โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลเร่ง 3 ดีลการค้าใหญ่ 'สหรัฐฯ–EU–UAE' เปิดตลาดส่งออก

Nation Online

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งรัดการเจรจาการค้ากับสามตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (ART) ความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (CEPA ไทย–UAE) ซึ่งขณะนี้ทั้งสามกรอบกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของการเจรจา

สำหรับสหรัฐอเมริกา หอการค้าไทยสนับสนุนภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย พร้อมผลักดันการเจรจา ART ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อรักษาอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ ไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค และสร้างความชัดเจนให้แก่ผู้ส่งออกและนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องอัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และรายการสินค้าที่ควรได้รับการยกเว้นและดูแลเป็นพิเศษ มี สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และ อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม

ขณะเดียวกัน การเดินทางไปสหรัฐฯ ควรใช้เป็นโอกาสเชิญชวนบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI พลังงานสะอาด การแพทย์และสุขภาพ รวมทั้ง อาหารทะเลแปรรูป และ อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม ตลอดจนนวัตกรรมอาหาร โดยเชื่อมโยงการลงทุนกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับ FTA ไทย–EU ซึ่งกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ณ จังหวัดภูเก็ต หอการค้าไทยสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อสรุปในประเด็นที่เหลือ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายโดยเร็ว เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นตลาดกำลังซื้อสูง เป็นแหล่งเงินลงทุนและเทคโนโลยีที่สำคัญ และมีกฎเกณฑ์ซึ่งเป็นมาตรฐานของการค้าโลก

“FTA ไทย–EU จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ไม่เพียงช่วยขยายการส่งออก แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป ผลการศึกษาประเมินว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 1.28% และเพิ่มการส่งออกประมาณ 2.8% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านบาท จึงควรเร่งเจรจาให้เกิดผลโดยเร็ว โดยต้องดูแลสินค้าอ่อนไหวและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่ของยุโรปควบคู่กัน” ดร.พจน์กล่าว

ส่วน CEPA ไทย–UAE ที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง หลังมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% ถือเป็นอีกโอกาสสำคัญในการเปิดประตูสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอาหาร อาหารฮาลาล สินค้าเกษตร ยางพารา สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงบริการด้านการขนส่ง การเงิน และธุรกิจ

UAE ยังมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าของภูมิภาค การเร่งสรุป CEPA จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตลาด UAE แต่เป็นการสร้างประตูให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อไปยังตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้ ตลอดจนดึงดูดเงินทุนจาก UAE เข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

นอกเหนือจากสามกรอบหลัก หอการค้าไทยยังสนับสนุนให้เร่งสรุป CEPA ไทย–เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน–แคนาดาควบคู่กัน เพื่อกระจายตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมของไทยเข้าถึงตลาดกำลังซื้อสูงได้มากขึ้น

“FTA ในวันนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงการลดภาษี แต่เป็นเครื่องมือยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การดึงดูด FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก หากกรอบการค้าเหล่านี้บรรลุผลและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีศักยภาพช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ” ดร.พจน์กล่าว

ทั้งนี้ การเปิดตลาดควรดำเนินควบคู่กับการดูแลสินค้าอ่อนไหว การเตรียมความพร้อมให้ SMEs และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนกระจายไปถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

“ภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน การจ้างงาน และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ไทยกลับมาเป็นฐานการผลิต การค้า และการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค” ดร.พจน์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...