแขก ตรงข้ามจังหวัดนครพนมของไทย

 

“ราชาแห่งสนามรบ” จากไทย

วันรุ่งขึ้นหลังการเข้าพบของ พล.ต.จอห์นสัน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2504 ให้กองทัพบกจัดกำลัง 2 กองร้อยทหารปืนใหญ่ จำนวนกำลังพลกองร้อยละ 152 นาย จากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 11 และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 จากจังหวัดลพบุรี เพื่อให้ความช่วยเหลือราชอาณาจักรลาวตามคำขอ

กำหนดชื่อรหัสในการปฏิบัติการนี้ว่า “Star Shine (SS)” กองร้อยทหารปืนใหญ่จากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 11 ใช้รหัสหน่วย SS 1 มี ร.ท.ประจวบ วิไลเนตร เป็นผู้บังคับกองร้อย ปฏิบัติการในพื้นที่เมืองสุวรรณเขต กองร้อยทหารปืนใหญ่จากกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 31 ใช้รหัสหน่วย SS 2 มี ร.ท.วัฒนชัย วุฒิศิริ เป็นผู้บังคับกองร้อย ปฏิบัติการในเมืองท่าแขก

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2504 กำลังพลหน่วย SS 1 และ SS 2 เคลื่อนย้ายด้วยการขนส่งทางอากาศจาก สนามบินโคกกระเทียม ลพบุรี ไปลงที่เมืองสุวรรณเขต 2 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 1 กองร้อย แล้วเดินทางเข้าพักแรมในกรมทหารปืนใหญ่ กองทัพแห่งชาติลาว (ทชล.) ที่ดงลำดวน

ส่วนปืนใหญ่ทั้ง 8 กระบอก (กองร้อยละ 4 กระบอก) ลำเลียงทางพื้นดินข้ามแม่น้ำโขงบริเวณมุกดาหารไปยังสุวรรณเขต

 

เข้าที่ตั้ง

หน่วย SS 1 เคลื่อนย้ายกำลังทางรถยนต์เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2504 เข้าที่ตั้งปฏิบัติการที่เมืองท่าแขก มี “หัวน้านพ” (พ.ท.จวน วรรณรัตน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาทางทหาร) และ “หัวหน้านัย” (พ.ท.ศิริ เทศะภู รองหัวหน้าคณะที่ปรึกษา) ร่วมเดินทางไปด้วย

ในการเคลื่อนย้ายครั้งนี้กองทัพแห่งชาติลาวได้จัดหน่วยระวังป้องกันให้ โดยจัดรถถังคุ้มกันขบวน 2 คัน พร้อมกับจัดชุดเฝ้าตรวจรักษาการณ์ตามจุดสำคัญๆ จนถึงที่รวมพลบริเวณทิศใต้ของเมืองท่าแขก ประมาณ 3 กิโลเมตร

หน่วย SS 2 เคลื่อนย้ายกำลังทางรถยนต์เมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2504 เข้าที่ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ทางทิศตะวันออกของเมืองท่าแขก ประมาณ 15 กิโลเมตร

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2504 นายพลบุนปอน มากเทพารักษ์ ได้ขอกำลังหน่วย SS 1 ไปยิงสนับสนุนการปฏิบัติการทางด้านเมืองเซโปนใกล้ชายแดนเวียดนาม หน่วย SS 1 จึงได้เคลื่อนย้ายไป แต่เดินทางไปถึงแค่เมืองพิน ในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2504 ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนที่กลับสุวรรณเขต เข้าที่ตั้งกรมทหารปืนใหญ่ ดงลำดวนตามเดิม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นผลดีต่อการประชุมแก้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในเจนีวา ดังนั้น ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2504 กองทัพบกไทยได้มีคำสั่งให้หน่วย SS ทั้งหมดถอนกำลังกลับโดยให้เหลือครูฝึกการใช้ปืนใหญ่ไว้เพียง 14 คน

วันรุ่งขึ้นที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2504 หน่วย SS 1 และSS 2 จึงเดินทางกลับประเทศไทย แต่ยังคงตั้งอยู่ที่อำเภอมุกดาหาร และอำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เพื่อรอดูสถานการณ์

จนกระทั่งวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2504 จึงได้รับคำสั่งกลับเข้าที่ตั้งปกติที่ลพบุรี

 

ฝ่ายซ้ายรุกหนัก

ก่อนการประชุมนานาชาติในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2504 จะเริ่มขึ้น ลาวฝ่ายซ้ายโดยการสนับสนุนของเวียดนามทุ่มเทกำลังเข้าแย่งยึดพื้นที่เพื่อครองความได้เปรียบในการเจรจาบนโต๊ะประชุม โดยมีทุ่งไหหินเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญสูงสุด

ที่ผ่านมา นับแต่บิลล์ แลร์ และตำรวจพลร่มไทย “พารู” ได้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ “โมเมนตัม” จนสามารถยกระดับขีดความสามารถในการสู้รบของชาวพื้นเมือง ทำให้ลาวฝ่ายซ้ายตกเป็นรองกองกำลังของวังเปาซึ่งใช้ยุทธวิธีสงครามกองโจร

แต่การรุกใหญ่ครั้งนี้ลาวฝ่ายซ้ายสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือทั้งกำลังทหารและอาวุธหนัก

ที่มั่นของวังเปาซึ่งได้รับการฝึกและจัดตั้งตามคำแนะนำจากที่ปรึกษา “พารู” ตั้งกระจัดกระจายอยู่ตามจุดสำคัญของพื้นที่ทุ่งไหหินถูกตีแตกแห่งแล้วแห่งเล่า…

 

พารูร่วมสู้

ค่ายนเรศวรบันทึกเหตุการณ์สำคัญของเหล่าพารูซึ่งเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกำลังชาวเขาวังเปา ไว้ดังนี้

เนื่องจากการปฏิบัติภารกิจในลาว ตำรวจพลร่มทุกคนต้องลาออกจากทางราชการ

ดังนั้น ในบันทึกของค่ายนเรศวรต่อไปนี้ จึงใช้คำนำหน้าว่า “พารู” แทนที่ยศตำรวจ

 

พารู ทีมบี

ปลาย พ.ศ.2503 พารู ทีมบี ซึ่งมีพารู เจิดจำรัส การุณราษฎร์ เป็นหัวหน้า พารู ประเสริฐ เดชดวงจันทร์ พารู ธีรพล คำภา พารู สงวน แสงชัยราช พนักงานวิทยุ RS-1 และพารู สมนึก เอกฐิน ทีมบีได้ติดตามไปกับกองพันที่ 26 ของนายพลภูมี หน่อสวรรค์ และเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ เพื่อยึดเมืองเวียงจันทน์คืนจาก ร.อ.กองแล

เป็นผลให้กำลังพลของ ร.อ.กองแลหนีเตลิดไป แต่บางส่วนก็เข้าสวามิภักดิ์กับผู้นำลาวฝ่ายขวา เมื่อกองพันที่ 26 หยุดการติดตาม ทีมบีจึงได้กลับไปเข้าที่รวมพลชั่วคราวจังหวัดอุดรธานีเพื่อรอคำสั่งต่อไป

ต่อมาทีมบีก็ได้ออกปฏิบัติการในลักษณะต่างๆ อีกหลายครั้งในพื้นที่หลวงพระบาง กิ่วกระจำ ภูคูน

และโดยเฉพาะที่เมืองงาด ซึ่งพารูจะประสบความสูญเสียเป็นครั้งแรก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...