โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้อสันนิษฐาน "รัฐทวารวดี" ล่มสลาย เพราะกัมพูชานำ "กลียุค" มาสู่ชาวรามัญ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ส.ค. 2568 เวลา 09.18 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2568 เวลา 01.02 น.
ปูนปั้นรูปนักดนตรีสตรี ศิลปะทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 หรือประมาณ 1200-1300 ปีมาแล้ว สูง 63 เซนติเมตร พบที่เมืองโบราณคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี (ภาพจาก กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร)

ข้อสันนิษฐานรัฐทวารวดีล่มสลาย เพราะกัมพูชานำกลียุคมาสู่ชาวรามัญ

การสลายตัวของรัฐทวารวดี เป็นเรื่องที่สร้างความฉงนสงสัยและถือเป็นคำถามใหญ่สำหรับนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเสมอมา ต่อประเด็นนี้นั้น มีข้อสันนิษฐานอยู่ 2 แนวคิดหลักๆ คือ แนวคิดแรก รัฐทวารวดี ต้องล่มสลายไปเพราะการรุกรานของอาณาจักรพุกาม ซึ่งถือเป็นแนวคิดเก่า(ดำรงราชานุภาพ, 2510) และไม่ได้รับการยอมรับแล้วในปัจจุบัน ส่วนแนวคิดที่ 2 เชื่อว่าเป็นผลมาจากการรุกรานของกัมพูชา(เขมร) ซึ่งแนวคิดหลังนี้ได้รับความเชื่อถือมากในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี หลังจากการสลายตัวของรัฐทวารวดีแล้ว ไม่มีใครทราบว่าประชากรในรัฐทวารวดีที่พูดภาษามอญโบราณนั้นหนีไปไหน มีนักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า บางส่วนอาจหนีไปในเขตเมืองมอญของพม่าเช่นที่หงสาวดี ในขณะที่บางส่วนอาจอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขาในเขตรอยต่อระหว่างภาคกลางกับอีสาน

ธิดา สาระยา นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ทวารวดี ได้ตั้งสมมติฐานว่า เป็นไปได้ว่า ชาวทวารวดีอาจเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการเข้ามาของวัฒนธรรมต่างแบบ คนต่างถิ่น ซึ่งในบรรดากลุ่มคนพวกนี้ บ้างก็สามารถประสมกลมกลืน บ้างก็ต้อง“ล่าถอย” อยู่เฉพาะกลุ่มของตนเอง จนกลายเป็นคนส่วนน้อยที่หลงเหลืออยู่ดังพวกชาวเนียะกุร ซึ่งได้ถอยร่นไปอยู่บริเวณป่าเขาในแถบจังหวัดเพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งถือเป็น“ทำเลที่เป็นแผ่นดินไม่มีเจ้าของ” (no man’s land) (ธิดา สาระยา, 2532: 177-179) ซึ่งในเบื้องต้นนี้ ขอสันนิษฐานว่าสาเหตุของการ“ล่าถอย” ของชาวเนียะกุรเกิดจากการเข้ามาของอาณาจักรกัมพูชา

ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่เดิมชาวญัฮกุรจะเป็นประชากรในรัฐทวารวดี หรืออย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่พูดมอญโบราณสมัยทวารวดี แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีการสำรวจแหล่งโบราณคดีในพื้นที่ที่ชาวญัฮกุรอยู่อาศัยอย่างจริงจัง และเก็บข้อมูลประเภทนิทานตำนานท้องถิ่นเพื่อหาความเชื่อมโยงดังกล่าว ที่สำคัญจากข้อสันนิษฐานของธิดาข้างต้นนั้น ทำให้เกิดคำถามว่า ชาวเนียะกุรหรือชาวญัฮกุรนั้นเป็นกลุ่มคนที่ล่าถอยไปอยู่ตามป่าเขาเข้าไปในแผ่นดินที่ไม่มีเจ้าของจริงหรือไม่ ดังนั้น บทความนี้จึงมีเป้าหมายหลักเพื่อพิสูจน์ข้อสมมติฐานข้างต้นของ ธิดา สาระยา และเชื่อมโยงสู่ความเข้าใจถึงการเสื่อมถอยอำนาจของรัฐทวารวดี

รัฐทวารวดีล่มสลายลงเพราะพุกามหรือกัมพูชา?

