โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ดาวโจนส์” ปิดพุ่ง 423 จุด หุ้นเทคโนโลยีหนุนตลาด หลังทรัมป์เผยดีลดีเซลรัสเซีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 ตุลาคม 2569 เวลา 16.32 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดบวกทั้ง 3 ดัชนีหลัก ดาวโจนส์พุ่ง 423 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีและข้อตกลงเพิ่มอุปทานดีเซลจากรัสเซีย แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันและความกังวลหุ้น AI

วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 03.14 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (9 ต.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังเผชิญความผันผวนตลอดสัปดาห์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงแรงขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โดย ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,654.95 จุด เพิ่มขึ้น 423.31 จุด หรือ 0.83%ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,811.54 จุด เพิ่มขึ้น 0.59% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 27,366.17 จุด เพิ่มขึ้น 0.64%

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดของวัน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ตกลงจัดหาน้ำมันดีเซลให้กับสหรัฐฯ และตลาดโลก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบซึ่งปิดตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ใกล้ระดับ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สูงกว่า 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่างปรับตัวลดลงเล็กน้อยหลังการประกาศดังกล่าว

หุ้น SpaceX ปรับตัวขึ้น 1% หลังบริษัทด้านอวกาศและดาวเทียมของอีลอน มัสก์ ประกาศข้อตกลงเข้าซื้อพอร์ตคลื่นความถี่ระดับประเทศ ขณะที่หุ้น AT&T, Verizon และ T-Mobile ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเพิ่มการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

หุ้นเทคโนโลยีรายอื่นปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์นำตลาด นำโดย Palo Alto Networks เพิ่มขึ้น 5% CrowdStrike เพิ่มขึ้น 4% และ Palantir Technologies เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ Microsoft เพิ่มขึ้น 2% และ Amazon เพิ่มขึ้น 3%

นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มสาธารณสุขยังปรับตัวโดดเด่น โดย Merck และ Gilead Sciences เพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ส่วนหุ้นผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Moderna ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังเชิงบวกต่อรายงานความคืบหน้าด้านการพัฒนาวัคซีนมะเร็งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH)

ก่อนหน้านี้ หุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม AI เผชิญแรงขายในวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) หลัง CNBC ยืนยันว่า OpenAI แจ้งนักลงทุนว่าบริษัทมีรายได้เมื่อคำนวณเป็นอัตราต่อปีอยู่ที่ 50,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน ต่ำกว่าตัวเลข 68,000 ล้านดอลลาร์ที่มีรายงานอย่างแพร่หลายในเดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าตัวเลขก่อนหน้านั้นรวมรายได้ขั้นต้นจากพันธมิตรทางธุรกิจด้วย ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ร่วงลงมากกว่า 1% ในวันพฤหัสบดี ถือเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม และเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังดัชนีทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นสัปดาห์

อดัม คริซาฟูลลี (Adam Crisafulli) จาก Vital Knowledge ระบุว่า แรงขายดังกล่าวสะท้อนความไม่สมดุลของสถานะการลงทุนที่ยังต้องปรับตัวต่อไป ทำให้หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจไม่สามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในลักษณะตัว V ได้ โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างรายได้ขั้นต้นและรายได้สุทธิของ OpenAI แต่เป็นความสามารถในการทำธุรกิจของบริษัทพัฒนา AI ชั้นแนวหน้า และสัญญาณที่ตลาดเริ่มต่อต้านการระดมทุนผ่านหนี้สินและหุ้นจำนวนมหาศาลของธุรกิจ AI

แม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี แต่ดัชนีหลักทั้งสามยังปิดบวกในรอบสัปดาห์ โดย Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.6% ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.9% และ S&P 500 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.2%

สำหรับสัปดาห์หน้า นักลงทุนจะจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร รวมถึง Johnson & Johnson, UnitedHealth, Wells Fargo และ Citigroup ซึ่งมีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันอังคาร

ด้านไมเคิล โมนาแกน (Michael Monaghan) จาก Founder ETFs ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจนถึงสิ้นปี จากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน แต่เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อราคาน้ำมันอาจยังเป็นปัจจัยกดดันตลาด แม้ทรัมป์จะระบุว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนก็ตาม โดยมองว่าตลาดยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามที่อาจทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...