โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงเรียนนานาชาติบูม พ่อแม่ยอมจ่ายแพง เดิมพันอนาคตลูกในยุค AI

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
โรงเรียนนานาชาติไทยเติบโตสวนทางวิกฤตเด็กเกิดน้อย แรงหนุนจากครอบครัวกำลังซื้อสูงและชาวต่างชาติ ขณะที่การแข่งขันขยายสู่เมืองเศรษฐกิจ พร้อมเทรนด์ EdTech และทักษะ AI ที่กำลังเปลี่ยนตลาดการศึกษา

มีหนึ่งในธุรกิจการศึกษาที่เติบโตสวนทางกับจำนวนเด็กไทยที่ลดลง นั่นคือ โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งกำลังขยายตัวตามกำลังซื้อและความคาดหวังของผู้ปกครอง

พ่อแม่จำนวนหนึ่งพร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนสูงขึ้น เพื่อแลกกับภาษา หลักสูตรสากล เส้นทางศึกษาต่อต่างประเทศ และทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ในกรุงเทพฯ แต่เริ่มขยายไปตามเมืองเศรษฐกิจและหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ

ตลาดบนหนุนโรงเรียนนานาชาติ

ปัจจุบันผู้ปกครองชาวไทยไม่ได้มองการศึกษาเป็นเพียงค่าใช้จ่าย แต่เลือกลงทุนกับหลักสูตร ประสบการณ์ และทักษะที่เชื่อว่าจะเพิ่มโอกาสให้บุตรหลาน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง

LH Bank Business Research อ้างอิงรายงานความมั่งคั่งของ Knight Frank ประเมินว่า ปี 2026 ไทยจะมีผู้มีความมั่งคั่งสูงประมาณ 162,000 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.7% ต่อปี

คนกลุ่มนี้เป็นฐานกำลังซื้อสำคัญของบริการทางการศึกษา เพราะสามารถรับภาระค่าเล่าเรียนระยะยาว รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษา กิจกรรม และการเตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศ

อีกฐานลูกค้าคือ นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติประมาณ 60,000-70,000 คน ซึ่งเข้ามาทำงานภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษ หรือกลุ่มคนต่างด้าวตามมาตรา 62 โดยในช่วงปี 2020-2024 คนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.3% ต่อปี

เมื่อผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาพร้อมครอบครัว ความต้องการโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรสากลและสามารถเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของประเทศอื่นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โรงเรียนนานาชาติจึงมีฐานลูกค้าทั้งครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงและครอบครัวต่างชาติ ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่อยู่อาศัย การเดินทาง และบริการเสริมสำหรับครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้แข่งขันกันด้วย ความเชื่อมั่นมากกว่าราคา โรงเรียนต้องพิสูจน์มาตรฐานหลักสูตร คุณภาพครู และผลลัพธ์ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับค่าเล่าเรียน

หลักสูตรอังกฤษครองตลาดโรงเรียนนานาชาติไทย

เมื่อผู้ปกครองมีกำลังซื้อ คำถามต่อมาคือ หลักสูตรแบบใดสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนและประเทศปลายทางของบุตรหลาน

LH Bank Business Research อ้างอิงข้อมูลสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ระบุว่า หลักสูตรอังกฤษมีสัดส่วนประมาณ 40-50% ของโรงเรียนนานาชาติทั้งหมดในไทย และครองตลาดมากที่สุด

หลักสูตรอังกฤษเชื่อมต่อกับเส้นทางศึกษาต่อในสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยนานาชาติ โดยช่วงมัธยมปลายจะเน้นวิชาเฉพาะทางตามความถนัดของผู้เรียน

อันดับถัดมาคือ หลักสูตรอเมริกันประมาณ 20-30% มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเลือกวิชาให้เหมาะกับความสนใจและเป้าหมายการเข้ามหาวิทยาลัย

ส่วน International Baccalaureate หรือ IB มีสัดส่วนประมาณ 15-25% เน้นการคิดวิเคราะห์ การเรียนข้ามศาสตร์ และสามารถใช้สมัครมหาวิทยาลัยในหลายประเทศ