ในที่นี้ผู้เขียนใคร่ขอนำเสนอถึงสาเหตุของการสลายตัวของรัฐทวารวดีเสียก่อน เท่าที่มีหลักฐาน ณ ขณะนี้ มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่ารัฐทวารวดีคงสลายตัวจากปัญหาสงครามกับอาณาจักรกัมพูชา มากกว่าอาณาจักรพุกาม อย่างไรก็ดีอาจมีสาเหตุอื่นอีกที่เป็นปัจจัยต่อความอ่อนแอของรัฐทวารวดี เช่น รูปแบบรัฐของทวารวดีที่เป็นแบบสหพันธรัฐ หรือนครรัฐ จึงรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ในขณะที่กัมพูชาเป็นรัฐแบบรวมศูนย์ นอกจากนี้ยังอาจมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

เหตุผลที่ทำให้นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีหลายคนค่อนข้างมั่นใจว่า การรุกรานของอาณาจักรกัมพูชาเป็นสาเหตุสำคัญต่อการล่มสลายของรัฐทวารวดีนั้น เป็นผลมาจากการค้นพบศิลาจารึกหลักหนึ่งมีชื่อว่า“จารึกโอเสม็ช” (O Smach)(K. 1198 หรือKa. 3225) พบที่เสียมเรียบ เมื่อราว ค.ศ. 1994 โดยใช้อักษรเขมรโบราณ ภาษาเขมรและสันสกฤต

ด้านภาษาเขมรได้รับการแปลแล้ว แต่ด้านภาษาสันสกฤตมีการแปลเฉพาะบางส่วนเท่านั้น โดยส่วนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเมืองลวปุระหรือลพบุรี จะอยู่ในส่วนที่เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งมีนักวิชาการหลายคนได้ศึกษาไว้แล้ว(เช่นPou, 2001 : 240-260; Giffiths, 2006; Lowman, 2011; Wongsathit, Katshima and Khotkanok, 2017; U-tain Wongsathit et al. 2017; ศานติ ภักดีคำ, 2556; กังวล คัชชิมา, 2557)

จารึกหลักนี้ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1557 ในรัชสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1(หรือสุริยวรมันที่ 1 ครองราชย์ พ.ศ. 1545-93) โดยผู้อุปถัมภ์การทำจารึกนี้มีชื่อว่า“พระกัมสเตงอัญศรีลักษมีปติวรมัน” ซึ่งเป็นทั้งเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและแม่ทัพคนสนิทของพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ด้วย อีกทั้งพระองค์ยังสั่งให้สถาปนาศิวลึงค์ทองคำขึ้นยังพื้นโลก ถอดถอนพระพุทธรูปออกพร้อมทั้งกัลปนาสิ่งของและข้าทาส

แต่ที่สำคัญ พระกัมสเตงอัญศรีลักษมีปติวรมันยังได้รับพระราชบัญชาให้ยกกองทัพมายึดครองเมืองลวปุระ(ลพบุรี) ใน พ.ศ. 1554 จากนั้นได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองชาว“รามัญ” (Ramanya) แห่งตะวันตก ความว่า“ในตอนแรกกองทัพได้รับมอบหมายจากกษัตริย์ให้ไปเป็นผู้ปกครองชาวรามัญ(ramanya) กลุ่มชนผู้ซึ่งพบได้ในทิศตะวันตก (บรรทัดที่ 23)

ชาวรามัญที่ว่านี้คงจะเป็นชาวมอญ ซึ่งคำว่า“มอญ” นี้แผลงมาจากคำว่า“มัญ” นั่นเอง อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องระวังในเรื่องชื่อเรียกทางชาติพันธุ์นี้คือ ทั้งรามัญและมอญในอดีตอาจไม่ได้เป็นดังเช่นมอญปัจจุบันที่เรารู้จักกัน เพราะในรัฐๆ หนึ่งย่อมมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างเชื้อสายและวัฒนธรรมอยู่ร่วมกัน เช่น เขมร ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถเรียกรัฐทวารวดีว่ารัฐมอญตามแนวคิดเชื้อชาตินิยมได้นั่นเอง

หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อกองทัพของกัมพูชาแล้ว ในบรรทัดที่ 24 ของจารึกได้บันทึกว่า“ทหารฝ่ายยุทธการณ์, ซึ่งได้ปราบพวกชาวรามัญด้วยการใช้กำลังทหารและความชาญฉลาดด้านยุทธวิธี ซึ่งเป็นไปตามความปรารถนาของเจ้านายของพวกเขา[คือกษัตริย์], ซึ่ง[รามัญ] ถูกเก็บภาษีเป็นจำนวนมาก (อ้างตามLowman, 2011 : 57-58)

จากข้อความในจารึกที่ระบุว่าชาวรามัญเป็นกลุ่มคนที่อยู่ทางทิศตะวันตกที่หมายถึงคนในเมืองละโว้แล้ว อาจหมายรวมไปถึงเมืองต่างๆ ในกลุ่มเครือข่ายของรัฐทวารวดีที่คงใช้ภาษามอญเป็นภาษาหลักในการสื่อสารกัน ดังนั้น คนในรัฐทวารวดีก็อาจจะเรียกได้ว่า“ชาวรามัญ” ซึ่งยังเป็นชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนมอญทั้งในเขตพม่าและไทยยังคงใช้เรียกตนเองอยู่ควบคู่ไปกับคำว่า“มอญ”

นอกจากนี้ ในจารึกหลักเดียวกัน บรรทัดที่ 37 ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า“ด้วยความชั่วร้ายแห่งกลียุค, ลวปุระ(Lavabur) ได้กลายเป็นป่า, ความงดงามของเมืองได้มลายไป, ความรุ่งเรืองทั้งหมดของเมืองได้ถูกทำลาย, อุดมไปด้วยสัตว์ป่า เช่น เสือ, ดูเลวร้ายราวกับพื้นที่เผาศพในป่าช้า”(อ้างตามLowman, 2011 : 58)

ในโศลกถัดมาได้กล่าวว่า“กษัตริย์ทรงบัญชาให้ศรีลักษมีปติวรมันไปฟื้นฟูเมืองทางทิศตะวันตก ซึ่งถูกทิ้งร้างและรกชัฏ–สูญหายอย่างสมบูรณ์เป็นเวลายาวนานระหว่างกลียุค, พื้นที่อยู่อาศัยถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้–อย่างที่เมืองนี้เคยเป็นมาก่อน, จงทำให้เมืองนี้กลับมาสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองดังเก่า (อ้างตามLowman, 2011 : 58)

สรุปสั้นๆ จากข้อความข้างต้นคือ เมืองละโว้เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมาก่อน แต่ผลจาก“กลียุค” จึงทำให้กลายเป็นป่ารกชัฏเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ อย่างไรก็ดี“กลียุค” ที่ว่านี้คืออะไร แต่คงไม่ได้หมายถึงสงครามที่ก่อโดยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 เพราะผู้จารึกคงไม่มองว่าสงครามครั้งนี้เป็นกลียุคเป็นแน่ ดังนั้น ถ้าพิจารณาจากจารึกบรรทัดที่ 24 จะพบว่าหลังการเข้ายึดเมืองละโว้แล้ว ประชาชนต้องเสียภาษีอย่างหนัก ซึ่งตรงนี้เองน่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็น“กลียุค” และคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนอพยพหนีไปจากเมือง

อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าพิจารณาด้วยคือการก่อกบฏ ดร. กังวล คัชชิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านจารึก ได้สรุปบางส่วนของจารึกหลักนี้ไว้ด้วยว่า คนในตระกูลโวร่วมกับตระกูลตำปางได้พยายามตั้งตนเป็นศัตรูกับพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 พระองค์จึงได้สั่งให้ริบเอาที่ดินและสุขาวาสซึ่งเป็นของตาญตริ ผู้อยู่ในตระกูลโว แล้วพระราชทานให้แก่พระกัมสเตงอัญศรีลักษมีปติวรมันแทน พร้อมทั้งสั่งให้ตั้งศิวลึงค์ที่ปราสาทแทนที่พระพุทธรูปอีกด้วย(กังวล คัชชิมา, 2557: 4) ดังนั้นกลียุคที่เกิดขึ้นนี้จึงอาจหมายถึงการก่อกบฏได้เช่นกัน

นับจาก พ.ศ. 1554 อำนาจของอาณาจักรกัมพูชาได้สถาปนาอย่างมั่นคงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องกบฏและการหนีหายไปของประชากรเนื่องจากต้องจ่ายภาษีอย่างหนัก ประมาณ 10 ปีให้หลัง คือ นับจาก พ.ศ. 1568 ดูเหมือนนโยบายทางศาสนาของกัมพูชาที่มีต่อเมืองละโว้นั้นจะยอมให้มีการนับถือศาสนาทั้งพุทธและพราหมณ์ได้

จารึกศาลสูง ภาษาเขมร(หลักที่ 1) (K. 410) จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1568 ได้ระบุว่า ใน พ.ศ.1565“พระบาทกัมรเตงกำตวนอัญศรีสุริยวรรมเทวะ” หรือพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ได้มีพระบัณฑูรตรัสให้พระนิยมให้ไปแจ้งแก่“ดาบส” และ“พระภิกษุมหายาน” หรือผู้ที่“บวชเป็นสถวิระ” คือภิกษุในนิกายสถวิรวาทของฝ่ายหินยาน ว่าให้ถวาย“ตบะ” แก่พระเจ้าสูรยวรมัน ถ้าใครก็ตามไปรบกวนนักบวชเหล่านี้จะจับขึ้นศาลและมีโทษอย่างหนัก(ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2556ข)

เป็นไปได้ว่า หลังจาก พ.ศ. 1554 ผลจากความพยายามในการสถาปนาลัทธิไศวนิกายโดยถอดถอนพระพุทธศาสนาออกไปนั้น ทำให้เกิดกลียุค เพราะศาสนาย่อมสัมพันธ์กับทั้งความเชื่อและอำนาจของกลุ่มตระกูลดั้งเดิมของละโว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการประสานรอยร้าวดังกล่าว การยอมให้ศาสนาทุกศาสนาและทุกนิกายยังคงสามารถปฏิบัติต่อไปได้ย่อมทำให้เมืองละโว้“กลับมาสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองดังเก่า

จริงๆ แล้วประเด็นนี้น่าศึกษาต่อคือการรุกเข้ามาของอาณาจักรกัมพูชาในเขตรัฐทวารวดีนับตั้งแต่สมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 นั้น ได้ส่งผลทำให้ในสมัยนี้เกิดการสร้างพระพุทธรูปและนับถือศาสนาพุทธในอาณาจักรกัมพูชาเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร

ความจริงแล้ว ความพยายามในการจัดการกับชาวรามัญสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 นี้ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของอาณาจักรกัมพูชา หากมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว เท่าที่พบหลักฐาน เป็นไปได้ว่าคงเริ่มต้นมาตั้งแต่ในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน(ครองราชย์ พ.ศ. 1487-1511) ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ เอียน นาแธเนียล โลวแมน(Ian Nathaniel Lowman) ที่เสนอต่อมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้อ้างว่าในจารึกปราสาทเบงเวียน ประเทศกัมพูชา(K. 872) ที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 1489 ว่า

ธนูของพระองค์ได้ยิงไปทั้งทางซ้ายและขวาดั่งเช่นพระรามองค์ก่อน, พระองค์ได้พิชิตในสงครามกับชาวรามัญ ชาวจามปา เป็นต้น, เปี่ยมด้วยพละกำลังดั่งปีศาจ (อ้างตามLowman, 2011 : 57)

