หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลเร่ง 3 ดีลการค้าใหญ่ 'สหรัฐฯ–EU–UAE' เปิดตลาดส่งออก
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งรัดการเจรจาการค้ากับสามตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (ART) ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA ไทย–UAE) ซึ่งขณะนี้ทั้งสามกรอบกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของการเจรจา
สำหรับสหรัฐอเมริกา หอการค้าไทยสนับสนุนภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81
การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย พร้อมผลักดันการเจรจา ART ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อรักษาอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค และสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องอัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และรายการสินค้าที่ควรได้รับการยกเว้นและดูแลเป็นพิเศษ มี สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และ อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม
ขณะเดียวกัน การเดินทางไปสหรัฐฯ ควรใช้เป็นโอกาสเชิญชวนบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI พลังงานสะอาด การแพทย์และสุขภาพ รวมทั้ง อาหารทะเลแปรรูป และ อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม ตลอดจนนวัตกรรมอาหาร โดยเชื่อมโยงการลงทุนกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับ FTA ไทย–EU ซึ่งกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ณ จังหวัดภูเก็ต หอการค้าไทยสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อสรุปในประเด็นที่เหลือ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายโดยเร็ว เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นตลาดกำลังซื้อสูง เป็นแหล่งเงินลงทุนและเทคโนโลยีที่สำคัญ และมีกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นมาตรฐานของการค้าโลก
“FTA ไทย–EU จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ไม่เพียงช่วยขยายการส่งออก แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป ผลการศึกษาประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 1.28% และเพิ่มการส่งออกประมาณ 2.8% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านบาท จึงควรเร่งเจรจาให้เกิดผลโดยเร็ว โดยต้องดูแลสินค้าอ่อนไหวและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่ของยุโรปควบคู่กัน” ดร.พจน์กล่าว
ส่วน CEPA ไทย–UAE ที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง หลังมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% ถือเป็นอีกโอกาสสำคัญในการเปิดประตูสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอาหาร อาหารฮาลาล สินค้าเกษตร ยางพารา สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงบริการด้านการขนส่ง การเงิน และธุรกิจ
UAE ยังมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าของภูมิภาค การเร่งสรุป CEPA จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตลาด UAE แต่เป็นการสร้างประตูให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อไปยังตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ตลอดจนดึงดูดเงินทุนจาก UAE เข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย
นอกเหนือจากสามกรอบหลัก หอการค้าไทยยังสนับสนุนให้เร่งสรุป CEPA ไทย–เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน–แคนาดาควบคู่กัน เพื่อกระจายตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมของไทยเข้าถึงตลาดกำลังซื้อสูงได้มากขึ้น
“FTA ในวันนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงการลดภาษี แต่เป็นเครื่องมือยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การดึงดูด FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก หากกรอบการค้าเหล่านี้บรรลุผลและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีศักยภาพช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ” ดร.พจน์กล่าว
ทั้งนี้ การเปิดตลาดควรดำเนินควบคู่กับการดูแลสินค้าอ่อนไหว การเตรียมความพร้อมให้ SMEs และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนกระจายไปถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง
“ภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน การจ้างงาน และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ไทยกลับมาเป็นฐานการผลิต การค้า และการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค” ดร.พจน์กล่าว