โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันทึก SDGs (1): ‘ชล บุนนาค’ ทบทวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน 10 ปี ก่อนเส้นตาย 2030 – Quick Win และ Hard Win ของไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ผศ.ชล บุนนาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move)

จากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals: MDGs) ที่สิ้นสุดลงในปี 2557 (ค.ศ. 2014) สู่การลงนามและคํามั่นในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่เรียกว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)” ในฐานะ ‘กรอบการขับเคลื่อน 17 เป้า’ ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 (ค.ศ. 2015) ถึงปี 2030

ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ ผศ.ชล บุนนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทบทวนกว่า 1 ทศวรรษครึ่งของการขับเคลื่อน SDGs ในประเทศไทย รัฐ-เอกชน-ประชาชน ทำอะไรเพื่อไปสู่เป้าหมาย และอีก 4 ปีก่อนถึงปี 2030 แต่ละภาคส่วนต้องทำอะไร

ผศ.ชล บุนนาค ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) ในฐานะศูนย์วิจัยที่มุ่งขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเจ้าภาพระดับประเทศของเครือข่าย Sustainable Development Solutions Network (SDSN) Thailand โดย SDG Move ทำงานบนจุดเชื่อมต่อระหว่างวิทยาศาสตร์ นโยบาย และสังคม เพื่อสร้างฐานความรู้และขีดความสามารถของคนที่จำเป็นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

‘กพย.’ กลไกขับเคลื่อน SDGs จาก รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึง คสช.

ด้านที่หนึ่งคือ ‘รัฐ’ ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2556 ได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ. 2556 นำมาสู่การจัดตั้ง ‘คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ หรือ กพย. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมีคณะอนุกรรมการอยู่ภายใต้ กพย. 3 คณะ ประกอบด้วย (1) อนุกรรมการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (2) อนุกรรมการส่งเสริมความเข้าใจและประเมินผลการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ (3) อนุกรรมการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ขณะเดียวกันในปี 2557 บรรยากาศการเมืองไทยหยุดชะงักจากการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะเป็นท่าทีที่ถดถอยในสายตานานาชาติ แต่ในช่วงปี 2558-2562 สมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ก็พยายามเร่งเครื่องด้าน SDGs เพื่อสร้างการยอมรับในเวทีโลก

รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ มีการฟื้น กพย. ให้กลับมาเป็นกลไกหลักด้าน SDGs เห็นได้จากการแก้ระเบียบ กพย. อีก 3 ครั้ง จนออกมาเป็นฉบับที่ 2 (ปี 2558) ฉบับที่ 3 (2559) และ ฉบับที่ 4 (2562) พร้อมกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมทุก 6 เดือน ที่สำคัญคือ การผลักดันให้ ‘การพัฒนาที่ยั่งยืน’ เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 มาตรา 65 ผ่านกลไกของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ซึ่งระบุว่า

“รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม ผศ.ชล ชี้ว่า กลไกการประชุม กพย. มีจุดบอดที่ไม่ได้ครอบคลุมภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง โดยมีเพียงองค์กรวิชาการราว 4-5 แห่ง เช่น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย TDRI ฯลฯ ขณะที่ภาคประชาสังคมไม่มีตัวแทนในระดับนโยบาย

กลไกนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะช่วงที่เกิดขึ้นคือสมัยรัฐประหารมันแข็งตัวมาก ทั้งที่ควรเป็นกลไกข้ามกระทรวง แต่ความเป็นจริงไม่มีการพูดคุยกัน… ผมเคยเข้าประชุมครั้งหนึ่งเพื่อไปนำเสนอที่สภาพัฒน์ พอนายกฯ นั่ง ทุกคนก็เงียบ นายกฯ (พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) พูดไปชั่วโมงครึ่ง พอถึงเวลาพิจารณาข้อเสนอ นายกฯ ปิดประชุมว่า “ที่คุณเสนอมา เดี๋ยวผมรับหมด” แล้วเดินออกไป… ทั้งที่ผมเตรียมนำเสนอมาให้คนอื่นเข้าใจ เลยไม่มีบรรยากาศการพูดคุยข้ามกระทรวงโดยเฉพาะในระดับกรรมการใหญ่

ภายใต้ กพย. ชุดหลัก ยังมีคณะอนุกรรมการชุดที่ 2 โดย ผศ.ชล อธิบายว่า ชุดที่ 2 ดูเรื่องการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่หน้าที่และการทำงานของคณะอนุฯ ชุดนี้กลับเน้นไปที่การสร้างจิตสำนึก ทั้งที่ควรจะเน้นเรื่องกลไกคุ้มครองทางสังคม เมื่อพุ่งเป้าผิดจุดจึงไม่เกิดผลลัพธ์ที่ควรจะเป็น

