Mastercard เตือน “สเตเบิลคอยน์” โอนเงินไม่เร็วเสมอไป เสี่ยงติดกับดัก Stablecoin Sandwich
Mastercard เตือนติดกับดัก Stablecoin Sandwich แม้โอนเงินผ่านบล็อกเชนได้รวดเร็ว แต่ขั้นตอนแปลงเงินต้นทางและปลายทางยังล่าช้า
วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 14.06 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Mastercard บริษัทเทคโนโลยีการชำระเงินระดับโลก มองว่า Stablecoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกแบบให้มีมูลค่าค่อนข้างคงที่โดยอ้างอิงกับสินทรัพย์ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ มีศักยภาพช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพของการชำระเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมโอนเงินข้ามประเทศ อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพยังจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการแปลงเงินระหว่างสกุลเงินทั่วไปกับ Stablecoin
แมทธิว ไดรเวอร์ (Matthew Driver) รองประธานบริหารฝ่ายบริการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Mastercard เปิดเผยกับ CNBC ว่า Stablecoin อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเส้นทางการโอนเงินระหว่างประเทศบางแห่ง โดยเฉพาะคู่สกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายไม่มาก เนื่องจากอาจช่วยลดความซับซ้อนของการทำธุรกรรมผ่านระบบการเงินแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ไดรเวอร์เตือนถึงปัญหาที่เรียกว่า “Stablecoin Sandwich” ซึ่งหมายถึงกระบวนการชำระเงินที่เริ่มต้นด้วยการแปลงเงินทั่วไป (Fiat Currency) เป็น Stablecoin อย่างล่าช้า ก่อนจะส่ง Stablecoin ผ่านเครือข่ายบล็อกเชนได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องใช้เวลานานอีกครั้งในการแปลง Stablecoin กลับเป็นเงินทั่วไปที่ปลายทาง
แม้ธุรกรรมบนบล็อกเชนจะสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แต่หากขั้นตอนก่อนและหลังการโอนยังไม่มีประสิทธิภาพ ความรวดเร็วของเทคโนโลยี Stablecoin ก็อาจไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาการชำระเงินโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ไดรเวอร์ อธิบายว่าการเชื่อมต่อระบบชำระเงินแบบเรียลไทม์เข้ากับแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน Stablecoin ทั้งฝั่งต้นทางและปลายทาง อาจช่วยให้ธุรกรรมดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้ธนาคาร ผู้ให้บริการชำระเงิน และผู้ประกอบการสามารถใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Stablecoin อาจเหมาะกับภาคธุรกิจมากกว่าการใช้จ่ายทั่วไป
Mastercard ประเมินว่า โอกาสในการนำ Stablecoin มาใช้งานจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศ โดยในสิงคโปร์ซึ่งมีระบบชำระเงินรายย่อยที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว การนำ Stablecoin มาใช้กับธุรกรรมของผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้สร้างประโยชน์เพิ่มเติมมากนัก
ในทางกลับกัน การชำระเงินระหว่างบริษัทและธุรกิจอาจเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากกว่า เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับการชำระเงินข้ามพรมแดน การจัดการสภาพคล่อง และเงื่อนไขทางธุรกิจที่ซับซ้อน
หนึ่งในเทคโนโลยีที่อาจเข้ามามีบทบาท คือ Smart Contract หรือ สัญญาอัจฉริยะ ซึ่งสามารถกำหนดให้ระบบดำเนินธุรกรรมโดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขที่ระบุไว้ได้รับการปฏิบัติครบถ้วน เช่น การชำระเงินเมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง
แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบและประสานงานระหว่างคู่ค้า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารธุรกรรมทางการเงินของภาคธุรกิจ
Mastercard เร่งขยายธุรกิจ Stablecoin หลังเข้าซื้อ BVNK
ความสนใจต่อ Stablecoin เพิ่มขึ้นหลังสหรัฐอเมริกาประกาศใช้กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งวางกรอบกำกับดูแล Stablecoin สำหรับการชำระเงิน โดย ไดรเวอร์ มองว่า ความชัดเจนด้านกฎระเบียบเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของภาคธุรกิจต่อเทคโนโลยีดังกล่าว
ขณะเดียวกัน Mastercard กำลังขยายบทบาทในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ดำเนินการเข้าซื้อกิจการ BVNK ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin เสร็จสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคม 2026 เพื่อเสริมศักยภาพการเชื่อมต่อระบบชำระเงินแบบดั้งเดิมกับเครือข่ายสินทรัพย์ดิจิทัล
ต่อมาในเดือนตุลาคม Mastercard และ BVNK ได้เปิดตัว Global Money Platform ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธนาคาร บริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) และภาคธุรกิจ สามารถบริหารจัดการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลทั่วไปและ Stablecoin ผ่านระบบเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน (Application Programming Interface: API) เพียงชุดเดียว
แพลตฟอร์มดังกล่าวมีเป้าหมายลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบการเงินหลายประเภท และช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถนำ Stablecoin ไปประยุกต์ใช้กับบริการชำระเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากความรวดเร็วในการทำธุรกรรม Mastercard ยังให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลจากบล็อกเชนและระบบยืนยันตัวตนมาใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมให้เทียบเท่ากับระบบชำระเงินรูปแบบอื่น
ท่าทีของ Mastercard สะท้อนว่า แม้ Stablecoin จะมีศักยภาพเปลี่ยนแปลงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อกับระบบการเงินเดิม และความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน
อ้างอิง : www.cnbc.com