กรุงเทพฯ จะจมน้ำ ตามจาการ์ตาจริงไหม? บทเรียนการย้ายเมืองหลวงของอินโดฯ พร้อมความจริงที่ขมขื่น เมื่อ ‘น้ำประปาเค็ม’ อาจทำให้เราอยู่ไม่ได้ก่อนเมืองจม
คิดว่ากรุงเทพฯ จะจมลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าไหม?
ประโยคคำถามที่เชื่อว่าใครหลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ Native ที่อาจได้ยินเรื่องนี้กันมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะทุกครั้งที่ฝนตกหนักจนน้ำท่วม (รอการระบาย) เราอาจจะกลับมาตั้งคำถามเดิมๆ ที่วนกลับมาเสมอว่า ‘กรุงเทพฯ กำลังจะจมน้ำจริงหรือ?’ ท่ามกลางกระแสการคาดเดาของใครหลายๆ คน
ทว่าก่อนที่เราจะไปหาคำตอบให้กับบ้านเรา Thairath Plus ชวนมองวิกฤตการทรุดตัวจากจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียที่กำลังทรุดตัวลงเรื่อยๆ เพื่อหาคำตอบว่า กรุงเทพฯ กำลังเดินตามรอยเพื่อนบ้าน หรือจริงๆ แล้วเรากำลังรับมือกับโจทย์ใหญ่ที่แตกต่างกันออกไปกันแน่
▪️เกิดอะไรขึ้นกับจาการ์ตา? เมื่อมหานครกำลังกลายเป็นเมืองใต้บาดาล
ภาพของย่านมัวราบารูทางตอนเหนือของจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ในวันนี้ กำลังกลายเป็นจุดวิกฤตที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจากสภาพพื้นดินที่กำลังทรุดตัว เมืองหลวงของอินโดนีเซียกำลังทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งตอนเหนือที่มีการยุบตัวลงมากถึง 25 เซนติเมตรต่อปี และหากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงปี 1970 จนถึงปัจจุบัน เราจะพบว่าดินบริเวณนี้กกำลังทรุดต่ำลงไปแล้วมากกว่า 4 เมตร
ส่งผลให้พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเมืองหลวงต้องอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลไปเป็นที่เรียบร้อย แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแนวกำแพงขนาดใหญ่ริมชายฝั่งเพื่อกั้นน้ำทะเลมาตั้งแต่ปี 2014 ทว่าการทรุดตัวของพื้นดินในบริเวณนี้กลับยังคงทรุดลงเรื่อยๆ จนทำให้กำแพงทรุดตามและเกิดรอยร้าว น้ำทะเลจึงทะลักเข้าสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดชาวบ้านริมชายฝั่งต้องยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ท่ามกลางคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญว่า พื้นที่ 1 ใน 3 ของจาการ์ตาอาจต้องจมลงภายในปี 2050 หรือในอีก 24 ปีข้างหน้านั่นเอง
▪️สาเหตุที่ทำให้อินโดนีเซียต้องย้ายเมืองหลวง
อย่างไรก็ตาม วิกฤตเมืองหลวงที่กำลังจะจมน้ำของจาการ์ตาไม่ได้เกิดขึ้นจากภาวะโลกรวน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือน้ำทะเลหนุนสูงเพียงอย่างเดียว แต่สาเหตุหลักๆ มาจากการพัฒนาเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีการใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของเมือง ตลอดจนระบบโครงสร้างพื้นฐานการประปาที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึง ส่งผลให้ชาวเมือง โรงงานอุตสาหกรรม และท่าเรือประมงขนาดใหญ่ต้องพึ่งพาการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้เป็นจำนวนมาก
และเมื่อน้ำใต้ดินหรือน้ำบาลดาลถูกสูบมาใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชั้นดินที่รองรับตัวเมืองสูญเสียแรงดันและทรุดตัวลงเรื่อยๆ ประกอบกับปัญหาเมืองแออัด การจราจรติดขัด และปัญหาน้ำท่วมรุนแรงที่ยังแก้ไขไม่ได้ รัฐบาลอินโดนีเซียจึงจำเป็นต้องตัดสินใจวางแผนย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปยัง ‘นูซันตารา’ ก่อนที่เมืองหลวงปัจจุบันจะจมลงสู่ใต้บาดาลจริงๆ
▪️ปัจจุบันจาการ์ตาเปลี่ยนแปลงไปแบบไหนและจะย้ายไปเมืองหลวงใหม่เมื่อไหร่?
