“ไต้หวัน” แซงเกาหลีใต้ ขึ้นแท่นตลาดหุ้นเด่นสุดโลก รับกระแส AI ขยายวง
หุ้นไต้หวันพุ่ง 72% ตั้งแต่ต้นปี แซงเกาหลีใต้ขึ้นนำตลาดโลก รับอานิสงส์กระแส AI ขยายตัวทั่วซัพพลายเชน หนุนแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนแข็งแกร่ง
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 09.28 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลาดหุ้นไต้หวันกำลังขึ้นมาเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเกาะกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 หลังการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เริ่มกระจายจากผู้ผลิตชิปไปยังธุรกิจอื่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่แนวโน้มกำไรของบริษัทไต้หวันได้รับการปรับเพิ่มขึ้นในวงกว้างกว่าเกาหลีใต้
ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ในไตรมาส 3 ดัชนี Taiex ของไต้หวันให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ประมาณ 23 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นช่องว่างมากที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไต้หวันยังแซงหน้าเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มี.ค.2568
ผลสำรวจผู้จัดการกองทุนของ Bank of America (BofA) เมื่อเดือน ก.ย. สะท้อนมุมมองเชิงบวกที่เพิ่มขึ้นต่อไต้หวัน โดยประมาณ 40% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าลงทุนในหุ้นไต้หวันในสัดส่วนมากกว่าดัชนีอ้างอิง (Overweight) เทียบกับ 25% ที่มีมุมมองเช่นเดียวกันต่อหุ้นเกาหลีใต้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไต้หวันได้รับความสนใจมากขึ้น คือโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI ในหลายระดับ ตั้งแต่การออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การแพ็กเกจชิป ระบบเครือข่าย ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ ทำให้บริษัทไต้หวันมีโอกาสรับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI ที่กำลังกระจายตัวออกไปในวงกว้าง
Vikas Pershad ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ M&G Investments ในสิงคโปร์ ระบุว่า ความแตกต่างสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าตลาดใดมีความเชื่อมโยงกับ AI มากกว่า แต่เป็นลักษณะของกำไรที่รองรับการเติบโตดังกล่าว โดยไต้หวันมีโอกาสการลงทุนที่กว้างและลึกกว่า อีกทั้งการเติบโตของกำไรมาจากปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ทำให้การปรับเพิ่มประมาณการกำไรกระจายตัวในวงกว้างและมีความต่อเนื่องมากกว่า ขณะที่กำไรของบริษัทเกาหลีใต้ในระยะสั้นส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นของราคา
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังพึ่งพาบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง โดยเฉพาะ Samsung Electronics และ SK Hynix ส่งผลให้ตลาดมีความเสี่ยงมากขึ้น หากวัฏจักรราคาชิปหน่วยความจำซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอตัว
ตลอดปีนี้ ดัชนี Taiex และ KOSPI ผลัดกันขึ้นเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดไต้หวันขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างชัดเจน โดย Taiex พุ่งขึ้นประมาณ 72% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 สูงที่สุดในบรรดาดัชนีหุ้นกว่า 90 แห่งทั่วโลกที่ Bloomberg ติดตาม ขณะที่ KOSPI เพิ่มขึ้นประมาณ 63% อยู่ในอันดับ 2
ความได้เปรียบของไต้หวันชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาส 3 หลังหุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ของ KOSPI ร่วงลงระหว่าง 19-33% ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือนก.ย. หลังจากก่อนหน้านี้หุ้นทั้งสองปรับตัวขึ้นต่อเนื่องถึง 6 ไตรมาส จากราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ด้าน Societe Generale ยังคงให้น้ำหนักหุ้นไต้หวันมากกว่าหุ้นเกาหลีใต้ เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรของทั้งสองตลาดเริ่มแตกต่างกัน โดยคาดว่าการปรับขึ้นของราคาชิปหน่วยความจำจะชะลอลงในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2571 ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตจีน
ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ระบุว่า ประมาณการกำไรของบริษัทในดัชนี Taiex ถูกปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 19% ในไตรมาสสิ้นสุดเดือน ก.ย. เทียบกับการปรับเพิ่มประมาณ 15% ของบริษัทใน KOSPI สะท้อนความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งขึ้นต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองอีกด้านหนึ่งว่า ความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจยิ่งทำให้ภาวะขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์รุนแรงขึ้น และช่วยพยุงราคาชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ให้อยู่ในระดับสูง โดย Peter Lee กรรมการผู้จัดการของ Citigroup ซึ่งร่วมดูแลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและการสื่อสารทั่วโลก มองว่า นักลงทุนควรเริ่มสะสมหุ้นอย่าง Samsung และ SK Hynix เนื่องจากตลาดอาจประเมินความต้องการ HBM ในปี 2570 ต่ำเกินไป
ด้านมูลค่าหุ้น ตลาดไต้หวันซื้อขายที่ประมาณ 18 เท่าของประมาณการกำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สูงกว่า KOSPI ซึ่งซื้อขายอยู่ที่เพียงประมาณ 5.5 เท่า สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่าวัฏจักรชิปหน่วยความจำอาจใกล้ถึงจุดสูงสุด รวมถึงปัญหา Korea Discount ที่ทำให้หุ้นเกาหลีใต้มีมูลค่าต่ำกว่าตลาดหุ้นสำคัญอื่นมาเป็นเวลานาน
แม้หุ้นไต้หวันจะมีมูลค่าที่สูงกว่า แต่ผู้จัดการกองทุนยังมองว่าไต้หวันมีโอกาสเป็นผู้ชนะในระยะต่อไปของวัฏจักร AI โดยผลสำรวจของ BofA ซึ่งสอบถามผู้จัดการกองทุน 87 รายที่บริหารสินทรัพย์รวม 2.11 แสนล้านดอลลาร์ พบว่า 35% มองว่าไต้หวันจะเป็นตลาดหุ้นเอเชียที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจาก AI ในระยะต่อไป ขณะที่มีเพียง 5% ที่เลือกเกาหลีใต้
นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไต้หวันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) เท่านั้น โดยหุ้น TSMC เพิ่มขึ้น 2.9% ในไตรมาสสิ้นสุดเดือน ก.ย. และปรับขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 ขณะที่หุ้นประมาณ 10% ในดัชนี Taiex มีราคาพุ่งขึ้นอย่างน้อยเท่าตัวนับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับเพียง 4.1% ของหุ้นใน KOSPI และ 5.7% ของหุ้นในดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น
Gary Tan ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ Allspring Global Investments มองว่าการปรับตัวขึ้นในระยะต่อไปของตลาดหุ้นไต้หวันอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสความตื่นตัวเรื่อง AI ในภาพรวมเหมือนที่ผ่านมา แต่จะขึ้นอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีที่มีบทบาทอยู่ในจุดคอขวดสำคัญของห่วงโซ่มูลค่า AI ซึ่งยังมีความต้องการสูงและมีอุปทานจำกัด
ภาพดังกล่าวทำให้ไต้หวันกำลังเปลี่ยนจากตลาดที่ถูกมองว่าเป็นการเดิมพันผ่านหุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ไปสู่ตลาดที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตของ AI ได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไต้หวันแซงหน้าเกาหลีใต้ขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่โดดเด่นที่สุดของโลกในปีนี้
อ้างอิง : bloomberg.com