โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาด "รถจีน" ซบเซาหนัก ยอดขายร่วง 12 เดือนติด!

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 26 นาทีที่แล้ว
ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายในประเทศที่ซบเซายอดขายร่วง 12 เดือนติด

ตลาดรถยนต์จีนยังเผชิญภาวะซบเซาต่อเนื่อง ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศ เดือนกันยายน 2026 อยู่ที่ 1 ล้าน 6 แสน 3 หมื่นคัน ลดลงร้อยละ 28.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน

ยอดขายที่หดตัวดังกล่าว สะท้อนแรงกดดันจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังซบเซา และภาวะตกต่ำในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อความต้องการซื้อรถยนต์ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็กระทบต่อความต้องการรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม ส่วนต้นทุนชิปหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น ยังทำให้การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่บางส่วนล่าช้าออกไป

ด้านยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศจีน ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ก็ลดลงร้อยละ 16.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่จำนวน 1 ล้าน 8 หมื่นคัน แต่มีสัดส่วนในตลาดสูงถึงร้อยละ 67 ของยอดขายรถยนต์โดยรวม

เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า สัญญาณการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมรถยนต์จีนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ผ่านความร่วมมือและการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่างเดือนที่ผ่านมา Guangzhou Automobile Group ระบุว่าจะเข้าซื้อหุ้นร้อยละ 50 ใน FAW Toyota จาก FAW Group ขณะที่ Geely (จีลี่) และ NIO (นีโอ) ก็ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านการสลับแบตเตอรี่และการชาร์จรถยนต์ระหว่างกัน

จากความต้องการซื้อรถยนต์ในประเทศที่อ่อนตัว ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนหันไปพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อรักษาการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา ส่วนแคนาดา ก็กำลังเปิดรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ภายใต้ข้อตกลงลดภาษีระหว่างแคนาดากับจีน

และการส่งออกก็กำลังขยายตัวดี ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลฯ ระบุว่า การส่งออกรถยนต์นั่งเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 73.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน 9 เดือนแรกของปี 2026 ก็เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 70

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังมีความท้าทายเพิ่มขึ้นในการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งกำลังเพิ่มมาตรการรับมือกับการเติบโตของรถยนต์จีน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) และจีน บรรลุความเข้าใจร่วมกันในการจำกัดการส่งออกรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดจากจีนเข้าสู่ตลาดยุโรป ข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณส่งออกรถยนต์กลุ่มนี้ในช่วง 4 ปีข้างหน้า ลดลงมากกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการนำเข้ารถยนต์จากจีนได้หลายล้านคัน

Maros Sefcovic กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรป กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นก้าวแรกของการปรับสมดุลการค้าระหว่างสองฝ่าย โดย อียู จะยังคงใช้เครื่องมือทางการค้าที่มีอยู่ หากการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการได้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของรถยนต์จีนในยุโรป โดยรอยเตอร์ส รายงานว่า ไตรมาส 2 ปี 2026 แบรนด์จีนมีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปร้อยละ 15 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.5 ในไตรมาสแรกของปี 2024 ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจากจีน มีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ประเภทเดียวกันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 เป็นร้อยละ 25 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ซึ่งเป็นข้อมูลจาก Schmidt Automotive Research ขณะที่ ศุลกากรจีน ระบุว่า มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไฮบริดจากจีนไปยังประเทศสมาชิก อียู ทั้ง 27 ประเทศ เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะที่ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสูงกว่ามูลค่าการส่งออกตลอดทั้งปี 2021 ซึ่งอยู่ที่ 845 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงกว่าเกือบ 9 เท่า

การเติบโตของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นหลังจาก อียู เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ผลิตในจีนตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมนั้น ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังไม่ครอบคลุมในบางพื้นที่ของยุโรป ทำให้รถยนต์ที่ใช้ได้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงยังเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภค

ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ข้อตกลงระหว่างจีนและ อียู จะเปิดทางให้การส่งออกยังคงเติบโตต่อไป และรับประกันว่าจีนจะได้รับโควตานำเข้าไม่น้อยกว่าโควตาที่ให้แก่แหล่งนำเข้าจากประเทศอื่นใด

ขณะที่ นักวิเคราะห์ มองว่าการขยายตัวของรถยนต์จีนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป

โดย Li Yanwei นักวิเคราะห์จากสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งประเทศจีน กล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฮบริดจากจีน กำลังสร้างความท้าทายให้กับผู้ผลิตยุโรป รวมถึง Volkswagen (โฟลก์สวาเกน) ซึ่งเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดมาอย่างยาวนาน

ซึ่งข้อมูลที่หลี่ รวบรวมพบว่า BYD (บีวายดี) ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ไฮบริดรายใหญ่ที่สุดของจีนไปยังยุโรป จำหน่ายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดได้มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนในช่วง 8 เดือนแรกของปี และเมื่อรวมกับ Chery (เชอรี่), SAIC (เอสเอไอซี) และ Geely (จีลี่) พบว่า มีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดใน อียู รวมกันอยู่ที่ร้อยละ 31.8 ของกลุ่มตลาดรถดังกล่าว

แต่จากข้อตกลงที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งแผนตั้งฐานการผลิตในยุโรป เพื่อรักษาการเข้าถึงตลาด

ซึ่ง Bill Russo ผู้ก่อตั้ง Automobility บริษัทที่ปรึกษาในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ผลิตจีนเข้าไปผลิตรถยนต์ในยุโรปมากขึ้น เพราะหากการนำเข้าถูกจำกัด การลงทุนผลิตใกล้กับลูกค้าจะมีความน่าสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตั้งโรงงานต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ผู้ผลิตรายเล็กจึงอาจต้องทบทวนแผนการทำตลาดในยุโรปอีกครั้ง

ส่วนนักวิเคราะห์จาก Jefferies มองว่า ข้อตกลงนี้ทำให้ความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าลดลง แต่ความเสี่ยงจากโควตาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจผลักดันให้ผู้ผลิตจีนหันไปทำตลาดรถยนต์ราคาสูงขึ้น เพิ่มการแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์พรีเมียมของเยอรมนี และเร่งการลงทุนตั้งฐานการผลิตในยุโรป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...