“ดาวโจนส์” ปิดพุ่ง 423 จุด หุ้นเทคโนโลยีหนุนตลาด หลังทรัมป์เผยดีลดีเซลรัสเซีย
ตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดบวกทั้ง 3 ดัชนีหลัก ดาวโจนส์พุ่ง 423 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีและข้อตกลงเพิ่มอุปทานดีเซลจากรัสเซีย แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและความกังวลหุ้น AI
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 03.14 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังเผชิญความผันผวนตลอดสัปดาห์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงแรงขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
โดย ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,654.95 จุด เพิ่มขึ้น 423.31 จุด หรือ 0.83%ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,811.54 จุด เพิ่มขึ้น 0.59% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 27,366.17 จุด เพิ่มขึ้น 0.64%
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดของวัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ตกลงจัดหาน้ำมันดีเซลให้กับสหรัฐฯ และตลาดโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบซึ่งปิดตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สูงกว่า 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่างปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังการประกาศดังกล่าว
หุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้น 1% หลังบริษัทด้านอวกาศและดาวเทียมของอีลอน มัสก์ ประกาศข้อตกลงเข้าซื้อพอร์ตคลื่นความถี่ระดับประเทศ ขณะที่หุ้น AT&T, Verizon และ T-Mobile ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเพิ่มการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
หุ้นเทคโนโลยีรายอื่นปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์นำตลาด นำโดย Palo Alto Networks เพิ่มขึ้น 5% CrowdStrike เพิ่มขึ้น 4% และ Palantir Technologies เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ Microsoft เพิ่มขึ้น 2% และ Amazon เพิ่มขึ้น 3%
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มสาธารณสุขยังปรับตัวโดดเด่น โดย Merck และ Gilead Sciences เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ส่วนหุ้นผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Moderna ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังเชิงบวกต่อรายงานความคืบหน้าด้านการพัฒนาวัคซีนมะเร็งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH)
ก่อนหน้านี้ หุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม AI เผชิญแรงขายในวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) หลัง CNBC ยืนยันว่า OpenAI แจ้งนักลงทุนว่าบริษัทมีรายได้เมื่อคำนวณเป็นอัตราต่อปีอยู่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน ต่ำกว่าตัวเลข 68,000 ล้านดอลลาร์ที่มีรายงานอย่างแพร่หลายในเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าตัวเลขก่อนหน้านั้นรวมรายได้ขั้นต้นจากพันธมิตรทางธุรกิจด้วย ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ร่วงลงมากกว่า 1% ในวันพฤหัสบดี ถือเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม และเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังดัชนีทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นสัปดาห์
อดัม คริซาฟูลลี (Adam Crisafulli) จาก Vital Knowledge ระบุว่า แรงขายดังกล่าวสะท้อนความไม่สมดุลของสถานะการลงทุนที่ยังต้องปรับตัวต่อไป ทำให้หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจไม่สามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในลักษณะตัว V ได้ โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างรายได้ขั้นต้นและรายได้สุทธิของ OpenAI แต่เป็นความสามารถในการทำธุรกิจของบริษัทพัฒนา AI ชั้นแนวหน้า และสัญญาณที่ตลาดเริ่มต่อต้านการระดมทุนผ่านหนี้สินและหุ้นจำนวนมหาศาลของธุรกิจ AI
แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี แต่ดัชนีหลักทั้งสามยังปิดบวกในรอบสัปดาห์ โดย Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.6% ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.9% และ S&P 500 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.2%
สำหรับสัปดาห์หน้า นักลงทุนจะจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร รวมถึง Johnson & Johnson, UnitedHealth, Wells Fargo และ Citigroup ซึ่งมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันอังคาร
ด้านไมเคิล โมนาแกน (Michael Monaghan) จาก Founder ETFs ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจนถึงสิ้นปี จากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน แต่เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันอาจยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด แม้ทรัมป์จะระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนก็ตาม โดยมองว่าตลาดยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามที่อาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น
อ้างอิง : www.cnbc.com