โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : แขกโล้ชิงช้าจากอินเดีย สู่อุษาคเนย์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 ก.ย 2562 เวลา 04.37 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2562 เวลา 04.37 น.

อย่างที่เล่าไว้ในตอนที่แล้ว (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 30 ส.ค.-5 ก.ย. 2562) ว่า ถึงแม้พวกพราหมณ์ในอินเดียจะมีการใช้ชิงช้าในพิธีกรรม แต่ก็น่าจะเป็นการ “ไกวชิงช้า” กันแบบชิลๆ มากกว่าที่จะ “โล้ชิงช้า” กันแบบที่รัชกาลที่ 5 ทรงเคยเปรียบเทียบเอาไว้ว่า เป็นการ “เล่นเซอคัส” คือกายกรรมในคณะละครสัตว์

พิธี “โล้ชิงช้า” ที่เห็นอยู่ในพระราชพิธีตรียัมปวายจึงน่าจะเป็นพิธีพื้นเมืองของอุษาคเนย์ ที่ถูกพ่อพราหมณ์จับบวช ด้วยการเอามนต์พิธีและสร้างปกรณัมให้เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของฮินดูอย่างพระอิศวร (องค์เดียวกับพระศิวะ) ในพิธีตรียัมปวาย และพระนารายณ์ (องค์เดียวกับพระวิษณุ) ในพิธีตรีปวาย ที่จัดต่อเนื่องคู่กันกับพิธีตรียัมปวาย

ดังนั้น ถึงแม้พ่อพราหมณ์ท่านจะประดิษฐ์ปกรณัม และมีเล่าเอาไว้ในเอกสารของเทวสถาน-โบสถ์พราหมณ์ว่า การโล้ชิงช้าเป็นการแสดงตำนานของพระอิศวรตอนหนึ่ง

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อพระพรหมได้สร้างโลกแล้ว ก็ให้พระอิศวรไปดูแลรักษา แต่พระอิศวรทรงห่วงว่า โลกที่พระพรหมสร้างขึ้นนั้นดูไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก จึงเสด็จลงมายังโลก โดยหย่อนพระบาทลงเหยียบโลกเพียงข้างเดียว ด้วยเกรงว่าถ้าหย่อนพระบาทลงทั้งสองข้างแล้วโลกจะแตก จากนั้นจึงให้พญานาคมาโล้ยื้อยุดระหว่างขุนเขาสองฝั่งมหาสมุทร ปรากฏว่าแผ่นดินยังแข็งแรงดีอยู่ พญานาคทั้งหลายจึงโสมนัสยินดี ลงเล่นน้ำกันเป็นการใหญ่

ตำนานเรื่องนี้พยายามจะอธิบายว่า “เสาชิงช้า” ที่มีขาอยู่ 2 ข้างนั้นคือ ขุนเขาทั้งสองข้างที่อยู่ระหว่างมหาสมุทร, ข้าพราหมณ์ ที่เรียกว่านาลิวัน ซึ่งเป็นผู้ทำพิธีรำเสนง (เขาควาย) ถือขันสาคร และโล้ชิงช้า ก็คือพญานาค, แน่นอนว่า ขันสาครหมายถึง มหาสมุทร

ส่วนพระยายืนชิงช้า ผู้เป็นประธานในพิธี ผู้ต้องมายืนดูพิธีโล้ชิงช้าด้วยการยืนขาเดียว (ที่จริงคือกึ่งยืนกึ่งนั่ง และมีพนักพิงหลังคล้ายการนั่งไขว่ห้าง) นั้นก็คือ พระอิศวร

อย่างไรก็ตาม ตำนานข้างต้นนี้ก็ดูจะเป็นการแต่งขึ้นในชั้นหลังเพื่ออธิบายเหตุที่ตนเองไม่เข้าใจในพิธีกรรมเสียมากกว่า ร่องรอยสำคัญก็คือ ตำนานเรื่องนี้ไม่มีในอินเดีย และยิ่งไม่เกี่ยวกับการไกวชิงช้าของพราหมณ์ในอินเดีย เพราะถ้าพิธีโล้ชิงช้านำเข้ามาจากอินเดียจริง ก็ควรจะนำตำนานหรือปกรณัมอธิบายเหตุมาด้วยพร้อมๆ กัน

 

แต่ตำนานข้างต้นนั้น ก็ไม่ใช่ตำนานอธิบายเหตุเรื่องเดียวที่มีใครพยายามแต่งขึ้นเพื่ออธิบายถึงพิธีโล้ชิงช้านะครับ

