โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปชน.-ไอลอว์” ทิ้งแก้ รธน.

เดลินิวส์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
คำถามคือ ทำไมแกนนำพรรค ปชน. โดยเฉพาะ ”พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ที่เคยรับผิดชอบเรื่องการแก้ไข รธน. “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.ไอลอว์ ถึงไม่ออกมาชี้แจงข้อเรียกร้องของแกนนำพรรค ภท. หรือการผลักดันแก้ไข รธน.ทั้งฉบับ เป็นเพียงข้ออ้างทางการเมือง

ถ้าใครจำได้ ก่อนหน้านี้จะเห็นว่า "พรรคประชาชน (ปชน.)" และเครือข่ายพันธมิตร อย่าง "ไอลอว์" มุ่งมั่นในเรื่องการผลักดันการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) แม้กระทั่งความพยายามตรวจสอบเรื่อง "ฮั้ว สว." นอกจากจะหาช่องทางใน การเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ต้องการให้บรรดา สว.สีน้ำเงิน ถูกพักการปฏิบัติหน้าที่ หากติดบ่วงในคดีฮั้วสว. แต่เมื่อมี สว. ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพียง 26 คน โครงสร้างของ สว.ไม่เปลี่ยนแปลง “สว.สีน้ำเงิน” ยังคุมเสียงข้างมากอยู่ ดังนั้นการแก้ไข รธน.จึงยังอยู่ภายใต้การชี้นำของ "ระบอบสีน้ำเงิน" จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ความมุ่งมั่นในการแก้ไขกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศลดน้อยลง เพราะรู้ดีว่า ร่างแก้ไข รธน.ของพรรคส้มและไอลอว์ คงยากที่จะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะกำหนดให้ "สภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.)" มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งทางพรรค ภท.ไม่เห็นด้วย และคงไม่สนับสนุน ด้วยเกรงว่าอาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน. นั่นหมายความว่า ร่างของพรรคส้ม และเครือข่ายคงไม่ผ่านความเห็นชอบแน่

ขณะที่ "นายนิกร จำนง" สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ในฐานะ รองประธานกรรมการกลั่นกรองและยกร่างกฎหมายพรรค ภท. ออกมาให้ความเห็นถึงกระแสเรียกร้องให้พรรค ภท. เร่งจัดทำ รธน.ใหม่ตามผลประชามติ ว่า พรรค ภท.มีความพร้อม ตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ผ่านมา

ร่างแก้ไข รธน.พรรค ภท.ถูกบรรจุเข้าวาระการประชุมรัฐสภาแล้ว แต่เนื่องจาก ประธานวิปฝ่ายค้านกับประธานวิปรัฐบาลอยากให้รอร่างแก้ รธน.ภาคประชาชน ที่กำลังริเริ่มการเข้าชื่อ เพื่อให้ร่างแก้ รธน.ทั้งหมดถูกพิจารณาในคราวเดียวกัน

ขณะนี้ภาคประชาชน ได้ชื่อเกิน 1 แสนเสียงแล้ว แต่ร่าง รธน.ภาคประชาชนที่ไอลอว์ดูแล ขณะนี้ไปอยู่ไหน ได้รายชื่อครบแล้ว ให้เสนอรัฐสภาเลย แต่เมื่อไม่ยื่นแล้วมาโทษรัฐบาลไม่ดำเนินการ ทั้งที่รัฐบาลรออยู่ รวมถึงร่างแก้ รธน.ฝ่ายค้านด้วย จะรอให้ได้เปรียบแล้วยื่นไม่ได้ ให้รีบดำเนินการ อย่าเดินการเมืองซับซ้อน และอ้างประชาชน ขอให้นับเวลาด้วย เวลาที่มีล่อแหลมแล้ว

ซึ่งเมื่อคำนวณกรอบเวลา แทบจะมี รธน.ใหม่ไม่ทันการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงขอให้เร่งดำเนินการ ส่วนร่างแก้ รธน.จากพรรคการเมืองอื่น ทั้ง พรรค ปชน. พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขณะนี้ยังไม่เสนอต่อประธานรัฐสภา มีเพียงร่างพรรค ภท. ที่บรรจุเข้าวาระประชุมแล้ว จะโทษพรรค ภท. ไม่ฟังเสียงประชามติ 21 ล้านเสียงไม่ได้ พรรค ภท.ดำเนินการตามคำสั่งประชาชนแล้ว

นายนิกร กล่าวอีกว่า หากไล่เรียงกรอบเวลา เดิมคาดจะมี รธน.ใหม่ปี 2572 แต่ขณะนี้มีเวลาเริ่มดำเนินการถึงวันที่ 22 ธ.ค. ก่อนปิดสมัยประชุมสภา หากไม่สามารถรับหลักการ ตั้ง กมธ. ได้ ต้องรออีก 3 เดือนกว่าจะเปิดประชุมสภาปี 2570 หวังว่าช่วงปิดสมัยประชุมหลังเดือน ธ.ค. กมธ.จะพิจารณาไปพลางก่อนได้ และเสนอรัฐสภาลงมติหลังเปิดสมัยประชุม เมื่อรัฐสภาเห็นชอบ ต้องจัดออกเสียงประชามติอีก 100 วัน รวมถึงสรรหา ส.ส.ร. และ รับฟังความเห็นประชาชน ในการยกร่าง รธน.ใหม่อีก 1 ปี ก่อนจัดทำประชามติขั้นสุดท้ายอีก 3 เดือน

คำถามคือ ทำไมแกนนำพรรค ปชน. โดยเฉพาะ "นายพริษฐ์ วัชรสินธุ" รองหัวหน้าพรรค ปชน. ที่เคยรับผิดชอบเรื่องการแก้ไข รธน. “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.ไอลอว์ ถึงไม่ออกมาชี้แจงข้อเรียกร้องของแกนนำพรรค ภท. หรือ การผลักดันแก้ไข รธน.ทั้งฉบับ เป็นเพียงข้ออ้างทางการเมือง

ส่วน ความเคลื่อนไหวภาคประชาชน กับความพยายามกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังการวินิจฉัยเรื่อง “คดีฮั้ว สว.” อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่ม "รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา"

นำโดย “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยข้อเรียกร้องที่ยื่นมีเนื้อหาประกอบด้วย กระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา มีข้อพิรุธ และพยานหลักฐานสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายอย่างเปิดเผยและเด่นชัด ทั้ง การจัดทำโพยรายชื่อล่วงหน้า, พฤติกรรมการแต่งกาย และพักอาศัยในโรงแรมเดียวกัน, เส้นทางการเงิน ตลอดจนการจัดตั้งผู้สมัคร ในลักษณะตัวแทน (นอมินี) เพื่อบล็อกโหวต และการแทรกแซงจากพรรคการเมือง ซึ่งเข้าข่ายการกระทำเป็นขบวนการ แต่ กกต. เสียงข้างมาก กลับใช้ดุลพินิจบิดเบือนเจตนารมณ์ของ รธน. และกฎหมาย

มีพฤติการณ์ส่อเจตนาช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา โดยการตัดตอนพยานหลักฐานและยื่นฟ้องเพียง 77 ราย ทั้งที่คณะสืบสวนและไต่สวนชุดแรก (คณะที่ 26) ได้รวบรวมหลักฐานและตั้งข้อกล่าวหาผู้มีพฤติการณ์ทุจริตไว้ถึง 229 ราย นอกจากนี้ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินยังชี้ว่า กกต. ละเลยแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งวางบรรทัดฐานการรับฟังพยานหลักฐานเชิงโครงสร้าง นิติวิทยาศาสตร์ และประวัติการใช้โทรศัพท์ไว้อย่างชัดเจน การที่ กกต. มองข้ามการเชื่อมโยงของขบวนการดังกล่าว และยังไม่มีการดำเนินคดีกับพยาน 3 ปากที่กลับคำให้อย่างมีข้อสงสัย จึงเข้าข่ายเป็นตัวการสำคัญ หรือผู้สนับสนุนให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง

ทางกลุ่มฯ จึง เรียกร้องให้ กกต. เร่งทบทวนมติเดิมใหม่ทั้งหมด โดยนำแนวบรรทัดฐานศาลฎีกามาพิจารณาประกอบ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ให้เสร็จสิ้น ทั้งนี้ หาก กกต. ยังคงเพิกเฉยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายกับ กกต. ต่อไป

โดยนายสนธิ ปราศรัยตอนหนึ่งระบุว่า ตอนนี้ประเทศไทยเป็นของ คนพวกสีน้ำเงิน ศูนย์อำนาจอยู่ที่บุรีรัมย์ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ขอใช้ชีวิตที่เหลือ ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาผิดกับ กกต. ทั้ง 5 คน แม้ทั้ง 5 คน จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม ไม่ว่านานแค่ไหน จะทำให้ได้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ จะทำทุกวิถีทาง ทำให้ทั้ง 5 คนเข้าคุกให้ได้ ส่วนจะออกมาเคลื่อนไหว เพื่อขับไล่รัฐบาลอย่างไรนั้น ได้ย้ำกลับไปว่า จะไม่มีการออกมาขับไล่ใดๆ แต่จะทำทุกทางให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ด้วยการกระทำของรัฐบาลเอง นั่งทำงานอย่างไม่เป็นสุข ขณะที่การแต่งตั้งให้ "ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล" เป็น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นการส่งคนของตัวเองเข้ามา เพื่อเข้าไปปลดล็อกคดีอั้งยี่ ซ่องโจร ที่คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 ทำไว้กับดีเอสไอ

ขณะที่ประเด็นสำคัญ ที่หลายฝ่ายจับตามองคือ คำวินิจฉัยของ “ศาล รธน.” คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งมีการนัดแถลงคำวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย. 69 ด้าน "นายสมชัย ศรีสุทธิยากร" อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ปั่นไปไหน กรณีศาล รธน.นัดฟังคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า 4 ฉากทัศน์ และผลที่ตามมากับคำวินิจฉัยศาล รธน. 28 ก.ย. 69 เรียงลำดับจากเบาสู่หนักดังนี้ 1.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อมีบาร์โค้ดไม่ผิด ไม่สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ยังเป็นความลับ ไม่ขัด รธน. ทุกอย่างเดินหน้าต่อไป ไม่ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง 2.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อที่มีบาร์โค้ด สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากมีหมายเลขบัตร ที่ตรงกับต้นขั้วแต่ละใบ การสืบย้อนไม่ต้องอาศัยบัญชีรายชื่อ ต้นขั้ว และบัตรเลือกตั้งมาประกอบกันตามคำชี้แจงของ กกต. เพียงแต่สังเกตลำดับของการเดินเข้าใช้สิทธิ เทียบกับบัตรที่ถ่ายเวลานับคะแนน ก็รู้ได้ว่าใครเลือกใคร การออกแบบบัตรดังกล่าว จึงขัด รธน. แต่เนื่องจากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงมิให้ กกต. ใช้บัตรในรูปแบบดังกล่าวในอนาคต แต่ ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่

3.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ผิด รธน. และให้มีการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะบัตรบัญชีรายชื่อ 4.บัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ ผิด รธน. ซึ่งเกี่ยวพันกับการเลือกตั้งทั้งระบบ จึงสั่งให้การเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งที่ขัด รธน. กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด

ต้องยอมรับ กระบวนการวินิจฉัยของศาล รธน. กรณี "บาร์โค้ด" ถือเป็นความเป็นความตายทางการเมือง หากวินิจฉัยว่า ไม่เป็นความลับ ต้องมีการ ล้างกระดานทางการเมืองใหม่ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

ทีมข่าวการเมือง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...