วัลลภ-วิญญู พิชญ์พงศา ต่อยอดธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม STC กรุ๊ป
หลายปีมานี้ “วรพงศ์ พิชญ์พงศา” รองประธานกรรมการบริหาร “STC กรุ๊ป” หรือที่รู้จักในนาม “นครหลวงค้าข้าว” บิ๊กส่งออกมือเก๋าในวงการข้าวได้ส่งไม้ต่อการบริหารงานสู่มือลูกชายทั้ง 2 คน คือ วัลลภ พิชญ์พงศา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มข้าว และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตัล เทรดดิ้ง จำกัด และ วิญญู พิชญ์พงศา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจข้าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่ม STC ประกอบด้วยธุรกิจ 8 กลุ่ม คือ ข้าว มันสำปะหลัง อาหารแปรรูป ขนส่งสินค้า เทรดดิ้ง บรรจุภัณฑ์ บริการโรงแรมและรีสอร์ต ไม้สับ ซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์นักธุรกิจคู่พี่น้องถึงทิศทางการส่งออก และนโยบายภาพรวมของ STC
ภาพรวม STC
“วัลลภ” เล่าภาพรวมในเครือ STC ปี 2561 มียอดขาย 24,200 ล้านบาท ลดลง 10% ถ้าเทียบปี 2560 ที่มียอด 26,000-27,000 โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากข้าว 85% มันสำปะหลัง 7% และที่เหลือมาจากธุรกิจอื่น เช่น สาหร่ายอบกรอบ (ซิลิโกะ) 3.75% และแพ็กเกจจิ้ง 3% และด้วยเหตุที่การส่งออกข้าวปีก่อนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 จึงทำให้รายได้ลดลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับปีนี้ถือว่าการส่งออกข้าวยากลำบากกว่าเดิม เพราะข้าวสารสต๊อกรัฐบาลถูกระบายหมดตั้งแต่ปลายปี ทำให้ตลาดข้าวเก่าลดลง อีกส่วนมาจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โรงสีที่หันมาทำส่งออกทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น แย่งตลาดกัน โดยใช้กลยุทธ์ทำราคาให้ถูกลง เพื่อดึงลูกค้าให้เปลี่ยนใจมาซื้อกับตัวเอง และบริษัทเกิดใหม่ต้นทุนการจัดการถูกกว่าบริษัท STC ที่ก่อตั้งมา 30 ปี
แนวโน้ม STC ปีนี้
วัลลภ กล่าวว่า ปัจจัยหลักค่าเงินที่แข็งค่ามา 2.28% ขณะที่เวียดนามแข็งค่าเพียง 0.05% ส่งผลให้ราคาข้าวไทย ตันละ 385 เหรียญ แพงกว่าเวียดนามตันละ 40 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ โดยปกติ STC ส่งออกไปตลาดหลัก คือ แอฟริกา เช่น เซเนกัล ไอวอรีโคสต์ เบนิน และเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
ดังนั้น กลยุทธ์ปีนี้จึงพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ดีที่สุด และเมื่อไม่มีข้าวเก่าสต๊อกรัฐก็ต้องหาตลาดใหม่ที่ยอมรับราคาได้ อีกส่วนหนึ่งเราจะมาบริหารต้นทุนให้ดีขึ้นให้แข่งขันได้ เช่น บางลอตส่งตรงจากโรงสีที่ จ.ชัยนาท ขึ้นตู้ส่งออกส่งไปจีนเลย ลดต้นทุนการขนส่งที่ซ้ำซ้อน ปีนี้กลุ่มข้าวตั้งเป้าไว้ 15% ของยอดส่งออกข้าวของไทย 9.5 ล้านตัน หรือ 1.4 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561 ที่ไทยส่งออก 11 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปีตลาดเอเชียยังไม่ค่อยมีออร์เดอร์ แต่ยังมี G To G 4 แสนตัน รอส่งมอบ ถ้าได้จะช่วยประเทศเราได้
ทิศทางราคา
ขณะที่ “วิญญู” มองทิศทางราคาข้าวในปีนี้ว่าสถานการณ์ราคาข้าวในประเทศถือว่าถูกต่อเนื่องมานาน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ข้าวสารขาวที่รับซื้อจากโรงสี เหลือ กก.ละ 11.20-11.40 บาท ถูกกว่าราคาเฉลี่ยปีที่แล้ว ปัจจัยหลักจากค่าเงินบาทตอนนี้ 31.20 กว่าบาทแล้ว คำนวณเป็นเอฟโอบีแข่งขันลำบาก ตลาดต่างประเทศแข่งขันเยอะขึ้น โดยเฉพาะจีนทำข้าวขาว 25% ไปแข่งในตลาดแอฟริการาคาตันละ 330 เหรียญสหรัฐ ตลาดจีนหายไปหลายล้านตัน ขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิแพงต่อเนื่องมาจากปีก่อน หากประกันความเสี่ยงค่าเงินก็จะมีต้นทุนส่วนต่าง ทำให้ภาพรวมของตลาดข้าวปีนี้ค่อนข้างยาก ค่าบาทเราเสียเปรียบคู่แข่ง ทั้งที่เรตควรจะไปกับคู่แข่งเรา เช่น 2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามติดลบ 10% แต่ไทยแข็งขึ้น 10-20% สวนทางกันกลายเป็นว่าเราแพงกว่าเขา