ตำนานที่น่าจะเก่าแก่กว่า (อย่างน้อยก็อ้างกันว่า พบอยู่ในเอกสารที่เก่ากว่า) คือเรื่องที่เอกสารเรื่อง “ประเพณีไทยฉบับมหาราชครู” รวบรวมโดย อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ ได้อ้างถึงตำนานการโล้ชิงช้า จากตำราที่ชื่อว่า “เฉลิมไตรภพ” เอาไว้ว่า

เมื่อพระอิศวรได้ร่วมสร้างโลกกับพระนารายณ์และพระพรหม จนเสร็จสิ้นลงแล้ว พระอุมาเทวี ผู้เป็นชายาของพระอิศวร ได้จินตนาการไปว่า โลกที่พระอิศวรสร้างขึ้นนี้จะมีแผ่นดินน้อยกว่ามหาสมุทรเป็นแน่
อุปมาดังจอกน้อยล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทร

เมื่อปริวิตกดังนี้จึงสลดพระทัยว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายจะถึงกาลวิบัติ ถึงกับไม่บรรทม ไม่เสวย จนพระวรกายซูบผอม

พระอิศวรทอดพระเนตรเห็นผิดสังเกตเข้าก็ตรัสถามว่า “โลกทั้งสามเป็นประการใด?”

พระอุมาจึงตอบไปตามที่วิตก พระอิศวรพยายามตรัสปลอบพระอุมาแต่ไม่เป็นผล จึงท้าพนันกับพระนางว่า จะให้พญานาคเกี่ยวส่วนเศียรกับส่วนหางเข้าไว้กับต้นพุทราที่สองฟากของแม่น้ำแล้วไกวตัว

ส่วนพระอิศวรจะยืนพระบาทเดียวไขว่ห้างอยู่เฉยๆ หากโลกที่พระองค์สร้างขึ้นไม่แข็งแรงมั่นคง แรงไกวตัวของพญานาคก็จะทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน จนทำให้พระบาทของพระอิศวรตกลง ก็ถือว่าแพ้พนัน

แน่นอนว่า พระอิศวรชนะพนัน เพราะพระบาทของพระองค์ไม่ได้ตกลงต้องพื้น และพญานาคก็ดีใจจนดำผุดดำว่ายในน้ำเป็นการใหญ่ ไม่ต่างอะไรกับตำนานเรื่องก่อนหน้านี้ เพียงแค่ว่า เสาชิงช้าในตำนานเรื่องนี้ถูกอุปมาเป็นต้นพุทราที่สองฟากของแม่น้ำแทน

ดังนั้น ตำนานเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นตำนานอธิบายเหตุ ที่ไม่มีในอินเดียอีกเช่นกัน

ถึงแม้จะมีผู้เสนอว่าบางส่วนและบางสำนวนของตำราที่ว่าด้วยการกำเนิด และอธิบายโลกในเชิงปรัมปราคติ พ่วงด้วยวิชาโหราศาสตร์ที่ชื่อว่า เฉลิมไตรภพ นี้เก่าแก่ไปถึงอยุธยา

แต่บางส่วนที่ว่า ก็ไม่ได้รวมไปถึงตำนานการโล้ชิงช้าที่ผมเล่ามาข้างต้นนะครับ สำนวนใหม่สุดที่มีอยู่ในตำราเรื่องนี้เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้นเอง ตำนานอธิบายเหตุเรื่องนี้จึงไม่เก่าไปจนถึงสมัยอยุธยาแน่

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ตำนานเรื่องการโล้ชิงช้า ที่อ้างว่าคัดมาจากตำราเฉลิมไตรภพ ในหนังสือประเพณีไทยฉบับมหาราชครูนี้ ไม่ปรากฏอยู่ในตำราเรื่องดังกล่าวที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ และที่เคยมีผู้ศึกษาไว้เลยสักสำนวน จนน่าสงสัยว่า ผู้รวบรวมข้อมูลมาเขียนหนังสือฉบับนี้ ไปหาเฉลิมไตรภพสำนวนที่มีตำนานการโล้ชิงช้าที่ว่านี้มาจากที่ไหน?

