โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม

THE STANDARD

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ไทยมีสัดส่วน ‘หนี้เสีย’ สูงสุดในอาเซียน จับตาเหตุน้ำท่วมจ่อกดดัน ‘งบดุลครัวเรือน-SME’ ซ้ำเติม

Fitch Rating เตือนแนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ หลังเศรษฐกิจโตต่ำและคุณภาพสินทรัพย์น่าห่วง หลังคาดว่า สัดส่วน NPL ของธนาคารไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเฉียด 4% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านธปท.เตือนว่า เหตุน้ำท่วมอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SME ที่เผชิญภาวะงบการเงินแย่ลงอยู่แล้ว จากช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายรอบติดต่อกันก่อนหน้านี้อีกด้วย

ประเด็นสำคัญ

  • แนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ หลังเศรษฐกิจโตต่ำ-คุณภาพสินทรัพย์น่าห่วง
  • ไทยมีสัดส่วน NPL สูงสุดในกลุ่มอาเซียน
  • น้ำท่วมจ่อกดดันปัญหาหนี้สินคนไทย ท่ามกลางภาวะงบดุลครัวเรือน-SME อ่อนแอ
  • แบงก์ชาติประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม

วันนี้ (30 กันยายน) พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ปี 2026 แบ่งตามกลุ่มประเทศ พบว่า กลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Markets:DM) ได้แก่ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีแนวโน้มคงที่และเป็นกลาง (Stable / Neutral) ส่วนญี่ปุ่นมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น (Improving)

สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets:EM) ได้แก่ จีน อินเดียและมาเลเซียมีแนวโน้มทรงตัว (Neutral) ส่วนอินโดนีเซียมีแนวโน้มทรงตัวถึงเชิงลบ (Stable/Neg) ขณะที่ ฟิลิปปินส์และไทยมีแนวโน้มที่จะปรับตัวอ่อนแอลงจากปีก่อน (Deteriorating)

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 1

แนวโน้มภาคธนาคารไทย ‘อ่อนแอลง’ หลังเศรษฐกิจโตต่ำ-คุณภาพสินทรัพย์น่าห่วง

พาสันติ์ยังกล่าวถึง แนวโน้มภาคธนาคารไทย (Thai Banking Sector Outlook) โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารไทยได้มีการลดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำ และมีการปรับสัดส่วนโครงสร้างของพอร์ทสินเชื่อ (Loan Mix Shifting) สู่กลุ่มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม

แต่กระนั้นธนาคารไทยยังคงมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของธนาคารไทยน่าจะยังคงทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในภูมิภาค

“ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อในระยะสั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจยังเติบโตเพียง 2% กว่า และสัดส่วน NPL ยังสูง”

อย่างไรก็ดี พาสันติ์ย้ำว่า ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานที่อ่อนแอ และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในด้านเงินกองทุนน่าจะยังช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 2

ไทยมีสัดส่วน NPL สูงสุดในกลุ่มอาเซียน

พาสันติ์ยังกล่าวต่อว่า Fitch คาดว่า คาดการณ์ว่าสัดส่วน NPL ของประเทศไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ระดับเกือบ 4% ในกรณีฐาน (Best Case) และกรณีเลวร้าย (Adversed Case) ซึ่งอาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าคาด NPL อาจเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานอีกเล็กน้อย โดยประมาณการ NPL ของภาคธนาคารไทยในปีนี้นับว่า สูงที่สุดเมือเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

โดยแนวโน้ม NPL ของประเทศไทยใน 1-2 ปีข้างหน้ายังคาดว่า จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 3–4% ต่อเนื่อง ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวโน้มลดลง โดยพาสันติ์มองว่า สาเหตุสำคัญเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยเติบโตและฟื้นตัวช้ามาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 3

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Fitch ยังแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนลูกหนี้ที่แก้หนี้แล้ว แต่กลับมาเป็น NPL ซ้ำ (Re-entry NPL) เริ่มกระดกขึ้น อย่างไรก็ตาม พาสันติ์มองว่า แม้ Re-entry NPL มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งสะท้อนมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ระดับการกลับมายังไม่ได้สูงน่ากังวลเท่ากับสถิติในอดีต

พาสันติ์กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่เป็นห่วงคือธนาคารขาย NPL ออกได้ยากขึ้น เนื่องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ชะลอและลดปริมาณการรับซื้อ NPL ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AMC ประสบความยากลำบากในการบริหารจัดการ NPL เดิมที่มีอยู่ จึงเน้นถือรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพื่อนำออกขาย หรือหวังให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งในความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก

ภาพประกอบแสดงถึงปัญหาหนี้เสียของไทยที่สูงที่สุดในอาเซียน และผลกระทบจากน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจ 4

น้ำท่วมจ่อกดดันปัญหาหนี้สินคนไทย ท่ามกลางภาวะงบดุลครัวเรือน-SME อ่อนแอ

ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) กล่าวในงาน BOT Monthly Briefing โฆษกพบสื่อ เดือนกันยายน 2569 โดยระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความเสียหายต่อสต็อกสินค้า ทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหา ‘หนี้สิน’ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SME และลูกค้ารายย่อยที่มีปัญหาเดิมอยู่แล้ว

ชญาวดีกล่าวต่อว่า เหตุน้ำท่วมรอบนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่งบการเงิน (Balance Sheet) ของครัวเรือนและธุรกิจ SME แย่ลง หลังเผชิญเหตุการณ์ผลกระทบหรือช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลายรอบติดต่อกันอีกด้วย

“ปัญหาของหนี้สินที่อาจจะเพิ่มขึ้น โดยธปท. เตรียมพิจารณาในรายละเอียดต่อไป เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ดี ถ้าพูดถึงเรื่องของปัญหาหนี้สิน ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้ว”

โฆษกธปท. ย้ำว่า ธปท. ได้กำชับสถาบันการเงินให้เร่งรัดออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็น การพักชำระเงินต้น การพักชำระดอกเบี้ย การลดค่างวด การขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือการลดอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ยังมีมาตรการความช่วยเหลือด้านการเติมสภาพคล่อง ได้แก่ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อซ่อมบ้าน และการเติมเงินทุนสำหรับ SME เพื่อใช้ประกอบธุรกิจ

โดยธปท. รวบรวมมาตรการเหลือลูกหนี้เหตุน้ำท่วมจากสถาบันการเงิน 16 แห่ง แบ่งเป็น ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) 6 แห่ง ไว้บนหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ ธปท. แล้ว

แบงก์ชาติประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม

สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วม ชญาวดีกล่าวว่า ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะยังไม่ประเมินตัวเลขผลกระทบ เนื่องจากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่ (Ongoing) อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมองว่า ผลกระทบจะอยู่ที่ภาคบริการเป็นหลัก โดยเฉพาะการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีก-ค้าส่ง และพื้นที่ก่อสร้างที่ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว

ขณะที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่ผ่านมายังได้รับผลกระทบจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นก็อาจจะส่งผลในวงที่กว้างขึ้นได้ สำหรับภาคการผลิตยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงานและนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนการบริโภคของครัวเรือนที่อาจมีการตุนสินค้าและการซ่อมสร้าง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมสร้างทรัพย์สินที่เสียหายหลังน้ำลดส่วนนี้อาจจะเข้ามาช่วยชดเชยตัวเลขทางเศรษฐกิจได้บางส่วน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...