โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เพ็ญสุภา สุขคตะ : ไฉนจึงพบน้อยนัก "พระนาคปรกล้านนา"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 พ.ย. 2563 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2563 เวลา 07.31 น.

มีผู้สอบถามกันมามากว่า ทำไมในดินแดนล้านนาจึงไม่นิยมสร้าง “พระพุทธรูปนาคปรก” บ้างเลย

ไม่ว่าตั้งแต่สมัยหริภุญไชยเมื่อพันปีเศษ หรือยุคทองของล้านนาราว 500-700 ปีก่อนก็แทบไม่พบ มิพักต้องพูดถึงยุคฟื้นฟูล้านนาเมื่อราว 200 ปีที่ผ่านมา

ยกเว้นกระแสวัฒนธรรมข้ามภาคจากสยาม ที่มีการกำหนดให้พระนาคปรกกลายเป็นพระประจำวันเกิดของคนเกิดวันเสาร์ ซึ่งเป็นคติใหม่ที่เพิ่งมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ทำให้มีการสร้างพระนาคปรกขนาดกะทัดรัดแบบสำเร็จรูปกระจายตามวัดต่างๆ วางตามศาลาบาตรให้คนทำบุญ ซึ่งไม่สามารถสะท้อนถึงคำอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ศิลปะได้เลย

ถามว่าในดินแดนล้านนาพบพระพุทธรูปนาคปรกบ้างหรือไม่

คำตอบคือพบบ้างประปราย ในที่นี้จะขอนำเสนอเฉพาะองค์เด่นๆ ให้รู้จัก 3 ชิ้น ได้แก่

1. พระศีลาวัดพระธาตุลำปางหลวง

2. พระอู่ทองนาคปรกวัดพระธาตุศรีจอมทอง

และ 3. ชิ้นส่วนนาคปรกสำริดปริศนาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย

 

พระศีลาวัดพระธาตุลำปางหลวง

พระศีลาองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในวิหารด้านทิศตะวันตก ด้านหลังองค์พระเจดีย์ วัดพระธาตุลำปางหลวง ในวิหารโถงเปิดเปลือย ชื่อว่าวิหารละโว้

ครั้งหนึ่งในอดีตเคยมีการเข้าใจผิด ด้วยการติดป้ายคำบรรยายว่าพระหินองค์นี้คือ “พระพุทธสิกขีปฏิมาศิลาดำ” ของพระนางจามเทวีที่มอบให้เจ้าอนันตยศ โอรสแฝดน้องที่มาครองเมืองเขลางค์นคร

ต่อมาทั้งอาจารย์ศักดิ์ (สักเสริญ) รัตนชัย และศาสตราจารย์สุรพล ดำริห์กุล สองนักวิชาการใหญ่ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีแห่งเมืองลำปาง ได้ทักท้วงว่า “ไม่น่าจะใช่”

เหตุที่พุทธลักษณะของพระนาคปรกองค์ดังกล่าว เก่าไม่ถึงยุคทวารวดี คือไม่ร่วมสมัยกับพระนางจามเทวี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-13 หากแต่มีอายุหย่อนลงมาอีก อาจจะ 6-8 ศตวรรษ

การใช้คำว่า “อาจจะ” เนื่องจากหากกำหนดอายุให้เก่าสุด อาจร่วมสมัยกับศิลปะยุคบายนของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชของกัมพูชาเลยก็เป็นได้ พิจารณาจากพระพักตร์เหลี่ยม พระโอษฐ์เป็นกรอบหนา มีไรพระมัสสุ สวมกุณฑล (ตุ้มหู) แผงนาค 7 เศียรที่ทุกเศียรด้านข้างหันมองขึ้นที่เศียรประธานตอนบน ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับนาคในเขมรช่วงพุทธศตวรรษที่ 18

แต่ทว่า เมื่อพิจารณาถึงพระวรกายที่ดูอวบอ้วน ชายจีวรตัดสั้นๆ เป็นเขี้ยวตะขาบเหนือพระถัน (ขออภัยที่ภาพประกอบในที่นี้มีผ้าห่มจีวรมาทับ) ละม้ายกับพระพุทธรูปที่พบได้ทั่วไปในล้านนากลุ่ม “สิงห์หนึ่ง” นั้น ทำให้นักวิชาการบางท่านเห็นว่า พระนาคปรกองค์นี้ไม่เก่าถึงยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราช

