IMF เตือน ‘ไทย - อาเซียน’ รับมือความเสี่ยงพลังงานยืดเยื้อ และหนี้ครัวเรือน
ในการแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook) ภายในงานประชุม IMF-World Bank 2026 นายคริชนา ศรีนิวาสาน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจเอเชียที่ปรับตัวได้ดีเกินคาด โดยประเมิน GDP ปี 2025 ขยายตัว 5.0% ปี 2026 ขยายตัว 4.8% และปี 2027 ขยายตัว 4.4% แม้ทิศทางจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังคงเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 68% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกทั้งหมด
ทั้งนี้ IMF ระบุว่า ปัจจุบันเอเชียกำลังเผชิญกับ 3 ปัจจัยปะทะสำคัญ ได้แก่:
- วิกฤตราคาพลังงาน (Energy Shocks): เอเชียพึ่งพาพลังงานสูงถึง 4% ของ GDP (สูงเป็น 2 เท่าของยุโรป) แต่ที่ผ่านมาหลายประเทศยังรับมือได้ดีจากการนำสต็อกน้ำมันสำรองออกมาใช้ กระจายแหล่งนำเข้า และหันหาพลังงานทางเลือก
- กระแสเทคโนโลยีและ AI (Tech Boom): แรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุน Data Center ช่วยหนุนการส่งออกและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นห่วงโซ่อุปทานอย่างเกาหลีใต้และบางประเทศในอาเซียน
- แรงกระแทกจากกำแพงภาษี (Tariff Shocks): ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากร แต่ภาคการส่งออกของเอเชียยังยืนระยะได้ดีจากการค้าภายในภูมิภาคผ่านข้อตกลงการค้าเสรี
แม้ภาพรวมจะดูแข็งแกร่ง แต่ IMF เตือนว่า ความยืดหยุ่นของเอเชียไม่ได้มีอยู่อย่างไร้ขีดจำกัด เพราะการดึงสต็อกพลังงานสำรองมาใช้ย่อมมีวันหมด และต้นทุนทางการคลังในการพยุงเศรษฐกิจก็พุ่งสูงขึ้น โดยความเสี่ยงในระยะข้างหน้ายังคงเอียงไปทางขาลงจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อหรือปะทุรุนแรงขึ้น
- การทบทวนความสามารถในการทำกำไรและผลิตภาพที่แท้จริงของการลงทุนด้าน AI
- ความเปราะบางทางการคลังและต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่สูงขึ้น
- ปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงเป็นพิเศษ ที่อาจซ้ำเติมเงินเฟ้อและงบประมาณรัฐ
โดยสำหรับประเทศไทยและเพื่อนบ้านในอาเซียน IMF ชี้จุดเปราะบางว่า อาเซียนพึ่งพาพลังงานสูงถึง 7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชีย หากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อจนสต็อกสำรองหมดลงและมหาอำนาจกลับมาแย่งซื้อน้ำมันในตลาดโลก ราคาจะพุ่งสูงกระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางออกระยะยาวจึงเป็นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง
ส่วนประเด็น หนี้ครัวเรือนและการดูแลกลุ่มเปราะบางในไทย IMF เสนอแนะให้ยึดหลัก ‘มุ่งอุ้มคน ไม่ใช่อุ้มราคา’ (Protect people, not prices) โดยชี้ว่าภาครัฐควรถอยจากการอุดหนุนราคาสินค้าหรือพลังงานแบบหว่านแห แล้วเปลี่ยนมาเป็นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลสวัสดิการคัดกรองผู้เดือดร้อนจริง เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังระยะยาวควบคู่ไปกับการฟื้นฟูกันชนทางเศรษฐกิจของประเทศ