โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อานดี้ ฮอลล์: “เป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาก” บันทึกการต่อสู้ของนักกิจกรรมชาวอังกฤษด้านสิทธิด้านแรงงานในไทย

Khaosod

อัพเดต 22 พ.ค. 2564 เวลา 09.30 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2564 เวลา 09.30 น.

"ผมจะอยู่เคียงข้างกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตลอดไป เพราะผมใช้ชีวิตกับพวกเขา พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องของผม…แต่ผมกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง…ผมคงไม่กลับมาอยู่เมืองไทยอีกแล้ว" อานดี้ ฮอลล์ นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติกล่าวกับบีบีซีไทยไม่กี่ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดของเขาที่อังกฤษเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากต่อสู้คดีความที่เขาตกเป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทมานาน 8 ปี ในที่สุดเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาฮอลล์ก็ได้รับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีสุดท้ายที่เขาถูกบริษัทเอกชนไทยฟ้องร้อง โดยศาลพิพากษายกฟ้อง แม้จะดีใจที่ชนะคดี แต่ความเครียดและความกังวลที่ทับถมในใจระหว่างการต่อสู้คดีอันยาวนาน รวมทั้งความไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัยในการทำงานทำให้ฮอลล์ตัดสินใจบอกลาเมืองไทย

"เมื่อคุณถูกดำเนินคดีอาญา มันเหมือนคุณถูกตัดสินไปแล้วว่าเป็นอาชญากรจากการทำงานด้านนี้ บางครั้งผมถึงกับสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่ผมทำ ผมเริ่มรู้สึกแย่ มันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาก" ฮอลล์ระบายความรู้สึก

ฮอลล์วัย 41 ปี ถูกบริษัท เนเชอรัล ฟรุต ฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท จากการที่เขามีส่วนร่วมในการเขียนรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำเร็จรูปใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องนี้

แม้ทุกคดีที่บริษัท เนเชอรัล ฟรุตฟ้องร้องจะสิ้นสุดลงแล้วโดยที่ฮอลล์เป็นฝ่ายชนะ แต่การต่อสู้อันยาวนานทำให้ฮอลล์รู้สึกว่าการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยนำความเครียด ความเจ็บปวด และทำให้เขาต้องเสียเงินมากมายเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว

ฮอลล์เริ่มคิดว่าประเทศไทยอาจจะไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับคนทำงานด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ เขาจึงตัดสินใจบอกลาเมืองไทยเพื่อ "เยียวยาจิตใจ" โดยหวังว่าสักวันเขาจะเข้มแข็งพอที่จะกลับมาทำงานด้านแรงงานข้ามชาติที่เขารักได้อีกครั้ง

อานดี้ ฮอลล์

"โรงงานของ ส.ส."

ด้วยความสนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ในปี 2549 ฮอลล์จึงตัดสินใจที่จะย้ายจากบ้านเกิดในอังกฤษมาทำงานในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีแรงงานข้ามชาติอยู่เป็นจำนวนมาก เขาเริ่มต้นด้วยการทำงานวิจัยและพบว่าไทยยังมีช่องโหว่ในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ฮอลล์จึงเริ่มงานรณรงค์และเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและปกป้องสิทธิของแรงงานข้ามชาติ

หลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระดับนักการทูตคนหนึ่งว่าการเคลื่อนไหวด้านนี้จะได้รับความสนใจในวงกว้างหากเรื่องนั้นส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธุรกิจ ฮอลล์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้านแรงงานข้ามชาติของมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ด้วย จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานในระดับนานาชาติ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวในประเด็น "ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน"

ผลงานวิจัยแรก ๆ ของเขาคือการทำวิจัยให้องค์กรฟินน์วอทช์ ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของฟินแลนด์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำเร็จรูปในไทยในปี 2555 ซึ่งเขาพบว่ามีการบังคับใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม

แต่ฮอลล์ก็ได้พบความจริงว่างานนี้ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อโรงงานที่เขาลงพื้นที่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อย่างเช่นโรงงานอาหารแห่งหนึ่งที่รู้จักกันดีในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและชาวบ้านว่าเป็น "โรงงานของ ส.ส."