หากแต่เพิ่งสร้างในสมัยพระเจ้าติโลกราชมากกว่า อาจสร้างโดยหมื่นโลกนคร (พระเจ้าอาวของติโลกราช) ผู้ครองนครเขลางค์เมื่อ 500-600 ปีก่อน ด้วยความรำลึกถึง “พระนางจามเทวี” ตามตำนานที่ระบุว่าพระนางเสด็จมาจากละโว้ และพระนางเคยพระราชทานพระพุทธสิกขีปฏิมาศิลาดำองค์หนึ่งให้แก่โอรสแฝดน้องไว้

บางทีพระพุทธสิกขีปฏิมาศิลาดำอาจสูญหายไปนานแล้วตั้งแต่สมัยล้านนายุคทอง ทำให้มีการสร้างองค์ใหม่ขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงองค์เดิม ด้วยเหตุนี้แม้พุทธศิลป์จะดูไม่เก่าถึงยุคพระนางจามเทวี-เจ้าอนันตยศ แต่ชาวลำปางก็ยังคงเรียกพระนาคปรกองค์ดังกล่าวว่า พระสิกขีศิลาดำ ติดปากสืบมา

ปัจจุบันป้ายคำบรรยายเรียกสั้นๆ ว่า “พระศีลา” หรือ “พระศิลา” เรียกแบบง่ายๆ ตามวัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนวิหารที่ประดิษฐานก็เรียกกันว่า “วิหารละโว้”

หากถอดรหัสของชื่อวิหาร ก็จะพบว่าเป็นชื่อที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระนางจามเทวีเสด็จมาจากละโว้ ดังนั้น วัดโบราณที่มีความเกี่ยวข้องกับพระนางมักมีวิหารทิศใดทิศหนึ่งใช้ชื่อว่าละโว้ หรือไม่ก็จามเทวี เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงวีรกษัตรีย์พระองค์นี้

เพียงแต่ทิศทางที่ตั้งของวิหารละโว้วัดพระธาตุลำปางหลวงจะมีความแตกต่างจาก “วิหารละโว้” ของวัดพระธาตุหริภุญชัย และ “วิหารจามเทวี” ที่วัดพระธาตุเสด็จ กับวัดพระแก้วดอนเต้า (ทั้งสองแห่งอยู่ในลำปาง) ซึ่งวิหารทั้งสามแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ

 

พระอู่ทองวัดพระธาตุศรีจอมทอง

พระพุทธรูปนาคปรกหล่อสำริดรมดำ ประดิษฐานในพระวิหารจัตุรมุขของวัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่หลังกึ่งกลางงาช้าง 2 กิ่ง (หมายเหตุหามุมถ่ายให้ได้ภาพเต็มองค์ยากมาก) เมื่อสอบถามข้อมูลจากทางวัดว่าพระองค์นี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ใครนำมาถวายยุคไหน

ได้คำตอบว่า “เป็นของเก่ามาก คงอยู่คู่กับวัดมานานแล้ว อาจจะตั้งแต่เริ่มสร้างในสมัยพระเมืองแก้วเมื่อ 500 ปีก่อน”

คำตอบนี้ชวนให้ขบคิดต่อไปว่า ทำไมพุทธศิลป์ของพระนาคปรกองค์ดังกล่าว จึงไม่ใช่ศิลปะล้านนาตอนปลายสมัยพระเมืองแก้ว ที่นิยมเรียก “พระสิงห์สาม”

ไฉนกลับเป็น “ศิลปะแบบอู่ทอง” อันไกลตัว คือพระพักตร์เหลี่ยมถมึงทึง รัศมีบนพระเศียรเป็นกรวยแหลม อันเป็นรูปแบบผสมระหว่างศิลปะขอม (ศิลปะลพบุรี) กับศิลปะหริภุญไชย

ทั้งศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ศาสตราจารย์ฌ็อง บ๊วสเซอร์ลีเยร์ และศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ต่างสรุปตรงกันว่าพระนาคปรกของวัดพระธาตุศรีจอมทองนี้ เป็นศิลปะอู่ทองรุ่นแรกสุดมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ตอนกลาง (1730-1780)

หมายความว่า มีอายุร่วมสมัยกับอาณาจักรหริภุญไชย (ลำพูน) ตอนปลาย ก่อนจะล่มสลาย แล้วถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาโดยพระญามังรายในปี 1824-1835

ส่วนแผงนาค 7 เศียรของพระอู่ทองนี้ พบว่าค่อนข้างวิจิตรเกินลักษณะโดยรวมของศิลปะอู่ทอง เป็นการหล่อสำริดด้วยฝีมือช่างล้านนายุคทอง เห็นได้ชัดว่านาคแต่ละตัวมีหงอนและเครายื่นแหลม เป็นตัว “ปัญจรูป” (นาค + มังกรของจีน ซึ่งชาวล้านนาเรียกตัว “ลวง”) แล้ว

คำถามที่ยังคิดไม่ตก-ขบไม่แตกในขณะนี้คือ พระนาคปรกแบบอู่ทองรุ่น 1 มาประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุศรีจอมทองได้อย่างไร และแผงนาคปรกอันอลังการนี้สร้างโดยพระเมืองแก้วใช่หรือไม่?

