โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้หรือไม่ว่าการรับประทานธาตุเหล็กมากเกินไปก็ทำร้ายเราได้ แล้วเท่าไหร่เรียกพอดีนะ?

BT Beartai

อัพเดต 19 มี.ค. 2564 เวลา 00.39 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 16.04 น.
รู้หรือไม่ว่าการรับประทานธาตุเหล็กมากเกินไปก็ทำร้ายเราได้ แล้วเท่าไหร่เรียกพอดีนะ?

ธาตุเหล็กเป็นหนึ่งส่วนประกอบสำคัญในร่างกาย เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบของเลือดหากร่างกายขาดหรือมีธาตุเหล็กไม่เพียงพออาจทำให้เกิดอาการล้า หายใจไม่อิ่ม ไปจนถึงภาวะโลหิตจาง

การทานอาหารเสริมที่มีธาตุเหล็กเป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดธาตุเหล็ก แต่รู้หรือไม่ว่าหากรับประทานในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารเสริมธาตุเหล็กเหล่านี้ก็สามารถส่งผลเสียแก่ตัวเราเองได้ อาหารเสริมธาตุเหล็กหลาย ๆ ชนิดมีธาตุเหล็กในปริมาณที่มากกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส่งผลให้ผู้ทานได้รับธาตุเล็กเกินขีดจำกัดและนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงนั่นเอง

การรับประทานธาตุเหล็กมากเกินไปส่งผลให้เนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารถูกกัดกร่อน นอกจากนี้ยังสามารถสะสมอยู่ในอวัยวะอย่าง เช่น ตับและสมอง ทำให้เกิดความเสียหายที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในภายหลัง

นอกจากอาการข้างต้นแล้ว ก็อาจจะมีอาการอื่น ๆ จากพิษสะสมของธาตุเหล็กที่มากเกินไป เช่น กระดูกเปราะ, โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับตับ และหากเกิดผลข้างเคียงในเด็กอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ช่วงปี 1983 ถึง 2000 มีเด็กเสียชีวิตจากผลข้างเคียงของการได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปกว่า 43 ราย เนื่องจากพิษของธาตุเหล็กเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับเด็ก อาจส่งผลให้อวัยวะล้มเหลวหรือเสียชีวิตในกรณีที่รุนแรง สัญญาณเบื้องต้นที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังได้รับธาตุเล็กในปริมาณที่มากเกินไป คือ รู้สึกคลื่นไส้, อาเจียน, ท้องร่วง และปวดท้อง หากมีอาการเหล่านี้หลังจากทานอาหารเสริมธาตุเหล็กควรรีบไปพบแพทย์

แล้ว ปริมาณธาตุเหล็กที่เราควรได้รับนั้นอยู่ที่เท่าไหร่กันล่ะ?

อ้างอิงจาก DeMasi ระบุว่า ปริมาณธาตุเหล็กที่ควรได้รับนั้นขึ้นอยู่กับอายุและเพศ ดังนี้

  • เด็กอายุ 1 ถึง 3 ปี ควรได้รับธาตุเหล็ก 7 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็กอายุ 4 ถึง 8 ปี ควรได้รับธาตุเหล็ก 10 มิลลิกรัมต่อวัน
  • เด็ดอายุ 9 ถึง 13 ปี ควรได้รับธาตุเหล็ก 8 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยรุ่นเพศชาย ควรได้รับธาตุเหล็ก 11 มิลลิกรัมต่อวัน
  • วัยรุ่นเพศหญิง ควรได้รับธาตุเหล็ก 15 มิลลิกรัมต่อวัน 
  • ผู้ใหญ่เพศชาย ควรได้รับธาตุเหล็ก 8 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้ใหญ่เพศหญิง ควรได้รับธาตุเหล็ก 18 มิลลิกรัมต่อวัน 
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน

ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะธาตุเหล็กสูงไม่ควรทานอาหารเสริม รวมไปถึงผู้ที่มีภาวะเหล็กเกิน, ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย, ผู้ป่วยโรคไขกระดูกเสื่อม, ผู้ป่วยโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีระดับเลือดและธาตุเหล็กอยู่ในเกณฑ์ปกติไม่จำเป็นต้องทานธาตุเหล็กเพิ่ม

อย่างไรก็ตามร่างกายเราไม่ได้ดูดซึมธาตุเหล็กที่ได้จากการทานอาหารเสริมได้ดีเท่าไหร่นัก จึงต้องมีการทานอาหารบางอย่างควบคู่ไปด้วยเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น เช่น ทานอาหารที่มีวิตามินซีและแคลเซียม นอกจากนี้การทานธาตุเหล็กก่อนทานอาหาร 1 ชั่วโมง หรือหลังจากทานอาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมงก็ช่วยได้เช่นกัน เนื่องจากร่างกายของเราจะดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีในตอนที่ท้องว่าง แน่นอนว่าหากมีอาหารที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีแล้ว ก็มีกลุ่มอาหารที่ลดการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย เช่น เครื่องดื่มที่มีแคลเซียมสูงอย่าง นม โยเกิร์ต เป็นต้น

ในการเลือกทานอาหารเสริมนั้นรูปแบบของธาตุเหล็กก็มีส่วนช่วยลดผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นได้ เช่น การทานอาหารเสริมธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปของเหลวจะดูดซึมได้ง่ายและส่งผลกระทบกับระบบทางเดินอาหารน้อยกว่า

อาหารเสริมธาตุเหล็กส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่างและหากยังได้รับปริมาณธาตุเหล็กที่มากเกินความจำเป็นติดต่อกันเป็นเวลานานอาจก่อนให้เกินภาวะธาตุเหล็กเป็นพิษซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายได้ หากคุณไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ปริมาณธาตุเหล็กต่ำ การทานอาหารเสริมธาตุเหล็กก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจทานอาหารเสริมธาตุเหล็กควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณธาตุเหล็กที่เหมาะสมจะดีที่สุดครับ

อ้างอิง Insider

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...