“GC-SCGC” ตั้งบ.ร่วมทุน ควบรวมโอเลฟินส์-โพลิโอเลฟินส์ กำลังผลิตรวม 7.1 ล้านตัน/ปี ปูทางสู่ Top 10 ผู้ผลิตรายใหญ่โลก สร้างประโยชน์ 150-200 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยว่า บริษัท GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญในการผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Joint Venture) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นดังนี้GC 56% และ SCGC 44% โดยการรวมกิจการครั้งนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างการแข่งขันครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินและความผันผวนของราคาพลังงาน โดยบริษัทร่วมทุนใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมสูงถึง 7.1 ล้านตันต่อปี และผลักดันให้ขนาดธุรกิจโพลิโอเลฟินส์ก้าวขึ้นสู่กลุ่มอันดับ Top 10 ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก
“หัวใจสำคัญของความร่วมมือดังกล่าว คือการผสานจุดแข็งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบทั้ง แนฟทา, LPG, โพรเพน และอีเทนของ GC ผสานเข้ากับความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ผ่านศูนย์ i2P Center ของ SCGC ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าการดำเนินธุรกิจแบบเดิม ทั้งยังประเมินว่าจะสามารถสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) สูงถึง 150–200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 5,100–6,800 ล้านบาทต่อปี และพร้อมทยอยรับรู้เต็มศักยภาพภายในระยะเวลา 3 ปี”
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การร่วมทุนดังกล่าวยังมุ่งใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาคอาเซียน ทั้งการแชร์โครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ ระบบท่อส่ง และการบริหารกระบวนการผลิตร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ภายหลังผ่านกระบวนการศึกษาและตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองบริษัทเตรียมนำเสนอวาระสำคัญต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในเดือน ธ.ค. 2569 นี้ ก่อนเดินหน้าปิดดีลธุรกรรมทั้งหมดให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เป็นต้นไป
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวถึงการตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าวต่อกรณีความเสี่ยงด้านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ว่าเป็นไปตามกระบวนการที่ต้องขออนุญาตตามกฎระเบียบแน่นอน ซึ่งต้องเข้าสู่ขั้นตอนการส่งข้อมูลเพื่อให้คณะกรรมการวิเคราะห์และตรวจสอบ โดยทางบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือและมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงอธิบายได้ทั้งหมด
"เราคงต้องเข้ากระบวนการส่งข้อมูลแล้วให้คณะกรรมการวิเคราะห์ เราก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ซึ่งเรามั่นใจว่าในระยะยาวจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเรื่องนี้เราผ่านกระบวนการที่ต้องขออนุญาตตามกฎระเบียบแน่นอนเรามั่นใจว่าอธิบายได้หมด"
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า การผสานศักยภาพระหว่าง SCGC และ GC ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้นในเวทีโลก โดยการดึงจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA) มาร่วมขับเคลื่อน จะช่วยให้บริษัทร่วมทุนสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยเชื่อมั่นว่าการบูรณาการทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรเข้าด้วยกัน จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างมั่นคง