อีกประมาณ 5-10% เป็นหลักสูตรเฉพาะประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และจีน รองรับครอบครัวที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาของประเทศนั้นโดยตรง

สำหรับผู้ปกครอง การเลือกหลักสูตรมีผลตั้งแต่รูปแบบการเรียน การสอบวัดผล ไปจนถึงการสมัครมหาวิทยาลัย การเปลี่ยนหลักสูตรกลางทางจึงมีต้นทุนทั้งด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการปรับตัว

สำหรับผู้ประกอบการ หลักสูตรเป็นตัวกำหนดการรับรองมาตรฐาน การจ้างครู ระบบประเมินผล และต้นทุนการดำเนินงาน โรงเรียนจึงต้องเลือกหลักสูตรให้ตรงกับฐานลูกค้าในพื้นที่

การแข่งขันไม่ได้จบที่ชื่อหลักสูตรต่างประเทศ แต่โรงเรียนต้องพิสูจน์ คุณภาพครู ระบบการสอน และผลลัพธ์ของผู้เรียน เพราะความน่าเชื่อถือมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจจ่ายค่าเล่าเรียนระยะยาว

4 ทำเลศักยภาพโรงเรียนนานาชาติ

นอกจากหลักสูตรแล้ว ทำเลคือปัจจัยชี้ขาดของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติ เพราะต้องอยู่ใกล้ครอบครัวเป้าหมาย และมีนักเรียนเพียงพอรองรับต้นทุนอาคาร ครู และระบบการเรียนในระยะยาว

LH Bank Business Research ประเมินว่า ทำเลศักยภาพคือพื้นที่ที่มีครอบครัวรายได้สูงและชาวต่างชาติอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น โดยมี 4 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ อีอีซี-พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ

อีอีซี-พัทยา มีฐานจากภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างชาติ โรงงาน และกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงมีครอบครัวผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเป็นฐานลูกค้า

ภูเก็ต มีทั้งธุรกิจท่องเที่ยวระดับบนและชาวต่างชาติพำนักระยะยาว โรงเรียนจึงมีโอกาสรองรับนักเรียนหลายสัญชาติและครอบครัวที่ทำงานในภาคบริการ

เชียงใหม่ มีโอกาสจากครอบครัวที่ต้องการคุณภาพชีวิตและทางเลือกการศึกษานอกกรุงเทพฯ เหมาะกับโรงเรียนที่ออกแบบขนาดและค่าเล่าเรียนให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าในพื้นที่

ส่วน กรุงเทพฯ ยังคงเป็นตลาดหลัก เพราะมีทั้งครอบครัวรายได้สูงและผู้บริหารต่างชาติจำนวนมาก แต่ต้องเผชิญกับราคาที่ดินสูงและการแข่งขันจากโรงเรียนแบรนด์ใหญ่

การออกไปต่างจังหวัดช่วยลดต้นทุนที่ดินและการแข่งขัน แต่ต้องแลกกับฐานลูกค้าที่เล็กและกระจายตัวกว่า ผู้ประกอบการจึงต้องประเมินจำนวนครอบครัวเป้าหมาย รายได้ และระยะเวลาที่ชาวต่างชาติพำนักในพื้นที่อย่างแม่นยำ

หากประเมินความต้องการสูงเกินจริง โรงเรียนจะมีที่นั่งว่างและต้องแบกรับต้นทุนอาคารกับบุคลากร แต่หากเลือกทำเลถูกต้อง โรงเรียนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเมือง และหนุนธุรกิจที่พักอาศัย ระบบขนส่ง และบริการสำหรับครอบครัวต่างชาติได้

ตลาดการศึกษาไทยแบ่งเป็น 2 ทิศทาง

หากดูให้ลึกถึงตลาดการศึกษาไทย จะพบว่ากำลังแบ่งออกเป็น 2 ทิศทางชัดเจน กลุ่มที่สร้างความแตกต่างและตอบโจทย์เฉพาะยังมีโอกาสเติบโต ขณะที่โรงเรียนซึ่งพึ่งรูปแบบการเรียนแบบเดิมกำลังถูกบีบจากจำนวนเด็กและการแข่งขัน

