โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดบ้าน "ราชินีมูลนิธิ" ชูความต่างเหนือคู่แข่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.พ. 2563 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2563 เวลา 06.16 น.

ครบรอบ 1 ปีไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ สำหรับ โรงเรียนราชินีมูลนิธิ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โรงเรียนน้องใหม่ในเครือราชินี ที่ขยายฐานไปแข่งขันในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC (Eastern Economic Corridor) เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากนักลงทุนที่จะทยอยเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ถือเป็นการขยายฐานที่ค่อนข้างท้าทายของเครือราชินี ท้าทายอย่างแรก คือ ที่ตั้งของโรงเรียนที่อยู่ในอำเภอคลองเขื่อนห่างจากเมืองค่อนข้างมาก แต่ในมุมกลับกันก็ถือว่าสอดคล้องกับการเป็นโรงเรียนประจำ ที่จะช่วยลดสิ่งเร้า ได้ใช้เวลาเรียนอย่างเต็มที่ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี และมีหลักสูตรการเรียนที่ดีไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตของนักเรียน

ต้องยอมรับว่าโรงเรียนทั้งหมดของเครือราชินี มีความแข็งแกร่งด้านหลักสูตร และมีจุดยืนที่ว่า เป็นโรงเรียนที่สอนความเป็น“กุลสตรี” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะของความเฉพาะตัวที่ว่านั้น“จารุรัตน์ ตู้จินดา” ผู้จัดการโรงเรียนราชินีมูลนิธิ บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าราชินีมูลนิธิ แม้จะเป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก (english programe) แต่มีสิ่งที่ “เด่นกว่า” โรงเรียนทั่วไปในพื้นที่ตรงที่ การนำหลักสูตรจากเคมบริดจ์มาใช้ ซึ่งถือเป็นอีกความท้าทายของราชินีมูลนิธิ ภายใต้หลักสูตรของเคมบริดจ์จะต้องจ้างผู้สอนมาจากต่างประเทศ และใช้สื่อการเรียนการสอนต้นฉบับจากเคมบริดจ์อีกด้วย ในเมื่อเลือกใช้มาตรฐานสากลแล้ว นั่นหมายถึงว่า ทั้งครูและนักเรียนจะต้องทำงานหนักไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากต้องเพิ่มตัว”ชี้วัด” ตามแบบฉบับของเคมบริดจ์ ควบคู่ไปกับการใช้หลักสูตรไทยของกระทรวงศึกษาธิการคู่ขนานกันไป เพื่อไม่ให้ขาดตัวชี้วัดตามหลักสูตรของไทยด้วย อย่างเช่น ภาษาไทย

ทั้งนี้ การที่นำหลักสูตรเคมบริดจ์เข้ามาผสมผสานกับหลักสูตรไทยนั้้น ยังทำให้เพิ่มโอกาสให้กับนักเรียนที่มีความต้องการไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ทั่วโลก รวมถึงการสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติได้ เพราะเป็นหลักสูตรที่ได้การยอมรับในระดับสากล โดยราชินีมูลนิธิ สำหรับ A-level และอื่น ๆ ในขณะที่หากเป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษทั่วไป จะต้องดำเนินการสมัครสอบวัดความสามารถทางภาษาเอง

ถามว่าในเมื่อราชินีมูลนิธิ ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่เปิดในรูปแบบโรงเรียนนานาชาติ “จารุรัตน์” ตอบคำถามนี้ว่าหากมองในแง่ของการแข่งขันในธุรกิจการศึกษา โรงเรียนที่มีในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราทั้งหมดก็ไม่สามารถแข่งขันกับโรงเรียนนานาชาติได้อยู่แล้ว อีกทั้งหลักสูตรนานาชาติมีกฎเกณฑ์ในการจ้างครูในจำนวนที่กำหนดไว้ แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่อัตราค่าเทอมที่ไม่แพงมากนักจึงทำให้ตัดสินใจใช้รูปแบบ english programe

“ราชินีมูลนิธิ จึงตัดสินใจเป็นโรงเรียน “ลูกครึ่ง” ดีกว่า อย่างน้อยที่สุด ไม่ต้องอยู่ในข้อบังคับของหลักสูตรอินเตอร์ อีกทั้งราชินีมูลนิธิยังให้โอกาสคนไทยเข้ามาเรียนมากกว่า หรืออาจจะเรียกได้ว่า เรียนกับราชินีไม่ต้องจ่ายแพง แต่ได้ประโยชน์เหมือนกับโรงเรียนอินเตอร์”