 

ความพยายามในการอธิบายพิธีโล้ชิงช้าด้วยปรัมปราคติทำนองนี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ แต่ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีเรื่องเล่าในอินเดีย หรือบางเรื่องก็ยกมาจากปกรณัมในคัมภีร์ปุราณะบางฉบับ แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการไกวชิงช้าของพ่อพราหมณ์ในอินเดียเลยสักนิด

ร่องรอยที่น่าสนใจมากกว่าก็คือ การที่พวกพราหมณ์นำเอาพิธีโล้ชิงช้าเข้าไปผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีตรียัมปวาย ซึ่งก็คือการขับกล่อมบูชาพระอิศวรอยู่ภายในโบสถ์ พร้อมๆ กับที่มีการ “ช้าเจ้าหงส์” คือไกวเปล หรือชิงช้า ในรูปของบุษบกรูปหงส์

และก็เป็น “ช้าเจ้าหงส์” นี่แหละครับ ที่พวกพราหมณ์เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา หรืออาจจะก่อนหน้านั้น ใช้ขมวด “การโล้ชิงช้า” กับ “ตรียัมปวาย” เข้าด้วยกัน เหมือนอย่างที่ อ.เชฟหมี คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง เคยท้วงติงผมมาว่า การโล้ชิงช้าของพราหมณ์สยามจึงอาจจะไม่ถึงกับไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับอินเดียเลย แต่น่าจะเป็นไปในลักษณะนำของพื้นเมืองมาเชื่อมกับของที่มีอยู่เดิม

ผมสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมพวกพราหมณ์จึงนำเอาคำว่า “ตรียัมปวาย” ที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ติรุเว็มปาไว” และ “ตรีปวาย” ที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ติรุปาไว” ในภาษาทมิฬทั้งคู่ มาเป็นชื่อพิธี?

ก็ในเมื่อบทขับ (ไม่ใช่สวด) ติรุเว็มปาไวนั้น ว่าด้วยเรื่องของผู้หญิงที่ตื่นแต่เช้าไปลงสรงสนานในแม่น้ำ แล้วทำพิธีปั้นตุ๊กตาดินที่เรียกว่า “ปาไว” เป็นรูปเจ้าแม่กาตยายนี (ปางหนึ่งของพระแม่อุมา) พร้อมกับสรรเสริญเทพเจ้าคือพระอิศวร

ส่วนติรุปาไวนั้นก็ว่าด้วยความชื่นชม และซาบซึ้งในลีลารักของพระกฤษณะ (ปางหนึ่งของพระนารายณ์) นี่ครับ

ผมมาถึงบางอ้อก็เมื่อได้อ่านข้อเขียนของ อ.คมกฤช ที่ชื่อ “ตรียัมปวาย-ตรีปวาย คืออะไร ของสยามและอินเดีย เป็นไฉน” ที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 20-26 มกราคม 2560 (มีรวมเล่มในภารตะสยาม? ผี พราหมณ์ พุทธ? ตีพิมพ์โดยศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ) ซึ่งอาจารย์ได้อธิบายว่า บทลำนำทั้ง 2 บทนี้ เป็นบทที่มีไว้ให้ “ผู้หญิง” เป็นผู้ขับ เพื่ออ้อนวอนต่อเทพเจ้าให้ประทาน “สามี” ที่ดีมาให้แก่ตนเอง
อ.คมกฤชยังได้อ้างถึงคุณไมเคิล ไรท์ ฝรั่งคลั่งสยามผู้ล่วงลับด้วยว่า คุณไมค์เคยหล่นความคิดเห็นเอาไว้ว่า ที่จริงพรตนี้เป็นพิธีขอฝนด้วย เพราะเนื้อหาในเชิง “ร่วมรัก” ของบทกวีนั้น เป็นสัญญะในการขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์

“พิธีโล้ชิงช้า” ของพื้นเมืองอุษาคเนย์ก็เป็นพิธีที่เกี่ยวกับ “ผู้หญิง” เช่นกัน ร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ในพวกอาข่า (หรือที่คนนอกเรียกว่า อีก้อ) นั้น พิธีโล้ชิงช้าจัดขึ้นเพื่อบูชา “เทพีอึ่มซาแยะ” ที่ประทานความอุดมสมบูรณ์มาให้ และถึงแม้ว่าการโล้ชิงช้าจะทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ภายในพิธีจะโล้กันใน “ลานสาวกอด” โดยฝ่ายชายจะพยายามโล้ชิงช้าให้โลดโผนเพื่อดึงความสนใจจากสาวเจ้าอีกด้วย

ต้องขอบคุณ อ.คมกฤชที่ท้วงติงและชวนให้ผมต้องมาทบทวน และคิดต่อยอดจากงานวิจัยชิ้นเดิม จากใจจริงเลยครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...