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า ความ active ของภาครัฐในช่วงต้นเป็นลักษณะ top-down และการทำงานยังเป็นแบบแยกส่วน ไม่บูรณาการ แม้ข้าราชการระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้อำนวยการกองจำนวนมากจะมีความเข้าใจและตั้งใจทำงานด้าน SDGs มากขึ้น แต่ความเฉื่อยมักไปติดอยู่ในระดับปลัดกระทรวง รัฐมนตรี และรัฐบาล ซึ่งเลือกทำเฉพาะบางประเด็น

ตัวอย่างเช่น นโยบาย BCG โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ในสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ซึ่งการปฏิบัติจริงกลับตอบโจทย์ผลประโยชน์คนบางกลุ่ม เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลที่กลายเป็นปัญหาในชุมชน การจับกุมผู้เห็นต่าง การสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero แต่พัฒนาโครงการที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า หลังจากปี 2562 กลไก ‘กพย.’ เริ่มแผ่วลง เนื่องจากนายกฯ ไม่เข้าประชุมและไม่เป็นประธาน กพย. ด้วยตนเอง หลังจากนั้นการประชุม กพย. ก็เริ่มไม่เกิดขึ้น จนเข้าสู่รัฐบาลปี 2566จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการประชุม กพย. เลยเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ผูกกับตัวนายกรัฐมนตรี เมื่อเปลี่ยนนายกฯ ต้องตั้งกรรมการชุดใหม่ทุกครั้ง ทำให้กระบวนการล่าช้า

“พอระดับบนไม่ขยับ ความ active ก็ไปอยู่ที่ระดับกระทรวงแทน แต่ละกระทรวงสนใจมากน้อยต่างกันตามความคุ้นเคย เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ผลักดันกฎหมาย Climate Change หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ active เป็นพิเศษเพราะงานเกี่ยวข้องโดยตรง และมีกระทรวงที่เกี่ยวข้องที่ไม่รู้ตัวว่าเองเกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งจริงๆ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน SDGs กลับไม่ค่อย active”

ผศ.ชล ยกตัวอย่างปัญหาด้าน green procurement (การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว) ว่า แม้ตัวเลขหน่วยงานที่เข้าร่วมจะสูงถึงราว 90% แต่สัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวต่อการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดกลับต่ำมาก เพราะจำกัดอยู่แค่อุปกรณ์สำนักงาน เนื่องจากภาครัฐอาจมองว่า green procurement มีไว้เพื่อให้สำนักงานเป็น ‘สำนักงานสีเขียว’ แต่ในความเป็นจริง green procurement คือเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ทำเรื่องความยั่งยืน

ผศ.ชล เสริมว่า ก่อนหน้านี้ green procurement อยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น กรมควบคุมมลพิษ แต่ sustainable procurement (การจัดซื้อจัดจ้างที่ยั่งยืน) อยู่กับกรมบัญชีกลาง แต่ต่อมาย้ายมารวมกันที่กรมบัญชีกลาง

ปรากฏการณ์แบบนี้ ทำให้ภาครัฐก้าวไปข้างหน้าลำบาก เพราะติดขัดอย่างน้อย 2 เรื่อง หนึ่ง เงิน และสอง การทำงานร่วมกับภาคเอกชน ทว่า สำคัญที่สุดคือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนความยั่งยืน แต่ความก้าวหน้าช้ามาก

เอกชนเดินหน้าความยั่งยืนแบบ ‘greenwashing’?

ต่อมา ‘ภาคเอกชน’ โดย ผศ.ชล อธิบายว่า เอกชนเป็นภาคส่วนที่ active มากที่สุด โดยบริษัทขนาดใหญ่เป็นผู้นำเรื่องความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2558 มีการจัดกิจกรรมและเวทีต่างๆ จำนวนมาก

“ผมมีข้อสังเกตจากการขึ้นเวทีร่วมกับบริษัทลูกในต่างประเทศ ความแตกต่างชัดเจนคือ บริษัทไทยมักพูดถึงสิ่งดีๆ ที่ทำให้สังคม แต่บริษัทลูกในต่างประเทศจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองทำแล้วไม่ยั่งยืนต่อสังคม แล้วอธิบายว่าจะแก้อย่างไรแบบบูรณาการต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

