โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

วัลลภ-วิญญู พิชญ์พงศา ต่อยอดธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม STC กรุ๊ป

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 15.00 น.

หลายปีมานี้ “วรพงศ์ พิชญ์พงศา” รองประธานกรรมการบริหาร “STC กรุ๊ป” หรือที่รู้จักในนาม “นครหลวงค้าข้าว” บิ๊กส่งออกมือเก๋าในวงการข้าวได้ส่งไม้ต่อการบริหารงานสู่มือลูกชายทั้ง 2 คน คือ วัลลภ พิชญ์พงศา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มข้าว และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตัล เทรดดิ้ง จำกัด และ วิญญู พิชญ์พงศา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจข้าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันกลุ่ม STC ประกอบด้วยธุรกิจ 8 กลุ่ม คือ ข้าว มันสำปะหลัง อาหารแปรรูป ขนส่งสินค้า เทรดดิ้ง บรรจุภัณฑ์ บริการโรงแรมและรีสอร์ต ไม้สับ ซึ่งมีบริษัทในเครือกว่า 20 บริษัท“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้สัมภาษณ์นักธุรกิจคู่พี่น้องถึงทิศทางการส่งออก และนโยบายภาพรวมของ STC

ภาพรวม STC

“วัลลภ” เล่าภาพรวมในเครือ STC ปี 2561 มียอดขาย 24,200 ล้านบาท ลดลง 10% ถ้าเทียบปี 2560 ที่มียอด 26,000-27,000 โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากข้าว 85% มันสำปะหลัง 7% และที่เหลือมาจากธุรกิจอื่น เช่น สาหร่ายอบกรอบ (ซิลิโกะ) 3.75% และแพ็กเกจจิ้ง 3% และด้วยเหตุที่การส่งออกข้าวปีก่อนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 จึงทำให้รายได้ลดลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับปีนี้ถือว่าการส่งออกข้าวยากลำบากกว่าเดิม เพราะข้าวสารสต๊อกรัฐบาลถูกระบายหมดตั้งแต่ปลายปี ทำให้ตลาดข้าวเก่าลดลง อีกส่วนมาจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โรงสีที่หันมาทำส่งออกทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น แย่งตลาดกัน โดยใช้กลยุทธ์ทำราคาให้ถูกลง เพื่อดึงลูกค้าให้เปลี่ยนใจมาซื้อกับตัวเอง และบริษัทเกิดใหม่ต้นทุนการจัดการถูกกว่าบริษัท STC ที่ก่อตั้งมา 30 ปี

แนวโน้ม STC ปีนี้

วัลลภ กล่าวว่า ปัจจัยหลักค่าเงินที่แข็งค่ามา 2.28% ขณะที่เวียดนามแข็งค่าเพียง 0.05% ส่งผลให้ราคาข้าวไทย ตันละ 385 เหรียญ แพงกว่าเวียดนามตันละ 40 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ โดยปกติ STC ส่งออกไปตลาดหลัก คือ แอฟริกา เช่น เซเนกัล ไอวอรีโคสต์ เบนิน และเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

ดังนั้น กลยุทธ์ปีนี้จึงพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ดีที่สุด และเมื่อไม่มีข้าวเก่าสต๊อกรัฐก็ต้องหาตลาดใหม่ที่ยอมรับราคาได้ อีกส่วนหนึ่งเราจะมาบริหารต้นทุนให้ดีขึ้นให้แข่งขันได้ เช่น บางลอตส่งตรงจากโรงสีที่ จ.ชัยนาท ขึ้นตู้ส่งออกส่งไปจีนเลย ลดต้นทุนการขนส่งที่ซ้ำซ้อน ปีนี้กลุ่มข้าวตั้งเป้าไว้ 15% ของยอดส่งออกข้าวของไทย 9.5 ล้านตัน หรือ 1.4 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561 ที่ไทยส่งออก 11 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปีตลาดเอเชียยังไม่ค่อยมีออร์เดอร์ แต่ยังมี G To G 4 แสนตัน รอส่งมอบ ถ้าได้จะช่วยประเทศเราได้

ทิศทางราคา

ขณะที่ “วิญญู” มองทิศทางราคาข้าวในปีนี้ว่าสถานการณ์ราคาข้าวในประเทศถือว่าถูกต่อเนื่องมานาน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ข้าวสารขาวที่รับซื้อจากโรงสี เหลือ กก.ละ 11.20-11.40 บาท ถูกกว่าราคาเฉลี่ยปีที่แล้ว ปัจจัยหลักจากค่าเงินบาทตอนนี้ 31.20 กว่าบาทแล้ว คำนวณเป็นเอฟโอบีแข่งขันลำบาก ตลาดต่างประเทศแข่งขันเยอะขึ้น โดยเฉพาะจีนทำข้าวขาว 25% ไปแข่งในตลาดแอฟริการาคาตันละ 330 เหรียญสหรัฐ ตลาดจีนหายไปหลายล้านตัน ขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิแพงต่อเนื่องมาจากปีก่อน หากประกันความเสี่ยงค่าเงินก็จะมีต้นทุนส่วนต่าง ทำให้ภาพรวมของตลาดข้าวปีนี้ค่อนข้างยาก ค่าบาทเราเสียเปรียบคู่แข่ง ทั้งที่เรตควรจะไปกับคู่แข่งเรา เช่น 2 ปีที่ผ่านมา เวียดนามติดลบ 10% แต่ไทยแข็งขึ้น 10-20% สวนทางกันกลายเป็นว่าเราแพงกว่าเขา

