โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จปมร้องฟัน 2กกต.‘ณรงค์-อนันต์’ เปิดแนววินิจฉัย ศาลอุทธรณ์

Khaosod

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จปมร้องฟัน 2กกต.‘ณรงค์-อนันต์’ เปิดแนววินิจฉัย ศาลอุทธรณ์

สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด 2 กกต.‘ณรงค์-อนันต์ เปิดแนววินิจฉัย ประธานศาลอุทธรณ์ หากจะฟ้อง กกต.ต้องยื่นศาลฎีกาฯเท่านั้น

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 กรณีนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว.และสว.สำรอง กลุ่มสอง ลำดับที่ 4 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) โจทก์

โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 ประธาน กกต. จำเลยที่ 2 และ กกต.จำเลยที่ 3-8

กรณีกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใด อันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย และห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใด ๆ เพื่อเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร

กรณีโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือก สว.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะมีผู้สมัครฮั้ว หรือโกง สว. ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 8 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32 มาตรา 58 มาตรา 69 และมาตรา 88 และให้จำเลยทั้ง 8 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ อัตราวันละ 5,000 บาท/คน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

ทั้งนี้ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 คือนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย กกต.เสียงข้างน้อย โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

แต่จำเลยที่ 1, 6 และ 8 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 ต.ค. 2569 ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 ก.ย. และ 2 ต.ค. ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง และจำหน่ายคดี

สำหรับคดีนี้ จำเลยมีข้อโต้แย้งว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

โดยศาลคดีอาญาทุจริตฯ ได้ส่งสำนวนคดีเพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11โดยนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 4 พ.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านจำเลยที่ 7 โดยเห็นว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนี้จึงมีอำนาจพิจารณา สอบโจทก์แล้ว แถลงว่า นอกจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 8 กับบุคคลอื่นอีก 4 คน รวม 12 คน เป็นคดีต่อศาลคดีอาญาทุจริตฯ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32, 58 ,69 และ 88 จริง

กรณีนี้ จึงมีปัญหาว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตฯ หรือไม่ ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11

เมื่อกรณีนี้ ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอควร เห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราวและให้นัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 15 ก.พ. 2570 เวลา 09.00 น. เนื่องจากคดีนี้ เป็นคดีที่ต้องรายงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกา จึงให้รายงานคดีอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกาทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีนี้ ตามหลักกฎหมาย โจทก์ต้องยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

การที่โจทก์ ฟ้องที่ศาลจังหวัดนนทบุรีและะอ้างว่าเหตุเกิดที่อ.ปากเกร็ดจ.นนทบุรี(อิมเเพค เมืองทองธานี) สถานที่เลือกสว.ระดับประเทศ จึงกระทำได้นั้น โดยกรณีนี้อาจขัดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท 12/2569

ที่ระบุว่าคดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธานและกกต. รวมถึงเลขาธิการ กกต. (กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง) ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยคดีลักษณะนี้ให้เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยหลักกฎหมายนั้น จะยึดหลักคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่จะล้างคำพิพากษาฉบับเดิมและให้ยึดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่เป็นหลัก (แนวฎีกา) รวมทั้งแนวคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ด้วย คือยึดแนวคำวินิจฉัยใหม่เป็นหลักในกระบวนพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่/แนวคำวินิจฉัยใหม่ประกาศใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่นายพงศกรณ์ ฟ้องเลขาธิการกกต.และกกต. รวม 8 ราย ต่อมาถอนฟ้องนายสิทธิโชติ และนายชายนั้น ทราบว่าการฟ้องจำเลยที่ 7 คือนายณรงค์ รักร้อย จำเลยที่ 8 คือนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ในคดีนี้นั้น นายพงศกรณ์ อาจเข้าข่ายฟ้องเท็จ เพราะข้อเท็จจริงคือ การเลือกสว.ระดับประเทศเกิดขึ้นวันที่ 26 มิ.ย. 2567

ดังนั้น การที่นายพงศกรณ์ อ้างว่าจำเลยที่ 7 และ 8 กระทำผิดในท้องที่เขตศาลจังหวัดนนทบุรีนั้น หากไล่เรียงห้วงเวลาแล้วพบว่า ช่วงเกิดเหตุที่เมืองทองธานี (เลือกสว.ระดับประเทศ) จำเลยที่ 7 และ 8 ยังไม่ดำรงตำแหน่งกกต.

เพราะมีพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและกกต. ดังนี้ 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธานกกต. 2.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็น กกต. 3.นายณรงค์ รักร้อย เป็นกกต. ประกาศ ณ วันที่ 7 ธ.ค.2568

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่นายพงศกรณ์ ฟ้องร้องในครั้งนี้ คล้ายกรณี นายวีระ สมความคิด ยื่นฟ้องบุคลากรและกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกฯ

โดยวันที่ 27 พ.ค.2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 ราย คือพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และน.ส.สุภา ปียะจิตติ

ส่วนนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข และนางสุวนา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช.รวมทั้งบุคคลอื่นๆ รวม 10 คน ศาลมีคำสั่งยกฟ้อง ซึ่งช่วงนั้น นายวีระ ถอนฟ้องกรรมการปปช.บางราย

ส่วนนายสุชาติและนางสุวณาคือป.ป.ช.เสียงข้างน้อย ที่ลงมติเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2566 โดยเห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลเอกสารคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ทั้งหมด แต่ในการไต่สวนมูลฟ้องนายสุชาติมอบทนายความให้แจ้งนายวีระว่า นายสุชาติกับนางสุวณา ลงมติไว้เช่นนั้น แต่นายวีระ ไม่ถอนฟ้องนายสุชาติกับนางสุวณา

ความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือกระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง)นั้น อัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จปมร้องฟัน 2กกต.‘ณรงค์-อนันต์’ เปิดแนววินิจฉัย ศาลอุทธรณ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...