โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โอกาสจะมาในจังหวะของมัน - บองเต่า

THINK TODAY

เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 03.51 น. • บองเต่า

 เมื่อวานจังหวะชีวิตทำให้ผมได้กินข้าวกับรุ่นพี่ที่ทำงานสองคน คือพี่คิงและพี่โอ๋ ซึ่งนับว่าเป็นการรียูเนี่ยนครั้งแรกในรอบเกือบสิบปีที่เราได้เจอกันแบบครบทั้งสามคนพร้อมกัน เรารู้จักกันครั้งแรกในที่ทำงานก็จริง แต่ความพิเศษคือ ที่ทำงานตอนนั้นของเราไม่ใช่ที่ประเทศไทย แต่เป็นที่พนมเปญ

 ตัดภาพย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ผมยังเป็นเด็กน้อยในองค์กรใหญ่อายุงานแค่สองปี แต่ด้วยจังหวะชีวิตทำให้ถูกส่งไปทำงานประจำที่ออฟฟิศสาขาพนมเปญ ซึ่งจริงๆตอนนั้นต้องเรียกว่าเหมือนถูกบังคับไปด้วยซ้ำ เพราะเจ้านายมีให้แค่ทางเลือกเดียวคือ ต้องไป พร้อมเมื่อไรก็ไปได้เลย ซึ่งสำหรับเด็กจบใหม่ที่ประสบการณ์ยังน้อย การได้ไปทำงานต่างประเทศในยุคนั้น เมื่อหักลบกลบหนี้ภาระและต้นทุนของชีวิตในช่วงนั้นแล้ว คิดยังไงก็คุ้ม นี่มันโอกาสทองชัดๆ

 แต่พอไปทำงานที่พนมเปญจริงๆแล้ว ต้นทุนอย่างนึงที่ผมประเมินไว้ต่ำเกินไปคือการที่ต้องยอมสละชีวิตและสังคมที่เมืองไทยไปทั้งหมด และผมเป็นคนไทยที่เด็กที่สุดในออฟฟิศพนมเปญ คนไทยที่อายุใกล้ผมที่สุดก็คือพี่คิง ที่อายุมากกว่าผมสิบปีนั่นแหละ ทำให้ทุกครั้งที่ต้องการหาเพื่อนเที่ยวเล่น กินข้าว ออกไปไหนมาไหน ผมก็จะวิ่งไปหาพี่คิงเป็นคนแรก และพี่คิงก็แนะนำให้ผมได้รู้จักพี่โอ๋ พี่คนไทยที่ทำงานอยู่พนมเปญอีกคน ซึ่งทุกครั้งที่ย้อนความทรงจำในอดีตที่พนมเปญ ซึ่งก็มีทั้งความสนุกสนาน ความเหนื่อยยากในงานอีกสารพัดปะปนกัน ทุกเรื่องที่มีความสนุกสนานบ้าบอคอแตก ล้วนแล้วแต่มีพี่คิงและพี่โอ๋เป็นตัวละครร่วมซีนอยู่ด้วยทั้งนั้น ต้องเรียกว่าพี่สองคนนี้คือพี่เลี้ยงของผมในช่วงนั้นเลยก็ว่าได้

 แต่แล้วจังหวะชีวิตก็พัดพาเราทั้งสามคนแยกย้ายไปคนละทาง ตัดภาพมาอีกที เราทั้งสามก็กลับมาอยู่เมืองไทยกันหมดแล้ว พี่คิงลงไปทำธุรกิจที่สงขลา ผมลาออกจากบริษัทเก่ามารับงานใหม่ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เคยทำมาเลย ส่วนพี่โอ๋กลายเป็นเจ้าแม่สายพีอาร์ที่เดินทางไปทั่วโลก จนกระทั่งอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้เราสามคนกลับมานั่งกินส้มตำกันในเที่ยงวันเสาร์

 ทุกครั้งที่เราไม่ได้เจอใครนานๆ เวลาจะทำหน้าที่คัดกรองเรื่องสนุกๆออกมาให้เป็นหัวข้อสนทนาแรกๆ เรานั่งคุยกันตั้งแต่ร้านอาหารเจ้าประจำในพนมเปญที่เราชอบไปสุมหัวกันหลังเลิกงาน ความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุที่เจริญขึ้นทุกวันของพนมเปญ ทริปต่างจังหวัดที่เราเคยไปเที่ยวกันวันเสาร์อาทิตย์ ความทรงจำที่เคยตกตะกอนนอนก้นอยู่ก็ฟุ้งกลับขึ้นมากลายเป็นภาพชัดเจนและเสียงหัวเราะแกล้มความแซ่บของส้มตำบนโต๊ะอาหาร

 พี่โอ๋บอกผมว่า ไม่ได้เจอผมเกือบสิบปี ผมแทบไม่เหลือเค้าเดิมจากที่เจอกันตอนนั้นเลย พี่โอ๋บอกว่าตอนนั้นผมเด็กมาก ตัดภาพมาตอนนั้นคือกลายเป็นผู้ใหญ่ วิธีคิด วิธีพูดเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผมเองก็บอกว่ามาคิดอีกทีนึง รู้สึกว่าตอนนั้นก็เด็กมากจริงๆ จนบางทีรู้สึกว่าเราเด็กเกินไปที่จะไปอยู่ที่นั่น มีหลายครั้งที่รู้สึกว่าทำไมต้องเป็นเราที่ต้องมาเหนื่อยมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ยอมเสียสละหลายอย่างในชีวิตเพื่อไปอยู่ตรงนั้น แต่พอเราทั้งสามคนผ่านจุดนี้มาเกือบสิบปี เราเห็นตรงกันว่าชีวิตในพนมเปญตอนนั้น กลายเป็นช่วงชีวิตที่เป็นรากฐานหล่อหลอมพวกเราให้มาถึงวันนี้ได้ ถึงในใจเราจะอยากให้โตขึ้นอีกสักสองสามปี ให้มีความแกร่งกล้าสามารถ มีประสบการณ์ติดตัวมากขึ้น รอให้บ้านเมืองที่นั่นมีความเจริญทางวัตถุมากขึ้น เราจะได้ใช้ชีวิตต่างแดนสนุกและสะดวกขึ้นมากกว่าตอนที่เราไป แต่สุดท้ายแล้วเราก็เลือกไม่ได้หรอก

 เพราะโอกาสจะมาตามจังหวะของมันเอง และเราก็ได้คว้าโอกาสนั้นไว้ทั้งสามคน ดังนั้นก็ไม่มีอะไรต้องเสียดายอีกแล้ว

 หลังจากอัพเดทชีวิตกันอยู่หลายชั่วโมง ก่อนจะแยกย้ายกันเราคุยกันว่าเราน่าจะกลับไปเที่ยวพนมเปญกันบ้าง อะไรๆก็คงเปลี่ยนไปเยอะจนเราจำไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าร้านอาหารริมทางที่เราชอบไปกินจะยังอยู่เหมือนเดิมไหม ตลาดที่เคยไปเดินจะเปลี่ยนไปเยอะไหม

 ส่วนจะกลับไปกันเมื่อไร เรายังไม่ได้ระบุวันชัดเจนกันตอนนี้ เพราะแต่ละคนก็มีหน้าที่ภาระต้องสะสาง แต่เราเชื่อว่าเดี๋ยวโอกาสนั้นมันก็จะมาตามจังหวะของมันเอง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...