บริษัทขนาดใหญ่ไม่พูดตรงๆ ว่าตัวเองสร้างปัญหาอะไรให้สังคมและจะรับผิดชอบอย่างไร ทำให้คนตั้งคำถามว่า greenwashing หรือเปล่า หรือบริษัทใหญ่ที่ฟ้องร้องสื่อเป็นร้อยล้าน แต่ก็มีหน่วยงานด้านความยั่งยืนที่ทำงานจริงจังภายใน

ผศ.ชล กล่าวถึงระดับ SMEs ว่า ความเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นจากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะมาตรการของสหภาพยุโรป เช่น CBAM และ EUDR ที่บังคับให้ต้องมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในซัพพลายเชน และจากงานที่ทำร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่าทุกหน่วยงานทำงานด้านนี้อยู่บ้าง แต่ระบบไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้เป็นภาระของ SME ที่ต้องหาช่องทางเอง นอกจากนี้ต้นทุนการตรวจสอบรับรอง (verify) มาตรฐานความยั่งยืนที่สูง ก็ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อน

ผศ.ชล ยังกล่าวถึงกลุ่มธนาคารว่า ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ธนาคารแทบจะไม่สนใจเรื่องความยั่งยืน จนกระทั่งไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากแรงผลักดันของธนาคารโลกและธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่อง taxonomy รวมถึงกระแส climate ระดับโลก โดยธนาคารขนาดใหญ่เริ่มขยับให้สินเชื่อและมีบทบาทเชิงวิชาการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผศ.ชล มองว่า ธนาคารยังคงให้เงินกู้กับโครงการที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ยั่งยืน เช่น บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือโครงการเขื่อนในลาว ควบคู่ไปกับการปล่อยกู้ให้โครงการพลังงานสะอาด

ภาพรวมของธนาคารจึงคล้ายภาคเอกชน มีเงื่อนไขความอยู่รอด เช่น ถ้าไม่ปล่อยกู้โครงการขนาดใหญ่ที่ไม่ยั่งยืน จะยังแข่งในตลาดได้ไหม และต้องดูแลเงินฝากของผู้ฝากด้วย

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีกลไกทางการเงินใหม่ เช่น Blended Finance แต่ความเข้าใจเรื่องนี้ในภาครัฐและเอกชนยังมีค่อนข้างจำกัด

“คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เคยจัดอบรมเกี่ยวกับ Private finance และ Green finance ปรากฏว่า หน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมงานมากจนน่าตกใจ สะท้อนว่า ภาครัฐอยากเข้าใจเรื่องนี้ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครจัดอบรมให้”

สถาบันการศึกษา ยังขาดแรงกระเพื่อม และสติให้สังคม

ต่อมาสถาบันการศึกษา ซึ่ง ผศ.ชล มองว่า ภาคมหาวิทยาลัยเป็นภาคส่วนที่เฉื่อยที่สุดในช่วง 2-3 ปีแรก จนกระทั่งปี 2019 Times Higher Education ของอังกฤษ เปิดตัว Impact Ranking หรือ SDG Impact Ranking เพื่อประเมินมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยไทยเข้าร่วมกว่า 10 แห่งเท่านั้น ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ในอันดับราวหกร้อยกว่า

หลังจากนั้นความ active ของมหาวิทยาลัยไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนมีมหาวิทยาลัยไทยเข้าร่วมกว่า 80 แห่งในช่วงที่ยังไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ก่อนจะลดลงเหลือประมาณ 64 แห่งในปีนี้หลังเริ่มมีการเก็บเงิน สอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกที่จำนวนมหาวิทยาลัยเข้าร่วมลดลงจาก 2,300 แห่ง เหลือประมาณ 1,600 แห่ง

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า อันดับของมหาวิทยาลัยไทยในเวทีโลกดีขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมมีเพียงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ติดทอป 100 ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยไทยติดทอป 100 ถึง 7 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้าน sustainability เริ่มเห็นความจริงจังมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้ได้อันดับที่ดีขึ้น โดยหลายแห่งมีการแต่งตั้งรองอธิการบดีดูแลด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง ผลักดันนโยบายด้าน climate change และ zero waste อย่างจริงจัง รวมถึงนโยบายด้านบุคลากรอย่างการทำงานแบบ hybrid work