 

ปริศนาเศียรนาคแผ่พังพาน

ยังมีชิ้นส่วนนาคปรกสำริดอีกชิ้นหนึ่ง เป็นโบราณวัตถุหมายเลขทะเบียน 181/18 จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ลำพูน ขนาดสูง 47.5 เซนติเมตร กว้าง 37 เซนติเมตร

นาคปรกดังกล่าวเป็นรูปนาค 5 เศียรแผ่พังพาน สวมกระบังหน้าสูงพอประมาณ กระบังหน้าตกแต่งลวดลายกระหนกใบไม้คล้ายกับนาค 5 เศียรที่ประดับบันไดนาควัดเจดีย์หลวง วัดสวนดอก วัดอุโมงค์ ในเชียงใหม่

ทั้งสามแห่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากนาคปูนปั้นของศิลปะล้านนายุคต้น อดีตเคยประดับสถาปัตยกรรม แต่ร่วงหล่นลงมา ปัจจุบันเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ของกรมศิลปากร เช่น นาคที่วัดเกาะกลาง ป่าซาง ลำพูน และนาคที่วัดป่าสัก เชียงแสน เชียงราย ซึ่งต่างก็ได้รับอิทธิพลมาจากนาคสมัยหริภุญไชยผสมกับสุโขทัยอีกชั้นหนึ่ง

นอกจากนี้ ที่บริเวณแผงอกของนาคสำริด ยังตกแต่งลวดลายใบไม้คล้ายกับที่พบในเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์เหม็ง (หมิง) ซึ่งเป็นที่นิยมในงานศิลปกรรมล้านนาสมัยพระเจ้าติโลกราช คือราวช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20-ต้น 21

มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเศียรนาคปรกชิ้นนี้ 2 แนวทาง แนวทางแรก อาจเป็นชิ้นส่วนที่เคยใช้ประดับงอนรถหรือราชยานคานหามหรือไม่? กับแนวทางที่สอง อาจเคยใช้ประดับฉากหลังของพระพุทธรูปนาคปรก เป็นไปได้ไหม?

ไม่ว่าจะใช้ประดับสิ่งใดก็แล้วแต่ อย่างน้อยที่สุดหลักฐานชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าคติการทำ “เศียรนาคแผ่พังพาน 5 เศียร” ในวัฒนธรรมล้านนา ก็ได้รับความนิยมในระดับหนึ่งมาแล้วด้วยเช่นกัน

เพียงแต่ว่า เรายังไม่พบหลักฐานอย่างชัดเจนของ “พระพุทธรูปนาคปรกที่เป็นศิลปะล้านนาอย่างแท้จริง” ชัดๆ เลยสักองค์ ด้วยสององค์ที่กล่าวมานั้น ล้วนเชื่อมโยงกับเรื่องราวของขอมละโว้ หรืออู่ทองทั้งสิ้น

จึงเกิดคำถามตามมาว่า ทำไมในวัฒนธรรมล้านนา จึงไม่นิยมการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก?

 

ที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก

พระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงตอนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เสร็จใหม่ๆ แล้วทรงกระทำลักษณาการใดลักษณาการหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่อง 1 สัปดาห์ เพื่อทบทวนสิ่งที่ทรงตรัสรู้ รวม 7 สัปดาห์ ดังที่เรารู้จักกันว่า “สัตตมหาสถาน”

ในสัปดาห์ที่ 6 (คัมภีร์โบราณบางเล่มระบุสัปดาห์ที่ 5 บ้างสัปดาห์ที่ 7 แต่นักวิชาการสรุปว่าควรเป็นสัปดาห์ก่อนสุดท้ายคือสัปดาห์ที่ 6) ขณะทรงบำเพ็ญสมาธิใต้ต้นจิก (มุจลินท์) นั้น ได้เกิดพายุฝนกระหน่ำหนัก

พญานาคที่อยู่ในสระใกล้ต้นมุจลินท์จึงได้เลื้อยขึ้นมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์จากพายุฝน เพื่อให้การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ามีความราบรื่นต่อเนื่อง

