‘ชีวาทัย’ ฟันธง ปีแห่งความ ‘เหนื่อย-ยาก’ ไวรัสโควิด-19 พ่นพิษหนัก
The Bangkok Insight
อัพเดต 18 ก.พ. 2563 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2563 เวลา 10.59 น. • The Bangkok Insightเอ็มดี "ชีวาทัย" ส่องปัจจัยลบรอบด้าน ส่งผลปีนี้เป็นทั้งปีแห่งความเหนื่อย แต่ท้าทาย ชี้ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง ทั้งจากแบงก์ปฏิเสธให้สินเชื่อ และฝั่งผู้กู้ยกเลิกกู้ คาดคอนโดฯ บ้านต่ำ 2 ล้านลำบาก เดินหน้าเปิด 4 โครงการหวังฟื้นรายได้ 2,000 ล้านบาทจากปี 62 ขาดทุน
นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยว่า ในปี 2563 ถือว่าเป็นปีที่เหนื่อย และท้าทายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก เนื่องจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นและยังไม่เห็นสัญญานบวก
ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมจะเห็นได้ว่า ปีนี้ ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญปัจจัยลบ ได้แก่
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว จากปัจจัยลบต่างๆ เช่น ส่งออกลดลง ไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้จีดีพีลดต่ำลง หรือคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5-1.7% เท่านั้น ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดต่ำลง จะกระทบกับสินค้าชิ้นใหญ่ก่อน อาทิ บ้าน รถยนต์
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้ผู้ซื้อจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์หายไป ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มคอนโดมิเนียมแนวสูงที่ทำตลาดจับกลุ่มคนจีนเป็นหลัก จะหันมาทุ่มตลาดแข่งราคาเพื่อดึงกำลังซื้อจากเรียลดีมานด์คนไทยทดแทน ทำให้การแข่งขันดุเดือดมากขึ้น และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่า กลุ่มลูกค้าจีนจะกลับมาหรือไม่ หรือหากกลับมาแต่ไม่มีการโอน อาจส่งผลกระทบที่หนักหน่วงขึ้น
หนี้ครัวเรือนไทยที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค
ปัจจัยคุมเข้มสินเชื่อ ส่งผลกระทบทั้งจากการที่ธนาคารเข้มงวดการกู้สินเชื่อ ทำให้ปัจจุบันยอดปฏิเสธให้สินเชื่อจากธนาคารสูงถึง 50% และยังเกิดปรากฏการณ์ที่ลูกค้าเมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อ แต่ได้ไม่เต็มจำนวนวงเงินกู้ ก็ปฏิเสธการกู้เงินเช่นกัน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของยอดอนุมัติสินเชื่อ
ตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมจะปรับเข้าสู่จุดสมดุลช้าลง เนื่องจากคนกู้เงินซื้ออสังหาฯได้น้อยลง ซึ่งจะกระทบกับตลาดรวมบ้านและคอนโดมิเนียมในที่สุด
เงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้สินค้าไทยเสียศักยภาพในการแข่งขันจากราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นในสายตาลูกค้าต่างชาติ
ทั้งนี้ หากมองเจาะในเซ็กเมนต์คอนโดมิเนียม ผู้บริหารชีวาทัยมองว่า มาตรการแอลทีวี ส่งผลให้ดีมานด์ในตลาดนี้ลดลงชัดเจน โดยเฉพาะระดับราคา 5-20 ล้าน ที่ดีมานด์หายไปเกือบทั้งหมด อีกทั้งดีมานด์จากต่างประเทศที่ลดลงจากไวรัสโควิด-19
นอกจากนี้ในฝั่งผู้พัฒนาโครงการก็ได้รับผลกระทบจากความเข้มงวดในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินเช่นกัน ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งของคอนโดมิเนียม
ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเช่นกันคือ กลุ่มบ้านราคา 2-3 ล้านบาทเนื่องจากเมื่อตลาดคอนโดมิเนียมมีปัญหา ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะหันมาลุยตลาดแนวราบหรือบ้านมากขึ้น ส่งผลให้คู่แข่งในตลาดเพิ่มมากขึ้น การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะการเข้มงวดของการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน อีกทั้งกลุ่มบ้านไฮเอนด์ ที่เจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อก็พบสัญญานการชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป และใช้จ้ายระมัดระวังมากขึ้น
"ปีที่แล้วและปีนี้ กลุ่มอสังหาฯที่ยังดีของชีวาทัย กลับเป็นธุรกิจโรงงานให้เช่าที่มี 10 โรง โดยมีผู้เช่าเต็มพื้นที่ จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นส่วนใหญ่"
สำหรับชีวาทัย ในปี 2562 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่บริษัทประสบภาวะขาดทุนประมาณ 55 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ไม่มีสินค้าขาย (คอนโดมิเนียม) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการก่อสร้างโครงการ ชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค จรัญ 13 และ โชคชัย 4 ก่อสร้างล่าช้า ทำให้ต้องเลื่อนการรับรู้รายได้มาเป็นปีนี้ โดยในปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 2,600 ล้านบาท แต่ทำได้เพียง 1,100 ล้านบาท
ดังนั้นในปีนี้ จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่จะฟื้นรายได้กลับมา ทั้งจากโครงการที่เลื่อนมาปีนี้และโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยวางเป้าหมายรายได้ปีนี้ไว้ที่ 2,000 ล้านบาท โดยมีโครงการที่พร้อมขายในปีนี้มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปีนี้จะเปิด 4 โครงการใหม่ แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 3 โครงการ มูลค่า 2,266 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการชีวาโฮม กรุงเทพ-ปทุม มูลค่าโครงการ 903 ล้านบาท ที่จะเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 1/63, 2.โครงการชีวาโฮม รังสิต-ปทุม มูลค่าโครงการ 1,093 ล้านบาท ที่จะเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2/63 และ3.โครงการฮาร์ท สุขุมวิท 36 มูลค่าโครงการ 270 ล้านบาท ที่จะเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 1/63 โดย CHEWA มีการถือหุ้นในสัดส่วน 70%
ขณะเดียวกันบริษัทยังจะมีการเปิดโครงการแนวสูงอีก 1 โครงการ ได้แก่ โครงการชีวาทัย อินเตอร์เชนจ์ ลำสาลี มูลค่าโครงการ 1,336 ล้านบาท ที่จะเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส4/63 นอกจากนี้บริษัทยังได้ตั้งงบลงทุน เพื่อซื้อที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการของปีนี้จำนวน 858 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทต้องดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น รวมทั้งใช้เวลานี้ปรับองค์กรภายในเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง รวมถึงการรุกทำตลาดออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย หลังจากพบว่าสัดส่วนยอดขายจากช่องทางออนไลน์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 80%