ข้อมูลจาก LH Bank Business Research ระบุว่า กลุ่มที่ยังมีโอกาสเติบโตประกอบด้วย โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรพรีเมียม และ EdTech-Hybrid Learning

เทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech และการเรียนแบบผสมผสาน หรือ Hybrid Learning ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มบริการและเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขยายห้องเรียนหรือสาขาตามจำนวนลูกค้าทั้งหมด

ส่วนกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันคือ โรงเรียนที่ขาดจุดต่างและโรงเรียนเอกชนขนาดเล็ก เพราะต้องแข่งขันแย่งนักเรียนในตลาดที่ฐานลูกค้าลดลง แต่ยังมีต้นทุนบุคลากร อาคาร และการบริหารจัดการ

ทิศทางนี้กำลังผลักให้ธุรกิจการศึกษาเปลี่ยนจากการเน้นจำนวนนักเรียน ไปสู่โมเดล High Value-Low Volume หรือสร้างมูลค่าต่อผู้เรียนให้สูงขึ้น แม้จำนวนผู้เรียนจะน้อยลง ผ่านหลักสูตรเฉพาะและการดูแลรายบุคคล

ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ประกอบการที่มีแบรนด์ชัด มีเครือข่ายพันธมิตร และนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน ส่วนโรงเรียนที่มีที่นั่งว่างจำนวนมากและไม่มีจุดขาย อาจต้องลดค่าใช้จ่าย หารายได้ใหม่ หรือพิจารณาร่วมทุนและควบรวมกิจการ

อย่างไรก็ตาม การติดป้ายว่า “พรีเมียม” หรือเพิ่มระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะผู้ปกครองจะเปรียบเทียบค่าเรียนกับคุณภาพครู ผลการเรียน และโอกาสต่อยอดของเด็กอย่างละเอียดขึ้น

การแข่งขันจึงกำลังเปลี่ยนจาก การขายสถานที่เรียน ไปสู่การขายผลลัพธ์

AI เปลี่ยนทักษะที่โรงเรียนต้องสอน

เมื่อธุรกิจการศึกษาแข่งขันกันด้วยผลลัพธ์ คำถามสำคัญคือ ทักษะแบบใดที่ผู้เรียนต้องมี เพื่อสอดคล้องกับโลกการทำงานที่กำลังถูกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีและ AI

รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum สำรวจนายจ้างมากกว่า 1,000 ราย ครอบคลุมแรงงานกว่า 14 ล้านคนใน 55 ประเทศ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของงานและทักษะช่วงปี 2025-2030

ทักษะด้านเทคโนโลยีที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ AI และ Big Data, Networks และ Cybersecurity รวมถึง Technology Literacy หรือความสามารถในการเข้าใจและใช้เทคโนโลยี

แต่ตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็น ทักษะมนุษย์ยังมีความสำคัญ ทั้ง การคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว ภาวะผู้นำและอิทธิพลทางสังคม รวมถึงความใฝ่รู้และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

World Economic Forum ประเมินว่า ทักษะเดิมของแรงงานโดยเฉลี่ย 39% จะเปลี่ยนไปหรือล้าสมัยภายในปี 2030 และหากแรงงานโลกมี 100 คน จะมี 59 คนที่ต้องได้รับการฝึกทักษะเพิ่มเติม

ภาพนี้ทำให้ตลาดการศึกษาไม่ได้จบอยู่ที่วัยเรียน แต่ขยายไปสู่การเพิ่มทักษะและเปลี่ยนทักษะของคนทำงานตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันฝึกอบรม และแพลตฟอร์มออนไลน์พัฒนาบริการใหม่

สำหรับไทย โจทย์จึงไม่ใช่การสอนเด็กให้แข่งขันกับ AI แต่คือ สอนให้ใช้ AI ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และความเป็นผู้นำ

ทิศทางธุรกิจการศึกษาจากนี้จึงกำลังเปลี่ยนจากการขายหลักสูตร ไปสู่ การสร้างทักษะและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ ผู้ประกอบการที่เชื่อมการเรียนกับโลกการทำงานได้เร็ว มีโอกาสเติบโตได้ แม้จำนวนผู้เรียนในระบบโรงเรียนไทยจะลดลงก็ตาม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...