อัพเกรด 3 ธุรกิจในเครือ
“วัลลภ” เล่าถึงแผนลงทุนปีนี้ว่าจะเน้นบริหารทรัพย์สินในเครือ STC เดิมเพื่อสร้างกำไร โดยจะยังไม่มีการลงทุนโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ในกลุ่มธุรกิจข้าว เพราะได้ลงทุนไซโนเมื่อ 1-2 ปี ก่อนเพิ่งเริ่มใช้ ทิศทาง คือ เราจะขยายในธุรกิจที่เราสามารถขยายได้ แต่ไม่ใช่จะไปปรับลดสัดส่วนธุรกิจข้าว เราต้องการบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ขยายกำลังการผลิตโรงแป้งสาลีที่ STC ร่วมกับบริษัท นิสชิน-ฟลาวมิลลิ่ง จำกัด และมิตซูบิชิก่อตั้งมา 20 กว่าปีแล้ว ซึ่งตอนนี้ตลาดแป้งสาลีขยายตัวขึ้นจึงเป็นโอกาสที่มันดีขึ้น เรากับพาร์ตเนอร์เราก็มีการขยายกำลังการผลิต
อีกส่วนคือธุรกิจโลจิสติกส์ กำลังศึกษาว่าจะปรับอะไรได้บ้าง เดิมเรามีเรือ รถบรรทุก และท่าเรือที่แหลมฉบัง 2 ท่า คือ B5 และ C3 ซึ่งเน้นขนส่งสินค้าเกษตรในเครือ อีกส่วนหนึ่งก็ธุรกิจรีสอร์ตเดอะเลกาซี ริเวอร์แคว รีสอร์ท จ.กาญจนบุรี พยายามจะหาพันธมิตร โดยเปิดกว้างทั้งในและต่างประเทศเพื่อมาร่วมลงทุนพัฒนาทรัพย์สิน และพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ และพื้นที่อีกฝั่งที่ติดกับการทำเกษตรอีก 700 ไร่ รูปแบบการลงทุนคงปรับโมเดลธุรกิจใหม่ โดยปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายลูกค้า และช่องทางการหารายได้แบบใหม่ เช่น อาจมีทั้งที่พัก ร้านอาหาร หรืออื่น ๆ หรือเน้นสิ่งก่อสร้างรับกรุ๊ปลูกค้า long stay จากเดิมเน้นจัดฝึกอบรมสัมมนา คอนเซ็ปต์ยังเน้นแนวธรรมชาติ เรื่องของสุขภาพ
เพิ่มยอด “ซิลิโกะ-ออร์แกนิก”
ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่ง “วัลลภ” เป็นผู้ดูแลนั้น ในปีนี้จะบุกตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น และจะลอนช์ซิลิโกะรสชาติใหม่ คือ สาหร่ายทะเลม้วนอบกรอบโรยเกล็ดขนมปังในเดือนมีนาคมปีนี้ พร้อมทั้งพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่น ไม่มีโซเดียม และขยายช่องทางการทำตลาดผ่าน facebook instagram และเปิดช่องทางอีคอมเมิร์ซด้วย โดยตั้งเป้ายอดขาย 240 ล้านบาท จากปีก่อน 195 ล้านบาท โดยจะส่งออกให้ได้สัดส่วน 50% หรือ 120 ล้านบาท เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตกว่า ตลาดในประเทศค่อนข้างทรงตัวและมีผลิตภัณฑ์แข่งขันกันจำนวนมาก สำหรับตลาดหลักส่งออกเป็นเอเชีย เช่น จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ลาว หรือในสหภาพยุโรป ทั้งฮอลแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส และขยายช่องทางตลาดจีนมากขึ้น มีการตั้งเอเย่นต์นำไปวางในเถาเป่า เราก็อยากเจาะให้มากขึ้น สร้างความแข็งแกร่ง และสร้างการรับรู้แบรนด์
ส่วนธุรกิจเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ CAPITAL ORGANIC มีโปรดักต์เส้นก๋วยเตี๋ยว แผ่นแป้งจากข้าว 98% เครื่องแกงต่าง ๆ ตั้งเป้ายอดขาย 173 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 145 ล้านบาท เจาะไปที่ร้านอาหารในโรงแรม จากที่เน้นขายในประเทศผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และร้านค้าเพื่อสุขภาพ