โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การผ่อนคลายนโยบายการเงินสหรัฐ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 16 ก.พ. 2562 เวลา 14.10 น.

คอลัมน์ นอกรอบ

โดย ถนอมศรี ฟองอรุ่นรุ่ง

การที่ Jerome Powell ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ และคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ ปรับท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงิน

จากเดิมที่ประเมินว่าต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ในปีนี้ ปรับมาเป็นการตอกย้ำว่าจะใจเย็นและยับยั้งชั่งใจ (patient) ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ย และยังแสดงความพร้อมที่จะปรับแผนการลดทอนงบดุลของธนาคารกลาง (quantitative tightening) ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้น 7-10% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐที่ลดลงก็ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง ช่วยให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งนักลงทุนเคยเทขายหุ้นและขนเงินออกในปีที่แล้ว เพราะกลัวการอ่อนตัวของค่าเงินกลับมาให้ความสนใจในตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง

ในกรณีของประเทศไทยนั้น ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นอีกเกือบ 5% ทำให้ผลตอบแทนในเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้นมีความน่าสนใจไม่แพ้ตลาดหุ้นอื่น ๆ ในโลก

การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐคงจะเกิดขึ้นจากการคาดการณ์ว่า การชะลอตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจจีนและยุโรปจะนำไปสู่การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐในเร็ววันนี้ ดังนั้น การตัดสินใจที่จะยับยั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจึงน่าจะเป็นสิ่งที่สมควรทำ เพราะการตึงตัวของตลาดแรงงานในขณะนี้จะอ่อนแรงลงและไม่กดดันให้เงินเฟ้อในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นดังที่ Powell ย้ำว่า ตราบใดที่เงินเฟ้อยังต่ำ เขาก็สามารถจะชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปได้อย่างต่อเนื่อง

หากมองในแง่ดี ผลพวงของการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ คือการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ไม่เพียงแต่ของสหรัฐ แต่เป็นการผ่อนคลายสภาวะทางการเงินของโลกโดยรวม และเศรษฐกิจสหรัฐก็จะขยายตัวเพื่อรองรับการอ่อนตัวของเศรษฐกิจยุโรปและจีนในปี 2019 นี้ ทำให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่สภาวะถดถอย

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจมองได้ว่าการอ่อนตัวของค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้น คือการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐจากการช่วยให้สหรัฐส่งออกได้มากขึ้นและนำเข้าน้อยลง (สหรัฐขาดดุลการค้าลดลง) ซึ่งหมายความว่าประเทศคู่ค้าของสหรัฐก็จะเกินดุลการค้าลดลง กล่าวคือ การแข็งค่าของเงินสกุลอื่น ๆ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวชะลอตัวลง

มองในอีกด้านหนึ่ง การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐก็คือการที่สหรัฐ “ส่งออก” การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐไปทำให้เป็นภาระของประเทศอื่น ๆ นั่นเอง แม้ว่าในช่วงแรก ๆ ประเทศตลาดเกิดใหม่ต่าง ๆ อาจจะพอใจที่เงินของตนเองแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เรื่องนี้เห็นได้จากความเป็นห่วงในประเทศไทยว่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปจะทำให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยในปีนี้จะต่ำกว่าปีที่แล้วครึ่งต่อครึ่ง (จาก 8% เหลือ 4%) ซึ่งย่อมจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ลดลงในปีนี้ตามไปด้วย นอกจากนั้น การที่สหรัฐมีนโยบายกีดกันการค้ามากขึ้น ก็ยิ่งจะทำให้การขายสินค้าให้สหรัฐทำได้ยากขึ้นด้วยกล่าวคือ อย่าประเมินว่าการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (ซึ่งเป็นประโยชน์กับสหรัฐ) นั้นจะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโลกโดยรวมเสมอไป

แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ การชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ อาจจะกลายเป็นโทษกับเศรษฐกิจสหรัฐเองก็ได้ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหาการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินเฟ้อใน 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจเกิดขึ้น

จากการตึงตัวอย่างมากของตลาดแรงงานของสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพราะต้นทุนในการผลิตที่สำคัญคือค่าจ้างแรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก นอกจากนั้น ในกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ปรับขึ้นภาษีศุลกากรเพื่อกีดกันการนำเข้าจากจีน (และจากยุโรป-ญี่ปุ่นในส่วนของรถยนต์) ก็จะกระตุ้นให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง แม้แต่การสร้างกำแพงที่ชายแดนเม็กซิโกและนโยบายกีดกันคนเข้าเมือง ก็อาจมีส่วนในการทำให้การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงและทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น

ในกรณีดังกล่าว การชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้จะส่งผลเสียในอนาคตที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยไล่ตามเงินเฟ้อ ซึ่งการต้องรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างฉับพลันจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจต้องชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และในอดีตเมื่อตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะถดถอยจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...