โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตรียมตัว!! ‘พีอี’ ตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 10 ปี

The Bangkok Insight

เผยแพร่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 17.17 น. • The Bangkok Insight

ในเดือนตุลาคม 2561 ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงกว่า 116 จุดคิดเป็นลดลงราว 6.38% จากระดับ 1,760 จุดมาอยู่ที่ 1,644 จุด เนื่องจากได้รับผลกระทบจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีเข้ามาต่อเนื่อง โดยดัชนีหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงมากกว่าดัชนีภาพรวม ประกอบด้วย หุ้นกลุ่มมีเดีย ปรับลดลง 9.34% หุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 8.40% หุ้นกลุ่มพาณิชย์ ลดลง 8.22% หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีลดลง 8.18% เป็นต้น

ทั้งนี้จากสำรวจคำแนะนำการลงทุนของโบรกเกอร์ เริ่มมีการประเมินว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนของราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้นหรือ พีอีเรโชต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นระดับราคาที่ถูก และสามารถทยอยซื้อหุ้นถือลงทุนเพื่อรอการฟื้นตัวในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้า

บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินว่า มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยเริ่มไม่แพง หลังจากการทรุดตัวลงดัชนีหุ้นไทยในรอบ 4 สัปดาห์ติดต่อกันทำให้พีอีเรโชในปี 2561 – 2562 ลดลงเหลือ เพียง 14 – 15เท่าซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10ปี ย้อนหลังอยู่ที่ 16 เท่า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (TIPs) ที่ 18 เท่า ขณะที่อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ 8 – 10% ต่อปี ทำได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ส่วนยอดขายสะสมของนักลงทุนต่างชาติใกล้เคียงกลางปี 2548 ทำให้ โอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะมีการปรับลงในเชิงปัจจัยพื้นฐานจึงเริ่มจำกัดแล้ว

ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ให้ความเห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นในปัจจุบัน สามารถเข้าลงทุน เพื่อหวังผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาวได้ โดยระดับค่าพีอีเรโชกลับเข้ามาสู่ช่วงที่ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันซื้อขายด้วยระดับพีอีเรโชล่วงหน้า( Forward PE) ต่ำกว่า 14 เท่า และเป็นระดับที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของดัชนีในระยะหลัง

จากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่าการลงทุนที่ระดับดังกล่าวสามารถคาดหวังผลตอบแทนเชิงบวกได้ในช่วง 1, 2, 3, 6 เดือนข้างหน้า จึงแนะนำให้นักลงทุนที่สะสมหุ้นไปที่บริเวณดัชนี 1,700 จุด และ 1,680 จุดก่อนหน้านี้สามารถถือหุ้นต่อไปได้ และแนะนำให้นักลงทุนที่ยังคงมีการถือเงินสดในระดับมากกว่าปกติสามารถเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นได้ รวมถึงผู้ที่ต้องการเข้าซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีต่างๆ (LTF/RMF) ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หากมาผนวกกับเหตุการณ์ที่รออยู่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ในช่วงนี้ถือเป็นเวลาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการเข้าสะสมหุ้น เนื่องจากคาดว่าตลาดหุ้นในช่วง 2เดือนสุดท้ายของปีมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นจาก 2 ปัจจัยที่อาจเป็นที่สำคัญนั่นก็คือ

1) ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯที่น่าจะนำมาสู่บทสรุปที่ดี โดยหากพรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาล่างได้ตามที่ผลโพลประเมินไว้ (70% chance) จะเป็นการถ่วงดุลอำนาจปธน.ทรัมป์จนทำให้จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อประเด็นอย่างเช่นสงครามการค้า มีโอกาสที่จะอ่อนโยนลงได้

2) การประชุม FOMC วันที่ 18 – 19 ธันวาคมนี้ ซึ่งประเมินว่ามีโอกาสที่ Dot plots ของ Fed ประจำปี 2562 จะมีการปรับลง จากการขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง หลังแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐปีหน้าเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้นจากประเด็นสงครามการค้า