"คนงานในโรงงานนั้นกลัวมากและสถานการณ์ก็แย่มาก มีเด็ก ๆ ทำงานอยู่ที่นั่น ผมเขียนรายงานเรื่องนี้ใหฟินน์วอทช์ ซึ่งต่อมาได้เผยแพร่รายงานชิ้นนี้โดยใส่ชื่อผมในฐานะผู้สนับสนุนการทำรายงาน จากนั้นผมก็ถูกดำเนินคดีในปี 2556" ฮอลล์ย้อนเหตุการณ์

อานดี้ ฮอลล์

อนาคตพังทลาย

เดือน ก.พ. 2556 ฮอลล์ถูกบริษัท เนเชอรัล ฟรุต ฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณารวมทั้งหมด 4 คดี แบ่งเป็นคดีแพ่ง 2 คดีเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านบาท และคดีอาญาอีก 2 คดี จากการที่เขามีส่วนร่วมในการเขียนรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงงานของบริษัทและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อสำนักข่าวอัลจาซีรา ซึ่งบริษัทอ้างว่าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและกระทบกับผลประกอบการของบริษัท

หลังถูกฟ้องร้อง ฮอลล์บอกว่าเขาถูกบีบให้ออกจากการเป็นนักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล และต้องเสียโอกาสในการทำงานกับสหภาพยุโรปในเมียนมาเพราะศาลสั่งยึดหนังสือเดินทางของเขาและสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

"ทุกครั้งที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศ ผมต้องขออนุญาตจากศาล ซึ่งผมจะได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดผมต้องกลับมาและคืนพาสปอร์ตของของผมให้ศาล"

"ผมมีทางเลือกสองทางคือออกจากประเทศไทยตลอดกาลและลืมทุกสิ่งในประเทศไทยหรืออยู่ที่นี่เพื่อสู้คดี ซึ่งผมเลือกที่จะต่อสู้คดี ศาลเก็บหนังสือเดินทางของผมไว้เกือบ 4 ปี"

ฮอลล์บอกว่าการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก เขาสูญเสียอาชีพและยังสูญเสียอิสระในการเดินทาง

สำรวจตัวเอง

ตลอดระยะ 8 ปี ฮอลล์เดินทางขึ้นศาลนับครั้งไม่ถ้วน ใน 4 คดีที่เขาเป็นจำเลยแทบทุกคดีต้องสู้กันถึงชั้นศาลฎีกา ฮอลล์ชนะคดีแรกในเดือน พ.ย. 2559 ที่ศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้องคดีอาญา จากนั้นเขาก็ชนะอีก 3 คดีที่เหลือ โดยคดีสุดท้ายเป็นคดีแพ่งที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2563 แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษามาเรื่อยจนกระทั่งทนายความของฮอลล์เพิ่งจะได้รับคำพิพากษายกฟ้องในคดีสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 พ.ค.

อานดี้ ฮอลล์

หลังจากชนะคดีอาญาคดีแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ฮอลล์ได้รับพาสปอร์ตคืนและได้อิสรภาพในการเดินทางกลับคืนมา เวลานั้นสภาพจิตใจของเขาบอบช้ำมากแล้ว ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาทำคือการเดินทางไปฝึกสมาธิที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส

"ตอนนั้นผมรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจ มันเจ็บปวดมากเพราะมันยาวนานมาก ผมอยู่ที่ฝรั่งเศส 7 เดือนเพื่อฝึกสมาธิเพราะผมต้องการสงบสติอารมณ์ ตอนนั้นผมเครียดมาก หลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้วพร้อมใช้ชีวิตต่อไป" ฮอลล์กล่าว

หลังจากฝึกสมาธิที่ฝรั่งเศส ฮอลล์เดินทางต่อไปยังอินเดียเพื่อเรียนโยคะ ก่อนจะเดินทางตามครูโยคะไปเรียนรู้ศาสตร์แห่งโยคะและวิถีพุทธให้ลึกซึ้งขึ้นที่ประเทศเนปาล

"มันเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้สำรวจจิตใจตัวเอง และพยายามเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงจูงใจในการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติว่ามาจากไหน และมีเวลาได้สงบสติอารมณ์อีก ทั้งยังได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ผมรู้สึกโกรธและมีอารมณ์และวิตกกังวลจริง ๆ หลายปีที่ผ่านมาผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี" ฮอลล์กล่าว

ระหว่างนั้นเขาก็ยังต้องเดินทางกลับมาไทยเป็นระยะ ๆ เพื่อขึ้นศาล เป็นอย่างนี้อยู่นานหลายปี จนกระทั่งได้รับข่าวดีว่าเขาชนะในคดีแพ่งคดีสุดท้ายที่เหลืออยู่ แต่เขาก็อ่อนล้าเสียจนแทบไม่รู้สึกดีใจอีกแล้ว