“จุดที่ยังขาดคือ ภาคมหาวิทยาลัยยังไม่ค่อย plug in กับภาครัฐหรือเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ แม้จะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น เช่น ธรรมศาสตร์ที่ร่วมมือกับ Global Compact Network Thailand หรือหลักสูตรใหม่ Sustainability Management รวมถึงความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมในการพัฒนาคนมาช่วย verify คาร์บอนเครดิตเพื่อลดต้นทุนให้ภาคเอกชน แต่ความร่วมมือเป็นแบบเครื่องมือแก่ภาครัฐและเอกชน ทั้งที่มหาวิทยาลัยควรเป็น ‘สติของสังคม’ มากกว่านี้”

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พบว่า งานวิจัยที่ได้รับทุนจากระบบวิจัยไทยส่วนใหญ่เป็นงานเทคนิคหรืองานชุมชน ขณะที่งานเชิงนโยบายและงานเชิงวิพากษ์มีสัดส่วนน้อยมาก โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ล่อแหลม เช่น พื้นที่ภาคใต้หรือประเด็นยาเสพติด

จุดบอดสำคัญของภาควิชาการคือ บทบาทเป็นสติของสังคมน้อยเกินไป แม้ สกสว. จะมีทุนให้ แต่มหาวิทยาลัยมักใช้ทุนก้อนนี้ไปปั๊มยอดตีพิมพ์มากกว่าพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐาน หรือติดตามประเด็นสังคม

“ภาคมหาวิทยาลัยสมควรถูกตำหนิ เพราะทำงานกับภาครัฐมากเกินไป พยายามหาทางลัดเปลี่ยนสังคมด้วยนโยบาย แต่ภาคเอกชนและสังคมไม่เข้าใจ นโยบายออกมาก็ผลักไปข้างหน้าไม่ได้ การสื่อสารและการศึกษาเพื่อความยั่งยืนจึงสำคัญมาก ไม่ใช่แค่สร้างจิตสำนึก แต่ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน”

ความก้าวหน้าและถดถอยของ ‘ประชาสังคม-เยาวชน-สื่อมวลชน’

ผศ.ชล กล่าวต่อว่าภาคประชาสังคมเป็นภาคส่วนที่ทำงานสอดคล้องกับแนวคิด SDGs มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นการทำงานที่ยึดคนหรือพื้นที่เป็นศูนย์กลาง ทำให้งานมีลักษณะบูรณาการโดยธรรมชาติ โดยมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จหลายชิ้น เช่น งานของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) และเอ็นจีโอที่ทำงานด้านทะเลและความยากจน

“ที่น่าประหลาดใจคือ ทำไมโมเดลที่เวิร์กเหล่านี้ไม่ถูกขยายผล เช่น งานของ พช. ที่สร้างความยึดเหนี่ยวให้ชาวบ้านแก้ปัญหาตัวเองได้ในชุมชนส่วนใหญ่ที่ทำงานด้วย แต่ทำไมไม่มีแบบนี้ทั่วประเทศ คำถามนี้ย้อนกลับไปที่ภาพใหญ่ของรัฐบาลว่าอยากแก้ปัญหาจริงหรือไม่ และมองเรื่องความยั่งยืนอย่างไร”

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า กลุ่มเยาวชนที่ทำงานด้าน SDGs โดยตรงยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่กระจายทำงานตามความสนใจเฉพาะด้าน เช่น ดิจิทัล อาหาร และทะเล โดยมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจโดยตรง เช่น Youth in Charge และกลุ่มที่ทำงานแบบ bottom-up อย่าง YSDA (Young Thais for Sustainable Development) ซึ่งริเริ่ม ปัจจุบันมีอาสาสมัครกว่า 3,000-4,000 คนทั่วประเทศ ทำงานด้านขยะและชุมชนโดยแทบไม่ใช้งบประมาณจากหน่วยงานอื่น

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า ภาคประชาสังคมมีความบูรณาการอยู่แล้วในระดับพื้นที่ เพียงแต่ภาครัฐยังไม่เปิดให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในระดับนโยบาย นับเป็น “ศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์” (untapped potential)

สำหรับภาคประชาชน ผศ.ชล อธิบายว่า ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคือหลังการเสียชีวิตของพะยูน “มาเรียม” ที่นำไปสู่กระแสการลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวก่อนวิกฤติโควิด-19 สะท้อนว่าประชาชนทั่วไปมีพลังในการผลักดันประเด็นสำคัญได้

นอกจากนี้ ยังมีการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนในปี 2562 ที่เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็น SDGs แม้จะไม่ได้เชื่อมโยงกับศัพท์เทคนิคระดับโลก

