โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ลูเมนตั้ม’ ปักหมุดไทยฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก เล็งตั้งโรงงานเวเฟอร์ หนุนจ้างงาน 3 หมื่นตำแหน่ง

ไทยโพสต์

อัพเดต 13 ตุลาคม 2569 เวลา 5.11 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ลูเมนตั้ม” ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์จากสหรัฐฯ ขานรับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ไทย เดินหน้าขยายลงทุนดันโรงงานไทยเป็นฐานผลิตเรือธงระดับโลก เพิ่มกำลังผลิตกว่า 4 เท่า พร้อมวางแผนตั้งศูนย์ออกแบบและวิจัย ศึกษาความเป็นไปได้สร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์ เผยความต้องการชิ้นส่วนสำหรับศูนย์ข้อมูล AI พุ่งสูง คาดการเติบโตของบริษัทกระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่ราว 30,000 ตำแหน่ง

12 ตุลาคม 2569 - บริษัท ลูเมนตั้ม (Lumentum) ผู้ประกอบการเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ชั้นนำระดับโลก ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการประกอบและทดสอบผลิตภัณฑ์ พร้อมผลักดันโรงงานในไทยให้เป็นโรงงานเรือธงระดับโลก (Global Flagship Factory) เพื่อรองรับความต้องการชิ้นส่วนโฟโตนิกส์สำหรับศูนย์ข้อมูลและระบบสื่อสารความเร็วสูงทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ที่กำหนดให้โฟโตนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ

นายไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลูเมนตั้ม เปิดเผยระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ได้เข้าพบ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมคณะผู้ช่วยและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือแนวทางยกระดับการลงทุนในประเทศไทย

นายไมเคิลกล่าวว่า บริษัทขอบคุณรัฐบาลไทยที่กำหนดให้โฟโตนิกส์เป็นผลิตภัณฑ์เป้าหมายของชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ และพร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยมีแผนจัดตั้งศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องวิจัย และศูนย์สร้างต้นแบบในประเทศไทย พร้อมเพิ่มการจ้างงานวิศวกรและนักวิจัย รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานผลิตเวเฟอร์ หรือ Wafer Fab ภายใต้วิสัยทัศน์ “Build in Thailand” และ “Engineer in Thailand”

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าประเทศไทยมีตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการเป็นฐานการผลิตของบริษัทสหรัฐฯ ที่ดำเนินธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล รวมถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง

นายไมเคิลเปิดเผยว่า ยอดขายของลูเมนตั้มในปีงบประมาณที่ผ่านมาเติบโตเกือบเท่าตัว โดยกระบวนการประกอบขั้นสุดท้ายและการทดสอบผลิตภัณฑ์จำนวนมากดำเนินการที่โรงงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของบริษัททั่วโลก และมีพนักงานหลายพันคน

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ซึ่งใช้แสงในการส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูง เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทต่ำกว่าความต้องการประมาณ 25-35% และบางผลิตภัณฑ์มีช่องว่างระหว่างกำลังการผลิตกับความต้องการสูงถึง 75% โดยเฉพาะกำลังการผลิตเวเฟอร์สำหรับชิปเลเซอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของอุตสาหกรรม

ปัจจุบันลูเมนตั้มมีโรงงานผลิตเวเฟอร์หลัก 4 แห่งทั่วโลก และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 5 ที่เมืองกรีนส์โบโร รัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

นายไมเคิลคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเชื่อมต่อภายในศูนย์ข้อมูลกำลังเปลี่ยนจากการใช้สายทองแดงไปสู่การเชื่อมต่อด้วยแสงมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี Co-Packaged Optics (CPO) และ Near-Packaged Optics (NPO) ซึ่งทำให้ระบบสื่อสารด้วยแสงสามารถทำงานใกล้กับหน่วยประมวลผลมากขึ้น

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ขนาดเล็กแบบโมดูล จะเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงระยะไกล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ลูเมนตั้มมีความเชี่ยวชาญ

สำหรับการลงทุนในประเทศไทย บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตมากกว่า 4 เท่า พร้อมขยายกำลังคนอย่างรวดเร็ว และคาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ โดยโรงงานแห่งใหม่ขนาด 3 ชั้นได้เริ่มเดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว

นอกจากนี้ ลูเมนตั้มยังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศของพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน โดยมีบริษัท Fabrinet ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตรายสำคัญ ตัดสินใจตั้งโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ห่างจากโรงงานของลูเมนตั้มไม่ถึง 3 กิโลเมตร พร้อมดึงบริษัทในประเทศไทยมากกว่า 50 รายเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าการเติบโตของลูเมนตั้มเพียงรายเดียวจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่ประมาณ 30,000 ตำแหน่ง

ระหว่างการเยือนประเทศไทย นายไมเคิลยังได้ร่วมจัดงาน Builders Summit กับบริษัท Fabrinet เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองบริษัทแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางสนับสนุนลูกค้าในอุตสาหกรรมออปติกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

นายไมเคิลกล่าวว่า “ความร่วมมือที่แข็งแกร่งเกิดจากคนที่ทำงานร่วมกันทุกวัน งานนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนแนวคิด และมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการส่งมอบคุณภาพและนวัตกรรมให้ลูกค้า”

ด้านนายซีมัส เกรดี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Fabrinet กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้ขยายความร่วมมือกับลูเมนตั้ม และได้รับความไว้วางใจให้เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในโครงการสำคัญ โดยความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทที่ดำเนินมายาวนานกว่า 20 ปี มีความแข็งแกร่งขึ้นจากความมุ่งมั่นร่วมกันในด้านนวัตกรรม คุณภาพ และความสำเร็จของลูกค้า

ในด้านการพัฒนาบุคลากร ลูเมนตั้มได้ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการยกระดับและพัฒนาทักษะบุคลากรด้านโฟโตนิกส์ (Upskill/Reskill) พร้อมเปิดหลักสูตรออนไลน์ฟรีผ่าน Chula MOOC ทั้งระดับเบื้องต้นและระดับกลาง โดยหลักสูตรระดับสูงอยู่ระหว่างการพัฒนา และผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิบัตรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาด้านโฟโตนิกส์และเลเซอร์ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงร่วมมือกับศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อจัดตั้ง Lumentum Photonics Lab ในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน นายไมเคิลยังได้บรรยายให้ความรู้แก่นิสิตวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 300 คน จาก 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เพื่อกระตุ้นความสนใจด้านวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์

นายไมเคิลกล่าวทิ้งท้ายว่า การขยายการลงทุนของลูเมนตั้มจะช่วยวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งระบบ สร้างงานและทักษะใหม่ให้กับบุคลากรไทย และก้าวไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มสูงที่ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเดิม โดยประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอุปกรณ์โฟโตนิกส์และเทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูงรายสำคัญของโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...