ฮอลล์ตัดสินใจเดินทางออกจากเนปาลเพื่อกลับไปอยู่บ้านที่อังกฤษในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเนปาลกำลังน่ากังวล

"ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนคือสิ่งที่ผมหลงใหล ตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมไม่อยากอยู่เมืองไทยอีกเลยและผมคิดว่าคงไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย แม้ผมจะอยู่ที่นี่ได้ แต่ผมจะยังคงสนับสนุนเรื่องสิทธิของแรงงานข้ามชาติในไทยต่อไป" ฮอลล์บอกกับบีบีซีไทย

หมดเงินไปกว่า 7 ล้านเพื่อสู้คดี

ฮอลล์กล่าวว่าตอนนี้เขากำลังเรียนรู้ที่จะทำงานอย่างสงบมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงที่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น แต่นั่นก็อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะนอกจากบริษัทเนเชอรัล ฟรุตแล้ว ยังมีบริษัท ธรรมเกษตร ซึ่งเป็นผู้ประกอบการฟาร์มไก่ใน จ.ลพบุรี ที่ฟ้องร้องเขาพร้อมกับนักเคลื่อนไหวและสื่อมวลชนอีกกว่า 20 คนในข้อหาหมิ่นประมาท แต่คดียังไม่มีความเคลื่อนไหวและทนายของฮอลล์ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

สำหรับคดีของบริษัท เนเชอรัล ฟรุต แม้จะชนะในทุกคดี แต่ฮอลล์ก็รู้สึกผิดหวังที่ศาลมีคำสั่งไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 600,000 บาทให้เขา

"ผมคิดว่าเมื่อชนะคดีจะได้รับเงินคืน เพราะเราจ่ายเงินนี้ให้กับบริษัทฯ เพื่อให้ครอบคลุมค่าทนายความของบริษัทฯ ในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด แต่เมื่อเราชนะคดีเรากลับไม่ได้รับเงินคืนเลย มันน่าผิดหวังจริง ๆ"

นอกจากเงินจำนวนนี้ ฮอลล์บอกว่าเขาหมดเงินจำนวนมากไปกับค่าทนายความ ค่าเดินทางและค่าธรรมเนียมศาล

"คดีเหล่านี้ทำลายชีวิตผู้คนทั้งทางกายและจิตใจ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสู้คดีนั้นสูงมาก เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาทในการสู้คดีเหล่านี้ทั้งหมด" ฮอลล์กล่าวโดยให้ข้อมูลว่าเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินของเขาเองและบางส่วนได้จากการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเขาในการต่อสู้คดี

"ผมเป็นชาวต่างชาติที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีได้ แต่สำหรับนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในไทย พวกเขาจะต้องหาเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือหากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งมันไม่ง่ายนัก"

คำชี้แจงจากศาล

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายกับบีบีซีไทยต่อกรณีที่ฮอลล์ร้องเรียนกรณีไม่ได้รับเงิน 600,000 บาทคืนว่าหลังจากที่คดีสิ้นสุดแล้ว เจ้าหน้าที่การเงินของศาลจะตรวจสอบว่าบัญชีว่าศาลเรียกเก็บค่าอะไรมาบ้าง มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง อีกทั้งยังต้องไปดูว่าศาลสั่งให้คู่ความจ่ายเงินให้ใครบ้างหรือไม่อย่างไร

"ศาลจะเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น พอคดีจบก็จะมาดู ถ้าฝ่ายผู้ชนะคดีมีสิทธิที่จะได้คืน ก็สามารถไปทำเรื่องขอเงินคืนได้จากศาลเลย…แต่ถ้ามีคำสั่งศาลว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับก็จะไม่ได้คืน"

โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่าจากการตรวจสอบคำพิพากษาในคดีที่บริษัทเนเชอรัล ฟรุตเป็นโจทก์ พบว่าฮอลล์จะได้ค่าฤชาธรรมเนียมคืนประมาณ 200,000 กว่าบาทที่วางไว้ในชั้นอุทธรณ์

นายสัญญา เอียดจงดี ทนายของฮอลล์กล่าวกับบีบีซีไทยว่าเป็นดุลยพินิจของศาลในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียม แต่สำหรับลูกความของเขาที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ต้องสู้คดีกับบริษัทขนาดใหญ่ เงินค่าฤชาธรรมเนียมก็นับว่ามีความหมาย

นายสัญญากล่าวว่าหลังจากนี้เขาจะเดินเรื่องขอเงินคืนจำนวน 200,000 บาทคืนให้ลูกความต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...