อัพเกรด 3 ธุรกิจในเครือ

“วัลลภ” เล่าถึงแผนลงทุนปีนี้ว่าจะเน้นบริหารทรัพย์สินในเครือ STC เดิมเพื่อสร้างกำไร โดยจะยังไม่มีการลงทุนโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ในกลุ่มธุรกิจข้าว เพราะได้ลงทุนไซโนเมื่อ 1-2 ปี ก่อนเพิ่งเริ่มใช้ ทิศทาง คือ เราจะขยายในธุรกิจที่เราสามารถขยายได้ แต่ไม่ใช่จะไปปรับลดสัดส่วนธุรกิจข้าว เราต้องการบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ขยายกำลังการผลิตโรงแป้งสาลีที่ STC ร่วมกับบริษัท นิสชิน-ฟลาวมิลลิ่ง จำกัด และมิตซูบิชิก่อตั้งมา 20 กว่าปีแล้ว ซึ่งตอนนี้ตลาดแป้งสาลีขยายตัวขึ้นจึงเป็นโอกาสที่มันดีขึ้น เรากับพาร์ตเนอร์เราก็มีการขยายกำลังการผลิต

อีกส่วนคือธุรกิจโลจิสติกส์ กำลังศึกษาว่าจะปรับอะไรได้บ้าง เดิมเรามีเรือ รถบรรทุก และท่าเรือที่แหลมฉบัง 2 ท่า คือ B5 และ C3 ซึ่งเน้นขนส่งสินค้าเกษตรในเครือ อีกส่วนหนึ่งก็ธุรกิจรีสอร์ตเดอะเลกาซี ริเวอร์แคว รีสอร์ท จ.กาญจนบุรี พยายามจะหาพันธมิตร โดยเปิดกว้างทั้งในและต่างประเทศเพื่อมาร่วมลงทุนพัฒนาทรัพย์สิน และพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ และพื้นที่อีกฝั่งที่ติดกับการทำเกษตรอีก 700 ไร่ รูปแบบการลงทุนคงปรับโมเดลธุรกิจใหม่ โดยปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายลูกค้า และช่องทางการหารายได้แบบใหม่ เช่น อาจมีทั้งที่พัก ร้านอาหาร หรืออื่น ๆ หรือเน้นสิ่งก่อสร้างรับกรุ๊ปลูกค้า long stay จากเดิมเน้นจัดฝึกอบรมสัมมนา คอนเซ็ปต์ยังเน้นแนวธรรมชาติ เรื่องของสุขภาพ

เพิ่มยอด “ซิลิโกะ-ออร์แกนิก” 

ส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่ง “วัลลภ” เป็นผู้ดูแลนั้น ในปีนี้จะบุกตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น และจะลอนช์ซิลิโกะรสชาติใหม่ คือ สาหร่ายทะเลม้วนอบกรอบโรยเกล็ดขนมปังในเดือนมีนาคมปีนี้ พร้อมทั้งพัฒนาสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น เช่น ไม่มีโซเดียม และขยายช่องทางการทำตลาดผ่าน facebook instagram และเปิดช่องทางอีคอมเมิร์ซด้วย โดยตั้งเป้ายอดขาย 240 ล้านบาท จากปีก่อน 195 ล้านบาท โดยจะส่งออกให้ได้สัดส่วน 50% หรือ 120 ล้านบาท เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตกว่า ตลาดในประเทศค่อนข้างทรงตัวและมีผลิตภัณฑ์แข่งขันกันจำนวนมาก สำหรับตลาดหลักส่งออกเป็นเอเชีย เช่น จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ลาว หรือในสหภาพยุโรป ทั้งฮอลแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส และขยายช่องทางตลาดจีนมากขึ้น มีการตั้งเอเย่นต์นำไปวางในเถาเป่า เราก็อยากเจาะให้มากขึ้น สร้างความแข็งแกร่ง และสร้างการรับรู้แบรนด์

ส่วนธุรกิจเกษตรอินทรีย์จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ CAPITAL ORGANIC มีโปรดักต์เส้นก๋วยเตี๋ยว แผ่นแป้งจากข้าว 98% เครื่องแกงต่าง ๆ ตั้งเป้ายอดขาย 173 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 145 ล้านบาท เจาะไปที่ร้านอาหารในโรงแรม จากที่เน้นขายในประเทศผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และร้านค้าเพื่อสุขภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...