จับตา แรงสั่นสะเทือนหลังศึกซักฟอกฯ ปรับ ครม. ครั้งใหญ่ เพื่อไทยกลืนเลือด ?
ในโลกของการเมืองไทย บ่อยครั้งที่เสียงข่มขู่จากฝ่ายค้าน ไม่น่ากลัวเท่า “คลื่นใต้น้ำ” ที่ก่อตัวขึ้นภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่คอการเมืองต้องจับตา ไม่ใช่แค่เพราะฝ่ายค้านเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจล็อกเป้า “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล”และรัฐมนตรีสายสีน้ำเงินกว่าสิบชีวิต ด้วยข้อหาฉกรรจ์ทั้งคดีฮั้วเลือก สว. วิกฤตน้ำท่วม หรือปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์เท่านั้น แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่หลังศึกซักฟอกเสร็จสิ้น… นั่นคือฝุ่นตลบของการ “ปรับคณะรัฐมนตรี”
1. ดีลใหม่ “กล้าธรรม” และบททดสอบบารมีบ้านสีน้ำเงิน
สมการการเมืองกำลังจะเปลี่ยนไป หากข่าวลือเรื่องการดึง “พรรคกล้าธรรม”เข้าร่วมรัฐบาลกลายเป็นความจริง เพราะเมื่อมีคนใหม่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะอาหาร โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีอยู่อย่างจำกัดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูก “จัดสรรใหม่”
แน่นอนว่าเจ้าภาพอย่างภูมิใจไทยต้องเฉือนเนื้อตัวเอง ริบโควตาจากกลุ่มบ้านใหญ่ในพรรคมาแบ่งให้พรรคใหม่ แม้จะมีแรงกระเพื่อมอยู่บ้าง แต่ด้วยบารมีระดับ “ครูใหญ่”ที่คุมเกมเบ็ดเสร็จ ปัญหาภายในบ้านสีน้ำเงินจึงถูกประเมินว่าเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่งที่ยัง “เอาอยู่”
2. “กระทรวงเกษตรฯ” เดิมพันกล่องดวงใจ และสัญญาณไร้เยื่อใย
แรงสั่นสะเทือนระดับแผ่นดินไหว กลับไปตกอยู่ที่ “พรรคเพื่อไทย”
เหตุผลนั้นเรียบง่ายแต่บาดลึก เพราะกระทรวงที่พรรคกล้าธรรมหมายปองมากที่สุดคือ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์”ซึ่งเปรียบเสมือน “กล่องดวงใจ” และเป็นกระทรวงใหญ่ที่สุดที่เพื่อไทยได้ครอบครองในการร่วมรัฐบาลครั้งนี้
ลองจินตนาการดูว่า หากภูมิใจไทยตัดสินใจ “ยื่นคำขาด” ขอริบกระทรวงเกษตรฯ คืน นัยยะทางการเมืองย่อมไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่คือการส่งสัญญาณที่เยือกเย็นที่สุดว่า แกนนำรัฐบาล “ไม่ได้หลงเหลือความเกรงใจ”หรือให้ราคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป
หรือต่อให้เกมออกมารูปแบบประนีประนอม ไม่แตะกระทรวงเกษตรฯ แต่ไปริบโควตากระทรวงอื่นๆ ของเพื่อไทยแทน การกระทำเช่นนี้ก็ยังเป็นการ “หักหน้า” ที่สร้างรอยแผลในใจให้ไม่น้อย เพียงแต่แผลจะลึกหรือตื้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ากระทรวงที่ถูกดึงไปนั้น มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด
3. อำนาจต่อรองหดหาย ภาวะ “กลืนเลือด” ที่รอวันแตกหัก
คำถามที่น่าขบคิดคือ ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ ?
คำตอบอยู่ที่ “อำนาจต่อรอง” หากพรรคกล้าธรรมก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เสียงในสภาของรัฐบาลจะยิ่งเป็นปึกแผ่น เสถียรภาพของนายกฯ อนุทินจะแข็งแกร่งขึ้นจนไม่ต้องง้อพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษ เมื่อสมการเป็นเช่นนี้ อำนาจต่อรองของเพื่อไทยก็จะยิ่งหดหายลงไปอีก
เมื่อถึงจุดนั้น เพื่อไทยอาจเหลือเพียงทางเลือกเดียวคือ “ยอมกลืนเลือด”กัดฟันทนยอมรับสภาพการถูกลดทอนอำนาจ หากยังต้องการรักษาสถานะพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป
ทว่า ในสัญชาตญาณของพรรคการเมืองที่เคยยิ่งใหญ่ การต้องกลืนเลือดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมสะสมเป็นความคับแค้น รอยร้าวเล็กๆ ที่เกิดขึ้น อาจเป็นชนวนเหตุสำคัญที่รอวันปะทุและขยายตัวไปสู่ “จุดแตกหัก” ในอนาคต
ศึกซักฟอกครั้งนี้ จึงอาจเป็นเพียงฉากบังหน้าของละครโรงใหญ่ เพราะของจริงคือเกมแย่งชิงอำนาจหลังสับสวิตช์ปิดไมค์ในสภา… การเมืองไทยไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร มีเพียงผลประโยชน์และจังหวะก้าวที่ต้องจับจ้องแบบห้ามกะพริบตา !