โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ดาวโจนส์’ ร่วงกว่า 300 จุด บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดรอบ 24 ปี หวั่นเงินเฟ้อ-หนี้กดดันตลาด

The Bangkok Insight

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ของสหรัฐ ปิดซื้อขายวานนี้ (7 ต.ค) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ "ดาวโจนส์" ร่วงกว่า 300 จุด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อ และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนจับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,179.87 จุด ลดลง 341.41 จุด หรือ 0.66% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,801.77 จุด ลดลง 17.16 จุด หรือ 0.22% และดัชนีแนสแด็ก ปิดที่ 27,538.69 จุด ลดลง 61.20 จุด หรือ 0.22%

ดาวโจนส์

ตลาดหุ้นถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีแตะ 5.350% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.724% สูงสุดในรอบ 24 ปี ส่วนพันธบัตรอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้นสู่ 4.818%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีถือเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ทำให้การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงิน และภาคธุรกิจ

ความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงันจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง นักลงทุนจึงวิตกว่าธนาคารกลางอาจต้องคงวงจรการขึ้นดอกเบี้ยเป็นเวลานานขึ้น ขณะเดียวกัน ภาระหนี้ภาคเอกชน และหนี้สาธารณะ ที่เพิ่มขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นแรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กสามารถลดช่วงติดลบในระหว่างวัน หลังราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลง ภายหลังทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตกลงเร่งปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง โดยให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซลเป็นลำดับแรก

ขณะเดียวกัน รายงานการประชุมเฟดประจำเดือนก.ย.ระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุผลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยกรรมการบางส่วนเห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยมีความจำเป็น เพื่อจำกัดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน ขณะที่บางส่วนมองว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากอุปสงค์

เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 17.2% ต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. ลดลงจาก 37.6% เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ให้น้ำหนักสูงถึง 85% ต่อโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

หุ้น 7 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดลดลง โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วง 2.14% ตามด้วยกลุ่มวัสดุลดลง 1.53% ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์เพิ่มขึ้นมากที่สุด 1.06% และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 0.15%

ด้านสมาคมธนาคารเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยแบบคงที่ระยะ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ร่วง 2.3% และหุ้นกลุ่มธุรกิจสร้างบ้านดิ่งลง 2.9%

นักลงทุนยังจับตาฤดูประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ซึ่งจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยจะเริ่มจากธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรโดยรวมของบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 จะเพิ่มขึ้น 30.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...