ถ้ายึดเอาอาณาจักรกัมพูชาเป็นศูนย์กลาง“ทางซ้ายและขวา” ที่ปรากฏในจารึกนี้ ถ้าเรียงตามลำดับ ย่อมหมายถึงทิศตะวันตกและตะวันออก ซึ่งหมายถึงดินแดนของพวกชาวรามัญและชาวจามปา โดยศูนย์กลางของชาวรามัญนี้คงอยู่ที่เมืองละโว้นี่เอง

หลักฐานที่บ่งชี้อำนาจของพระเจ้าราเชนทรวรมันได้นี้มีอยู่ 2 แห่ง คือ ปราสาทก่อด้วยอิฐ ปรางค์แขกที่เมืองลพบุรีจะสร้างขึ้นในสมัยนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการที่นักวิชาการหลายคนได้กำหนดอายุโบราณสถานแห่งนี้ให้มีอายุอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 และปราสาทเมืองแขกที่อำเภอสูงเนิน นครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองเสมาอันเป็นเมืองในวัฒนธรรมทวารวดี

อย่างไรก็ดี ปรางค์แขกนั้นเป็นปราสาทที่มีลักษณะความเป็นพื้นถิ่น คือมีสถาปัตยกรรมทวารวดีเข้าไปผสม และนักวิชาการบางท่านเชื่อว่าอาจสร้างในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ตกราวรัชกาลพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 ดังนั้น อายุสมัยของปรางค์แขกจึงยังไม่ยุติ(เช่น สฤษดิ์พงษ์ ขุนทรง, 2548: 20-27)

โลวแมนให้ความเห็นว่า นับตั้งแต่สมัยเมืองพระนคร อาณาจักรกัมพูชามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาวรามัญหรือมอญเป็นอย่างมาก ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 จารึกที่พบที่ตาพระยาหลักหนึ่งได้กล่าวถึง“ถนนรามัญ” (phlu rmman) ซึ่งเริ่มต้นจากเมืองพระนครไปสู่อาณาเขตของรามัญซึ่งนั่นหมายความว่าอาณาจักรกัมพูชานั้นรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่าเป็นอาณาเขตของพวกรามัญว่าอยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักรตนเอง และเชื่อได้ด้วยว่ากัมพูชารู้สึกว่าพวกรามัญอาจจะกลายเป็นภัยทางการเมืองได้ไม่ต่างจากพวกจามปา

ถ้าสรุปสั้นๆ ณ ตรงนี้ก็คือ อาณาจักรกัมพูชาคือสาเหตุหลักที่ทำให้“รัฐทวารวดี” ที่มีชาวรามัญหรือมอญเป็นประชากรหลักต้องล่มสลายลง แต่ชะตากรรมของชาวรามัญจะเป็นเช่นไรนั้น ยังคงเป็นปริศนา เป็นไปได้ว่าบางส่วนอาจจะอยู่ในเมืองต่อไปและค่อยๆ หันมาใช้ภาษาเขมรแทน ในขณะที่บางส่วนอาจอพยพลี้ภัยไปตามที่ต่างๆ ซึ่งอาจเป็นไปตามข้อสันนิษฐานของ ดร. ธิดาสาระยาที่เชื่อว่าคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งอพยพไปตามพื้นที่ป่าเขาแถบเพชรบูรณ์ชัยภูมิและนครราชสีมา

ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจตามมาคือ แล้วในพื้นที่ที่เชื่อว่าชาวรามัญอพยพไปนี้มีหลักฐานใดบ้างที่บ่งบอกร่องรอยบ้าง และชาวญัฮกุรที่สืบทอดภาษามอญโบราณนี้อาศัยในเขตป่าเขานี้ตั้งแต่เมื่อใด

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “สงครามแย่งปราสาทในตำนานชาวญัฮกุร(เนียะกุร) และข้อสันนิษฐานการสลายตัวของรัฐทวารวดี” เขียนโดย ผศ. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2561

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ข้อสันนิษฐาน “รัฐทวารวดี” ล่มสลาย เพราะกัมพูชานำ “กลียุค” มาสู่ชาวรามัญ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...