ในทางประติมานวิทยา คติการทำพระพุทธรูปปางนาคปรกมีมาแล้วครั้งแรกในศิลปะอินเดียสมัยอมราวดี ที่แคว้นอานธระ (อินเดียตะวันออกเฉียงใต้) พุทธศตวรรษที่ 7-9 ส่งอิทธิพลเข้ามาในลังกาและทวารวดีของไทย

แต่กลุ่มคนที่นิยมสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกมากที่สุด ได้แก่ วัฒนธรรมเขมร ซึ่งจะเรียกว่าศิลปะขอม หรือศิลปะลพบุรี (ยามกล่าวถึงศิลปะเขมรในประเทศไทย) ก็สุดแท้แต่ เหตุเพราะ “นาค” มีความเกี่ยวข้องกับตำนานการสร้างเมืองของกัมพูชา ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษของพวกเขา ฝ่ายหญิงเป็นธิดาพญานาค

ศิลปะขอมจึงให้ความสำคัญต่อปางนาคปรกมากเป็นพิเศษยิ่งกว่าศิลปะของสกุลช่างอื่นใดในอุษาคเนย์

บางท่านอาจมีคำถามว่า ตำนานการสร้างเมืองสุโขทัย ก็มีการระบุว่าพญาร่วงเป็นลูกของนางนาคด้วยเช่นกันมิใช่หรือ? ทำไมความผูกพันหรือความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกของสุโขทัยจึงค่อนข้างแผ่วจาง พบน้อยมาก แค่ปูนปั้นวัดเจดีย์เจ็ดแถวที่ศรีสัชนาไลย และที่วัดมหาธาตุเชลียง เพียงไม่กี่แห่ง ล้วนเป็นศิลปะสุโขทัยยุคต้นทั้งสิ้น

เป็นไปได้หรือไม่ว่า “นาคปรก” แม้จุดกำเนิดเคยนำมาใช้งานทั้งพุทธศิลป์ฝ่ายมหายานและเถรวาท (เพราะพบอย่างแพร่หลายด้วยเช่นกันในงานพุทธศิลป์สมัยอนุราธปุระของลังกา ซึ่งนับถือนิกายเถรวาทอย่างเข้มข้นด้วยซ้ำ) ก็จริง

ทว่ากระแสตอบรับในกลุ่มเถรวาทเมืองอื่นๆ ณ แว่นแคว้นสุวรรณภูมิช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-18 อาทิ วัฒนธรรมหริภุญไชย วัฒนธรรมพุกาม หรือแม้แต่ทวารวดีตอนปลาย กลับไม่ขานรับ นำพระปางนาคปรกไปสานต่อให้เอิกเกริกอย่างเท่าที่ควร ด้วยเห็นว่าวัฒนธรรมเขมรที่นิยมสร้างพระปางนาคปรกอย่างเข้มข้น เป็นกรอบแนวคิดของนิกายมหายาน

ทำให้ศิลปะล้านนาเองก็คงไม่สะดวกใจที่จะขานรับแนวคิดในการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายมหายานไปแล้วโดยปริยาย

ยิ่งในยุคที่ล้านนากำลังติดต่อกับลัทธิลังกาวงศ์ (ตรงกับยุคที่เมืองหลวงคือโปลนนาลุวะ) ผ่านขึ้นมาทางสุโขทัย หรือหันไปมองทางตะวันตก ฝ่ายพุกาม มอญหงสาวดี ก็ล้วนแล้วแต่เป็นนิกายเถรวาทที่นิยมทำพระปางมารวิชัย หรือนานๆ ทีอาจทำปางสมาธิ ยิ่งไม่มีการสร้างพระนาคปรกแต่อย่างใด

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่งคือ การแผ่อิทธิพลเข้ามาอย่างรุนแรงของจีนเรื่อง “การทำสัตว์น้ำรูปมังกร” ที่ถูกนำมาแทนที่คติการทำ “นาคแผ่พังพาน 5 เศียร 7 เศียร” ของวัฒนธรรมอุษาคเนย์

ล้านนารับคติใหม่เรื่อง “นาค” มาเต็มๆ จากนาค 5 เศียร 7 เศียร แบบขอมที่ขึ้นมาผ่านละโว้ อู่ทอง เมื่อหมดยุคหมดสมัย ในล้านนามีแต่การทำ “ปัญจรูป” หรือตัว “ลวง” ซึ่งเป็นนาคเศียรเดียวเต็มไปหมด สัปดาห์หน้าจะโฟกัสเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...