โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เบื้องหลังสถาปนาพระปิ่นเกล้าฯ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 เม.ย. 2566 เวลา 03.21 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. 2564 เวลา 06.54 น.
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ถ้าบอกว่าสมัยหนึ่งประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์ ผู้อ่านหลายท่านคงนึกได้ทันทีว่าเป็นช่วงรัชกาลที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่นอกจากจะมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชสมบัติแล้ว ยังมี พระปิ่นเกล้าฯ ที่ไม่ได้ทรงเป็นแค่ “วังหน้า” หากมีการสถาปนาเป็น “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว”

ที่น่าสนใจ และติดตามต่อไปคือ ทำไม “เวลานั้น” ประเทศต้องมีพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์?, ทำไมขุนนางราชสำนักจึงเลือกเจ้าฟ้ามงกุฎ ที่ทรงผนวชอยู่มาครองราชย์?, ทำไมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตัดสินพระราชหฤทัยสถาปนากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระปิ่นเกล้าฯ? ทำไม…?

ส่วนคำตอบในประเด็นข้างต้นนั้น กำพล จำปาพันธ์ รวบรวมข้อมูลต่างๆ และเขียนอธิบายไว้ในบทความของเขาที่ชื่อว่า “การเมืองเบื้องหลังสถาปนาพระปิ่นเกล้าฯ” ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมีนาคม 2564

เริ่มจากสถานการณ์บ้านเมือง ช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 มีกลุ่มขั้วอำนาจสำคัญอยู่ 4 กลุ่ม คือ

  • เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก ที่รัชกาลที่ 3 ไว้วางพระราชหฤทัยอย่างยิ่งตรัสเรียก “พี่บดินทร์” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เจ้าพระยาบดินทรเดชา เป็นแม่ทัพใหญ่ในสงครามไทย-เวียดนาม ที่เรียกว่า “อานามสยามยุทธ์” จึงมีที่มั่นอยู่ในหัวเมืองตะวันออก
  • เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกลาโหม (ดิศ บุนนาค) ไปตั้งมั่นอยู่ที่จันทบุรี สร้างเมืองจันทบุรีใหม่ขึ้นที่เขาเนินวง
  • หลวงรักษรณเรศ (หม่อมไกรสร) ไปตั้งมั่นอยู่ที่ฉะเชิงเทรา ย้ายเมืองฉะเชิงเทราจากย่านบางคล้ามาสร้างป้อมปราการอยู่ที่บ้านเสาทอน (โสธร)
  • กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ หรือ พระปิ่นเกล้าฯ ก็มีสายสัมพันธ์กับลาวพนัสนิคม

ดูรวมก็เป็นการคานอำนาจทางการเมืองของเจ้านายกับขุนนางที่ดี แต่วันหนึ่งที่เกิดเสียสมดุลขึ้นมา

เมื่อกรมหลวงรักษรณเรศ ที่ไปตั้งมั่นอยู่ที่ฉะเชิงเทราขยายอิทธิพลมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นกำลังไพร่, การกุมชัยภูมิทางการเมืองได้เปรียบกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญคือ แสดงตัวเป็นกลุ่มที่จะสถาปนารัชกาลใหม่ และเมื่อถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม กรมหลวงรักษรณเรศจึงต้องถูกกำจัด ในปี 2375

ต่อมาเจ้าพระยาบดินทรเดชา ก็ถึงแก่อสัญกรรมอย่างกะทันหันด้วยอหิวาตกโรคในปี 2392 และไม่มีทายาทที่เข้มแข็งพอจะมาสืบทอดอำนาจได้

ปี 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรใกล้จะสวรรคต เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) ที่มีท่าทีสนับสนุนเจ้าฟ้ามงกุฎ กังวลว่ากรมขุนพิพิธภูเบนทร์ชิงราชสมบัติ จึงให้บุตรชาย-พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เดินทางลงไปยังป้อมปากน้ำสมุทรปราการ นำเรือกำปั่นรบขนบรรทุกกำลังไพร่พลพร้อมเครื่องอาวุธปืนครบมือ เข้าจอดเทียบท่าแล้วกระจายไปปิดล้อมฝ่ายกรมขุนพิพิธภูเบนทร์ และยื่นคำขาดให้สลายการชุมนุมเสีย สุดท้ายขุนนางบุนนาคก็คุมสถานการณ์ได้

ทั้งยังสร้างความวิตกแก่เจ้าฟ้ามงกุฎหรือพระวชิรญาณภิกขุ พระองค์ต้องทรงพิจารณาหากำลังสนับสนุนที่สามารถคานอำนาจของขุนนางตระกูลบุนนาค และเพิ่มหลักประกันความมั่นคงในราชบัลลังก์ของพระองค์

ดังนั้นเมื่อเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) กราบบังคมทูลถวายราชสมบัติแด่พระวชิรญาณภิกขุ ตามมติที่ประชุมขุนนาง จึงเกิดการต่อรองเกิดขึ้น ในพระนิพนธ์ความทรงจำ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเล่าถึงเหตุผลของเรื่องนี้ว่า