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ หากเกิดขึ้นจริง มีโอกาสที่จะทำให้เงินดอลลาร์และ Bond yield สหรัฐปรับตัวลดลงได้ และส่งผลให้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund flow) มีการไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้น จนส่งผลบวกต่อตลาดทุนและสกุลเงินของประเทศเกิดใหม่อีกครั้งฝ่ายวิจัยประเมินว่าดัชนีหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นไปถึงบริเวณ 1,666 จุด (Forward PE 14 เท่า) เป็นอย่างน้อย และ 1,785 จุด (Forward PE 15 เท่า) ในกรณีดีสุด จึงได้วิเคราะห์และคัดกรองหุ้นที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดในรอบนี้ ซึ่งประเมินว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 เป็นสำคัญ เนื่องจากราคาหุ้นกลุ่มนี้มีการปรับฐานลงมามาก ไม่สอดคล้องกับประมาณการกำไรที่ยังคงยืนได้อย่างแข็งแกร่ง

ในมุมมองฝ่ายวิจัย คาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่่น่าจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาดในช่วงขาขึ้น จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

1) เป็นหุ้นที่ถูกปิดสถานะใน Single Stock Futures ลงมาอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ดัชนีทำจุด  สูงสุดของรอบนี้

2) เป็นหุ้นที่ถูก Short sales สะสมในระดับ 3% ขึ้นไปของปริมาณซื้อขายในกระดานหลัก

3) เป็นหุ้นที่มีการปรับฐานลงมามากกว่าดัชนีหรือมากกว่า 6.6% ในรอบนี้

4) เป็นหุ้นที่มีค่าความผันผวน( Beta) มากกว่า 1

5) เป็นหุ้นที่มี ราคาหุ้นเทียบมูลค่าพื้นฐานปีหน้า (Forward PBV) ปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

6) เป็นหุ้นที่มีราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้นปีหน้า (Forward PE) ปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว

7) เป็นหุ้นที่ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรประจำปีหน้า ขึ้น ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา

8) เป็นหุ้นที่มี ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) คาดการณ์ประจำปีหน้า สูงกว่าตลาดหรือมากกว่า 3%

อย่างไรก็ตาม  จากการคำนวณของเรา พบว่าไม่มีหุ้นใดผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 8 คุณสมบัติ จะมีมากที่สุดก็คือ 7 คุณสมบัติ นั่นก็คือ BEAUTY ส่วนหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 6 คุณสมบัติ รองลงมา ได้แก่ BANPU, CBG, MTC, PTTEP, PTTGC, SCB, TRUE สำหรับหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ 5 คุณสมบัติ ได้แก่ GLOBAL, GPSC, IRPC, IVL, TOP ทั้งนี้ นักลงทุนอาจใช้ข้อมูลดังกล่าวประเมินควบคู่ไปกับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท ก่อนที่จะเข้าซื้อหุ้นที่คาดหวังว่าจะมีการปรับตัวขึ้นดีกว่าตลาดในระยะถัดไปนี้

สอดคล้องกับ บล.เออีซี คาดว่า ดัชนีหุ้นไทย มีโอกาสยืนเหนือแนวรับ 1,620 จุด เพื่อตั้งหลักแล้วปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 1,670 จุด ด้วยแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก บวกกับส่วนใหญ่โบรกเกอร์คาดกำไรต่อหุ้น( EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 108.13 บาทต่อหุ้นโต 8.5% จากงวดเดียวกันปีก่อน ส่วน EPS ปีหน้าอยู่ที่ 119.04 บาทต่อหุ้นเติบโต 10.1% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เมื่อคิดเป็นพีอีเรโชปีนี้ ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 15.2 เท่า และปีหน้า 13.8 เท่า ซึ่งถูกกว่าสถิติของพีอีเรโชเฉลี่ย 10 ปีที่ระดับ 15.7 เท่า

ในสภาพที่ตลาดมีแนวโน้มกลับตัว แนะนำหุ้น 2 กลุ่ม โดยประเมินแนวต้านไว้ ดังนี้ กลุ่มหุ้นที่คาดกำไรไตรมาส ปีนี้, ไตรมาส ปีนี้ และปี 2561 – 2562โตต่อเนื่อง จากงวดเดียวกันของปีก่อนได้แก่ KBANK , TISCO , WHA, BDMS  และ หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากกว่า 10% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และคาดกำไรทั้งปี 2561 – 2562 โตจากงวดเดียวกันของปีก่อนได้แก่ SAWAD, ERW, HANA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...