ส่วนสื่อมวลชน ผศ.ชล มองว่า สื่อไทยนำเสนอประเด็นความยั่งยืนอยู่มาก แต่ยังไม่มีลักษณะการรวมพลังแบบ coordinated attack เหมือนในต่างประเทศ โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีเครือข่ายองค์กรสื่อเข้าร่วมกว่า 600 แห่งทั่วโลก และมีองค์กรสื่อญี่ปุ่นเข้าร่วมกว่า 300 แห่ง ซึ่งเป็นภาพที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

“ในญี่ปุ่น active มากถึงขั้นมีไอดอลมาเล่นเรื่อง SDGs ในหนึ่งปีจะมีวันที่ทุกสื่อเล่นเรื่อง SDGs พร้อมกันหมด ตั้งแต่ป้ายประกาศในชิบูย่า จอโฆษณาในรถไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต” ผศ.ชล กล่าว พร้อมยกตัวอย่างการรณรงค์เรื่อง climate change ทั่วประเทศพร้อมกันเมื่อเกือบสองปีก่อน ซึ่งเป็นภาพที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ก่อนถึงเส้นตาย 2030

เมื่อถามว่า ระยะเวลาที่เหลือราว 3-4 ปี ก่อนถึงปี 2030 แต่ละภาคส่วนต้องทำอะไรต่อ ผศ.ชล ตอบว่า

ในช่วง 4 ปีที่เหลือ quick win เหลือน้อยมาก เพราะที่ผ่านมาเก็บ quick win เกือบหมดแล้ว เหลือแต่ hard win ที่ยังไม่ได้ทำ

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า ช่วงเวลา 4 ปี ก่อนถึงปี 2030 มีแนวทางที่ควรทำ ดังนี้

  • ทบทวนกลไกการเงินเพื่อการพัฒนา (Financial Development) ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินไม่พอ แต่อยู่ที่การจัดสรรที่ยังไม่ตรงจุด
  • ผลักดันการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงในบทสนทนาของสื่อ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเลือกผู้นำทางการเมืองที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนได้จริง
  • สร้างกลไกระดับท้องถิ่นเพื่อ localize SDGs ให้เชื่อมโยงกับแผนจังหวัดและงานวิจัยในพื้นที่
  • พัฒนาระบบตัวชี้วัดให้เป็น feedback loop ที่มีความหมายต่อคนทำงานจริง ยกตัวอย่าง Impact Ranking ของมหาวิทยาลัยที่ให้ผลตอบรับชัดเจนทุกปีจนเกิดการพัฒนาต่อเนื่อง และแต่ละภาคส่วนควรมีเป้าหมายเฉพาะที่วัดผลได้จริง เช่น เป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า การไม่ลงมือทำเรื่องความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกที่ควรทำ เพราะถ้าไม่ทำ คนรุ่นปัจจุบันหรือรุ่นลูกหลานจะต้องเผชิญผลกระทบในอนาคต

ปัญหาหนึ่งของภาครัฐคือมองทั้งสังคมเหมือนหน่วยงานราชการที่สั่งจากบนลงล่างแล้วรายงานกลับ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลสั่งสังคมไม่ได้ สิ่งที่ควรทำคือให้ SDGs เป็นเป้าหมายที่ทุกคนเห็นร่วมกัน แล้วต่างคนต่างทำเพื่อไปให้ถึงเป้า แล้วมาดูปลายปีว่าไปข้างหน้าหรือถอยหลัง

นอกจากนี้ ผศ.ชล กล่าวถึงการขับเคลื่อนประเด็นความยั่งยืนของ SDG Move โดยพยายามเชื่อมโยงประเด็นในชีวิตประจำวันเข้ากับกรอบความยั่งยืน เช่น กรณีน้ำท่วม ที่ต้องพิจารณาว่ากระบวนการจัดการมีความครอบคลุมและทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่ หรือคำถามทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ห้องน้ำไม่สะอาดเกี่ยวข้องกับ SDGs ข้อ 6.2 หรือปัญหารถติดที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชน

ผศ.ชล กล่าวต่อว่า แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถปรับใช้ได้ในระดับองค์กรได้ เช่น นโยบายไม่ส่งข้อความงานหลังหกโมงเย็น ก็ถือเป็นการตอบโจทย์ SDGs ข้อ 8 เรื่องสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเหมาะสม

“เรื่องแบบนี้ต้องคุยกันให้เห็นภาพใกล้ตัว คนจะตระหนักว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว การทำเรื่องยั่งยืนต้องทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ามีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำให้ตัวชี้วัดดีขึ้น”

(อ่านต่อตอนที่2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...