ปัจจุบัน จาการ์ตากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ รัฐบาลอินโดนีเซียได้เดินหน้าสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า นูซันตารา (Nusantara) บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจาการ์ตากว่า 1,000 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าหมายให้เมืองหลวงใหม่มีการพัฒนาให้เป็นทั้งเมืองอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน
สำหรับแนวทางในการย้ายเมืองหลวงจะเป็นการทยอยย้ายศูนย์กลางการบริหารราชการและข้าราชการเป็นระยะ ซึ่งในช่วงแรกเริ่มมีการย้ายบุคลากรเข้าพื้นที่ในนูซันตาราแล้ว และวางแผนเปิดใช้งานในฐานะศูนย์กลางทางการเมืองอย่างเป็นทางการภายในปี 2028 ขณะที่โครงการก่อสร้างทั้งหมดมีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ทั้งเมืองภายในปี 2045
อย่างไรก็ตาม เมืองหลวงจาการ์ตาไม่ได้ถูกทิ้งร้างแต่อย่างใด รัฐบาลอินโดนีเซียจะมีการปรับสถานะของจาการ์ตาจาก ‘เขตพื้นที่เมืองหลวงพิเศษ’ ไปเป็น ‘เขตพิเศษจาการ์ตา’ เพื่อทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางทางการเงิน การค้า และศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก คล้ายกับโมเดลของสหรัฐอเมริกา (นิวยอร์กเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเมืองหลวงทางการเมือง) หรือจีน (เซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง) ท่ามกลางการต้องรับมือกับระดับน้ำทะเลที่ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
▪️บทเรียนจากจาการ์ตา สู่คำถามถึงอนาคตกรุงเทพฯ
หากมองย้อนกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบันของกรุงเทพฯ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้ความเห็นไว้ว่า ในอดีตช่วงปี 2524 กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเคยทรุดตัวสูงถึง 10 เซนติเมตรต่อปีจากการสูบน้ำบาดาล ทว่าหลังจากมีกฎหมายควบคุมและบังคับใช้อย่างจริงจัง ระดับน้ำบาดาลก็เริ่มคืนตัวมาตั้งแต่ปี 2540 ส่งผลให้อัตราการทรุดตัวของชั้นดินธรรมชาตินิ่งและสงบลงแล้ว
พร้อมทั้งยังอธิบายอีกว่า การทรุดตัวที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการทรุดตัวของบ้าน อาคาร หรือรอยต่อตอม่อ เป็นการทรุดตัวของ ‘ดินถมใหม่’ ที่กดทับอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน ไม่ใช่การทรุดตัวของชั้นดินธรรมชาติหรือโครงสร้างที่ปักเสาเข็มลึกถึงชั้นทราย การนำค่าการวัดจากพื้นที่ดินถมใหม่ไปอธิบายว่ากรุงเทพฯ กำลังทรุดทั้งเมืองจึงเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและอาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมและระบบการระบายน้ำในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากดินที่ทรุดลงเรื่อยๆ ทว่าเกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักเกินศักยภาพระบบสูบน้ำของกรุงเทพมหานคร ซึ่งรองรับได้สูงสุด 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายนั่นเอง
ในทางกลับกัน สถานการณ์ของกรุงเทพฯ ทางฝั่งตะวันตก อย่างเขตบางขุนเทียน ซึ่งถือเป็นด่านหน้าทางธรรมชาติ กลับพบว่า ชุมชนริมน้ำยังคงต้องเผชิญกับมรสุมและน้ำทะเลหนุนสูงที่เอ่อล้นคันกั้นน้ำชั่วคราวตรงบริเวณถนนบางขุนเทียนชายทะเล ในช่วงต้นปี 2569 แม้พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในจะยังปลอดภัยเพราะปริมาณน้ำเหนือและฝนตกน้อย ทว่าพื้นที่ชายขอบริมทะเลและจุดที่เป็นแนวคันกั้นน้ำชั่วคราว (แนวฟันหลอ) กลับกำลังได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
▪️สุดท้ายแล้วกรุงเทพฯ ต้องเตรียมย้ายเมืองหลวงด้วยหรือเปล่า?
