โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แจก AI ให้พนักงานทุกคนใช้ แต่ไร้กลยุทธ์ ทำไมองค์กรเสี่ยงล้มเหลว

Wealth Me Up

อัพเดต 13 ตุลาคม 2569 เวลา 23.09 น. • เผยแพร่ 27 นาทีที่แล้ว • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram

AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน และทักษะด้าน AI กำลังกลายเป็นความสามารถที่ตลาดแรงงานต้องการมากขึ้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่คือเราจะใช้ AI เพิ่มศักยภาพของตัวเองได้อย่างไร

หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการ “แจก AI” ให้พนักงาน แต่จบลงด้วยการที่เครื่องมือถูกใช้ไม่เป็นระบบ ไม่มีตัวชี้วัด และไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน นั่นคือจุดที่ AI Transformation กลายเป็นความล้มเหลวทางกลยุทธ์

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในข้อคิดสำคัญจากเวทีเสวนา IMF Inspired: AI: Unlocking Our Human Potential ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งสะท้อนมุมมองจาก Dr. Ayesha Khanna Co-Founder and CEO, Addo และ Sabina Bhatia Director, Corporate Services and Facilities Department, IMF ถึงแนวทางใช้ AI เพื่อปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

1. ตลาดแรงงานเปลี่ยน คนทำงานต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

เมื่อทักษะด้าน AI มีความสำคัญต่อการทำงานมากขึ้น การเรียนรู้ทักษะใหม่จึงไม่ควรเป็นภาระของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการสนับสนุนแรงงานให้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ผ่านมาตรการด้านการพัฒนาทักษะและการปรับโครงสร้างการทำงาน เช่น การเปิดคอร์ส AI กว่า 200 คอร์สบนแพลตฟอร์ม MySkillsFuture พร้อมสิทธิ์ใช้เครื่องมือ AI พรีเมียมฟรีเป็นเวลา 6 เดือนสำหรับพลเมืองที่ผ่านเกณฑ์และเข้าอบรมคอร์สที่กำหนด ขณะเดียวกัน โครงการ Career Conversion Programmes มีเงินสนับสนุนค่าจ้างให้บริษัทที่จ้างและ Reskill แรงงานสูงสุด 70% ของเงินเดือน เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และสูงถึง 90% ในกลุ่มแรงงานอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ว่างงานระยะยาว โดยเงินสนับสนุนดังกล่าวจ่ายให้นายจ้างภายใต้เงื่อนไขของแต่ละโครงการ

แนวทางนี้สะท้อนว่า การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ นายจ้าง และแรงงาน เพื่อให้คนทำงานมีโอกาสพัฒนาทักษะและปรับตัวได้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป

2. AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำ หากประเทศไม่มีความพร้อม

นอกจากทักษะของแรงงานแล้ว ความพร้อมด้านเทคโนโลยีของแต่ละประเทศก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่กำลังผลักดันแนวคิด AI Sovereignty หรือการมีขีดความสามารถในการพัฒนาและกำกับดูแล AI ของตนเอง

การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโครงสร้างพื้นฐานด้านชิป จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก และรับมือกับความเสี่ยงของ Digital Colonialism ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อประเทศต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ จนมีข้อจำกัดในการกำหนดทิศทางการพัฒนา รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลจากค่านิยมและมุมมองที่ฝังอยู่ในระบบ AI

3. องค์กรใช้ AI ให้ได้ผล ต้องเริ่มจาก Workflow ไม่ใช่แค่แจกเครื่องมือ

การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้หมายความว่าจะเกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกในเวทีคือ การแจก Copilot ให้พนักงานทุกคนโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน ซึ่งอาจกลายเป็นความล้มเหลวทางกลยุทธ์ได้

สิ่งที่องค์กรควรทำ คือเริ่มจากการเลือก 3-5 กระบวนการทำงานสำคัญ (Workflows) ที่ส่งผลต่อธุรกิจจริง จากนั้นกำหนดตัวชี้วัด (Metrics) เพื่อประเมินว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายสื่อสารองค์กรต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานเข้าใจการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวอย่างเป็นระบบ

4. ใช้ AI ช่วยเรียนรู้ แต่อย่าปล่อยให้ AI คิดแทนทั้งหมด

แม้ AI จะช่วยให้การค้นหาข้อมูลและการทำงานสะดวกขึ้น แต่การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ขาดโอกาสฝึกฝนการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง

ในเวทีมีการกล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่า นักเรียนที่ใช้ AI ทำการบ้านมีผลสอบลดลงราว 24-25% พร้อมเสนอแนวคิด “AI Fasting” หรือการเว้นช่วงจากการใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ควบคู่กับการปรับการเรียนการสอนไปสู่ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริง

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่เป็นการรู้ว่าเมื่อใดควรใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย และเมื่อใดควรฝึกใช้ความคิดของตัวเอง

5. ลดช่องว่างทางเพศ เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นผู้สร้าง AI

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI โดยข้อมูลที่ Dr. Ayesha Khanna นำเสนอในเวทีระบุว่า มีช่องว่างราว 10% ระหว่างชายและหญิงในการใช้ Generative AI ขณะที่ผู้หญิงราว 59% มักใช้เครื่องมือ AI เมื่อได้รับอนุมัติจากองค์กร

ดังนั้น ผู้หญิงควรมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและนักลงทุนในอุตสาหกรรม AI ด้วย ซึ่งการลดช่องว่างดังกล่าวจึงต้องอาศัยทั้งโอกาสในการเรียนรู้ นโยบายสนับสนุนจากองค์กร และสภาพแวดล้อมที่เปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยี

Human Agency: มนุษย์ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง

เหนือกว่าคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความสามารถของ AI คือคำถามว่า ใครควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของเทคโนโลยี

แนวคิด Human Agency เน้นย้ำว่า มนุษย์ต้องยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจ กำหนดเป้าหมาย และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ระบบ AI เป็นผู้กำหนดทิศทางไว้แล้ว

แนวคิดนี้จึงเป็นหลักสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำองค์กรที่ต้องเลือกใช้ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบายที่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงสถาบันการศึกษาที่ต้องพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน

บทสรุป: ใช้ AI ให้เป็น โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์

AI ไม่ใช่ทั้งผู้ร้ายหรือฮีโร่ แต่เป็นเทคโนโลยีที่สร้างได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้และกำกับดูแลอย่างไร

สำหรับคนทำงาน การเรียนรู้ทักษะใหม่และรู้จักใช้ AI อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สำหรับองค์กร การนำ AI มาใช้ต้องเริ่มจากเป้าหมายและผลลัพธ์ที่วัดได้ ส่วนภาครัฐและสถาบันการศึกษาต้องร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุด ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ว่าAI จะเก่งขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่ว่ามนุษย์จะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ โดยยังรักษาความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และกำหนดอนาคตของตัวเองไว้ได้มากแค่ไหน

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...