ตามมาด้วยอีกความท้าทาย คือ เรื่องของ“ต้นทุน” โดยต้นทุนหลักของโรงเรียนทั่วไปเป็นเงินเดือนครูไปแล้วกว่า 80% อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ยิ่งทำให้โรงเรียนต้องตั้งรับ ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่เนื่องจากราชินีมูลนิธิ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ซึ่งเชื่อมั่นว่าในอนาคตจะมีนักเรียนสนใจเข้ามาสมัครเรียนมากขึ้น

“จารุรัตน์” อธิบายถึงความเชื่อมั่นนี้ว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในการเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ราชินีมูลนิธิได้สร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และได้เตรียมแผนประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดีย อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และผ่านเว็บไซต์ของโรงเรียนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งในพื้นที่ฉะเชิงเทรา และจากพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

โดยภายหลังจากที่เริ่มประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังนั้น “จารุรัตน์” บอกว่าได้เห็นถึงแนวโน้มจำนวนนักเรียนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น “เท่าตัว” เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 ที่ผ่านมาได้อย่างแน่นอน โดยวัดจาก 1) การติดต่อสอบถามเข้ามาที่โรงเรียนจากผู้ปกครองจำนวนมาก เช่น จากระยอง จันทบุรี สุพรรณบุรี รวมถึงผู้ปกครองจากจังหวัดพังงา และภูเก็ต เป็นต้น

2) ราชินีมูลนิธิ ยังได้ปรับนโยบายจากเดิมที่เป็นโรงเรียนประจำ มาเป็นโรงเรียนแบบไปกลับ เพื่อเป็น “ทางเลือก”ให้กับนักเรียนในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการของมูลนิธิแล้ว

และ 3) นักเรียนหญิงจากโรงเรียนที่ใช้รูปแบบ “สหศึกษา” ต้องการย้ายมาเรียนในรูปแบบหญิงล้วน เนื่องจากให้เหตุผลว่าสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องการโรงเรียนที่จะอบรมและสอนลูกด้วยวัฒนธรรมที่ดี และยังได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของนักเรียนได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงธุรกิจการศึกษาภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวนั้นส่งผลกระทบหรือไม่นั้น จารุรัตน์ระบุว่า เป้าหมายของทุกโรงเรียนต้องการ “เลี้ยงตัวเอง” ให้ได้ อีกทั้งราชินีมูลนิธิไม่ได้ต้องการแค่ผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องการให้การศึกษาได้ถูกเผยแพร่ไปภายใต้รูปแบบของราชินีในพื้นที่นอกเขต กทม. และหากผู้ปกครองต้องการได้โรงเรียนที่สอนให้เป็นกุลสตรีที่สมสมัย ไปพร้อม ๆ กับมีความรู้ที่รอบด้านแล้ว คำตอบอยู่ที่ราชินีมูลนิธิทั้งหมดแล้ว

ด้าน นายสุชาติ สมบูรณ์ ผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจการเปิดบ้านราชินีมูลนิธิ ระบุว่า เหตุผลที่เลือกโรงเรียนราชินีมูลนิธิ ไม่ได้เน้นในเรื่องของหลักสูตร เพราะราชินีมีชื่อเสียงด้านนี้มานานอยู่แล้ว แต่เลือกจากการรักษา “ความปลอดภัย” มาเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะสังคมในปัจจุบัน จึงต้องหาโรงเรียนที่ดีที่สุดตามที่เราต้องการให้กับลูก

และที่สำคัญ คือ ความตั้งใจของโรงเรียนที่ว่า จะให้การดูแลเด็กเสมือนเป็นลูกของตัวเอง เมื่อผ่านไป 1 ปี ราชินีมูลนิธิก็ทำได้เหมือนกับที่ได้บอกเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตของลูกก็เปลี่ยนไป เล่นโทรศัพท์น้อยลง มีวินัยมากขึ้น อีกทั้งยังได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต เอาตัวรอดในแต่ละสถานการณ์ด้วยการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง วันหยุดมีกิจกรรมเสริมให้เด็ก

นอกจากนี้ยังมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ยิ่งช่วยทำให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข จนไม่อยากกลับบ้าน

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...