“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยทรงศึกษาโหราศาสตร์ ทรงเชื่อตำราพยากรณ์อยู่มาก ตรัสว่าถ้าจะถวายราชสมบัติแก่พระองค์ ขอให้ถวายแก่เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ด้วย เพราะสมเด็จพระอนุชาดวงพระชาตาดีวิเศษถึงฐานที่จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าถวายราชสมบัติแก่พระองค์เกรงจะเสด็จอยู่ไม่ได้เท่าใด

เจ้าพระยาพระคลังก็ลงเรือไปเฝ้าเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ที่พระราชวังเดิม ทูลความตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปรารภนั้นให้ทรงทราบ ความที่กล่าวมานี้เป็นมูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระมหาอุปราชให้ทรงศักดิ์พิเศษเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่สอง Second King ทรงพระนามว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ เทียบเยี่ยงอย่างสมเด็จพระเอกาทศรถครั้งรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

หากในบันทึกของ มัลคอล์ม อาร์เธอร์ สมิธ (Malcolm Arthur Smith) หรือ “หมอสมิธ” แพทย์หลวงชาวอังกฤษประจำราชสำนักรัชกาลที่ 4–รัชกาลที่ 5 ให้ข้อมูลต่างไปว่า

“ผลปรากฏว่าพระองค์ทรงลังเลพระทัยเนื่องจากทรงห่างเหินจากงานราชการบ้านเมืองมาเป็นเวลานาน พระองค์ทรงเกรงว่าจะไม่สามารถแบกรับพระราชภารกิจอันใหญ่หลวงนี้ได้โดยลำพัง แต่ถ้าหากได้มีการสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองด้วยแล้ว พระองค์ก็จะทรงยอมรับในราชสมบัติ ที่ประชุมจึงเป็นอันตกลงตามข้อเสนอดังกล่าว”

ขณะที่พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ (ขำ บุนนาค) ให้เหตุผลที่แตกต่างออกไปว่า

“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ก็ทรงพระปรีชารอบรู้การในพระนครแลการต่างประเทศแลขนบธรรมเนียมต่างๆ แลศิลปศาสตร์ในการรณรงค์สงครามเป็นอันมาก พระบรมวงษานุวงษ์แลเสนาบดีทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยก็นิยมยินดีนับถือมาก เมื่อกระทำสัตย์สาบาลถวายก็ได้ออกพระนามทั้งสองพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็มีพระไทยสนิทเสน่หายิ่งนัก มีการรณรงค์สงครามคับขันมาประการใดจะได้ให้เสด็จไปเป็นจอมพยุหโยธาหารทั้งปวง ปราบปัจจามิตรฆ่าศึกศัตรู มีพระเดชานุภาพจะได้เหมือนสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิรเหมือนกัน”

ด้วยความสามารถของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่กล่าวไปนั้น จึงสร้างความน้อยพระราชหฤทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ไม่น้อย ดังที่มีพระราชหัตถเลขาถึงพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) กับจมื่นสรรเพธภักดี เมื่อ พ.ศ. 2401 ระบายความอัดอั้นพระราชหฤทัยไว้ว่า

“…ขุนหลวงวังหลวงแก่ชราคร่ำคร่าผอมโซเอาราชการไม่ได้ ไม่แขงแรงโง่เขลา ได้เปนขุนหลวงเพราะเปนพี่วังหน้า ราชการแผ่นดินสิทธิ์ขาดแก่วังหน้าหมดทั้งนั้น

ถึงการทำสนธิสัญญาด้วยอังกฤษทะนุบำรุงบ้านเมืองก็ดีแต่งทูตไปก็ดี เปนความคิดวังหน้าหมด วังหลวงเปนแต่อืออือแอแอพยักเพยิดอยู่เปล่าๆ

เมื่อแขกเมืองเข้ามาหา วังหน้าต้องแอบข้างหลังสอนให้พูดจึ่งพูดกับแขกเมืองได้ วังหน้าเปนหนุ่มแขงแรง ขี่ช้างน้ำมันขี่ม้าเทศสูงสามศอกเศษ ยิงปืนทุกวัน ชอบการทหารมาก มีวิทยาอาคมดี ฤๅษีมุนีแพทย์หมอมีวิทยานับถือเข้าอยู่ด้วยมาก…

ท่านเสด็จไปทั่วบ้านด่านเมืองที่ใด ก็ได้ลูกสาวเจ้าบ้านผ่านเมืองแลกรมการมาทุกที ไปสระบุรีก็ได้ลูกสาวพระปลัดมา ไปนครราชสีมาก็ได้ลาวมากว่า 9คน 10คน ไปพนัศก็ได้ลูกสาวพระปลัดมา ไปราชบุรีเมื่อเดือนหกนี้ ก็ได้ลูกสาวใครไม่ทราบเลยเข้ามา

แต่ข้าพเจ้าไปไหนมันก็ว่าชรา ไม่มีใครให้ลูกสาวเลย ต้องกลับมาแผลงรัง เพราะว่าคร่ำคร่าชราภาพ ผมไม่สู้ดกถึงบางยังมีอยู่บ้าง ดำอยู่บ้าง แต่หาได้จับกระเหม่าไม่ แลไกลก็เห็นเปนล้านโล้งโต้งไปข้าพเจ้าเก็บแก๊บเขาใส่ อุตส่าห์ขี่ม้าเที่ยวเล่นจะให้มันว่าหนุ่ม มันก็ว่าแก่อยู่นั้นเอง ไม่มีใครยกลูกสาวให้…”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 มีนาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...