ตามหลักการแล้ว การย้ายเมืองหลวงใช่ว่าจะย้ายกันได้ง่ายๆ ตามใจชอบ เพราะต้องอาศัยทั้งนโยบาย งบประมาณ และเวลาในการเตรียมความพร้อม สำหรับกรุงเทพฯ นั้น การย้ายเมืองหลวงเพื่อหนีน้ำอาจไม่ใช่คำตอบแรก เพราะ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนที่กรุงเทพฯ จะจมลงสู่ใต้บาดาลคือ ‘วิกฤตน้ำประปาเค็ม’ จนเราไม่สามารถอยู่อาศัยได้ก่อนที่น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ เสียอีก
เพราะ วิกฤตน้ำประปาเค็ม เกิดจากน้ำทะเลหนุนสูงที่ดันเข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปาจนกระทบต่อการใช้ชีวิต โดยเฉพาะบทเรียนจากบางขุนเทียนและจาการ์ตา ทำให้เราเห็นว่า สิ่งที่กรุงเทพฯ ต้องเร่งทำในระยะสั้นและระยะปานกลาง คือการปิดจุดเสี่ยงตามแนวคันกั้นน้ำอย่างจริงจัง การซ่อมแซมและสร้างมาตรฐานให้กับแนวป้องกันน้ำ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่รองรับน้ำ เพื่อให้ธรรมชาติซึมซับน้ำได้ รวมถึงการปรับตัวทั้งในเชิงโครงสร้างและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้
ในส่วนของมาตรการระยะยาว กรุงเทพฯ อาจจะต้องศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอื่นๆ อย่างประตูกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา หรือการศึกษาปัญหาการกัดเซาะและน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทยตอนบน รวมถึงการบริหารจัดการระบายน้ำของกรมชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าถามว่ากรุงเทพฯ ต้องเตรียมตัวย้ายเมืองหลวงด้วยหรือไม่? อาจตอบได้ว่าเรายังไม่ต้องเร่งปักหมุดย้ายเมืองหลวงในวันนี้ ทว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเร่งซ่อมแซม แก้ไขปัญหา แก้กฏหมาย และเตรียมความพร้อมรับมือของเมืองให้ดี ก่อนที่ระดับน้ำทะเลจะบีบให้เราไม่มีทางเลือกอื่น จนกรุงเทพฯ ต้องจมลงในแบบที่ใครต่อใครต่างคาดเดากันไว้จริงๆ
อ้างอิง
บทความต้นฉบับได้ที่ : กรุงเทพฯ จะจมน้ำ ตามจาการ์ตาจริงไหม? บทเรียนการย้ายเมืองหลวงของอินโดฯ พร้อมความจริงที่ขมขื่น เมื่อ ‘น้ำประปาเค็ม’ อาจทำให้เราอยู่ไม่ได้ก่อนเมืองจม
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Soulvival Card โชคชะตาเดือนตุลาคม ทำให้คุณเจอโพสต์นี้ “ใจส่วนไหนที่ต้องการการฟื้นฟู หลังเรื่องราวหนักๆ?”
- แอบรู้ว่าเพื่อนร่วมงานนินทา แต่พรุ่งนี้ยังต้องทำงานด้วยกัน จะซัดมันอย่างไร ตามคำแนะนำของน้องเป็ด
- ย้อนคดี ไอลีน วูร์นอส ฆาตกรต่อเนื่องที่มีคนเห็นใจมากที่สุด กับการเป็นตัวแทนความโกรธแค้นของเพศหญิง ที่ปรากฏในซีรีส์ Monster: The Lizzie Borden Story
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath