บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด กระแสข่าวคำร้องขอได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ตัวบทกฎหมายจะมีเจตนารมณ์เพื่อผู้ชุมนุมทางการเมือง และไม่ครอบคลุมคดีทุจริตหรือการยึดทรัพย์ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ทั้ง 4 คดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว จนกระทั่งกรรมการฯ บางท่านได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าไม่อยู่ในเงื่อนไขก็ตาม แต่แรงสะเทือนทางการเมืองกลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ข้อกฎหมาย
มีรายงานถึงเค้าลางการใช้พลังทางการเมืองกดดันผ่านเสียง สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนในการลงมติไว้วางใจ “อนุทิน” และรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย รวมไปถึงการส่งสัญญาณไปยัง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” แห่งพรรคกล้าธรรม แม้ฉากหน้าฝั่งเพื่อไทยจะออกมารูปแบบปฏิเสธ และ ร.อ.ธรรมนัสจะยังสงวนท่าที แต่วิถีการเมืองที่พึ่งพาการดีลและต่อรองมาโดยตลอด ทำให้สุภาษิต "ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ" ยังคงขลังอยู่เสมอ
สำหรับ “นายกฯ อนุทิน” แม้ในทางเปิดเผยคงทำได้เพียงตอบกลางๆ ว่าทุกอย่าง "เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย" เพื่อระมัดระวังไม่ให้กระทบการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แต่ในความเป็นจริงย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์รอบตัวประมาทไม่ได้เลย บทเรียนทางการเมืองชี้ให้เห็นเสมอว่าความสัมพันธ์อันลึกซึ้งในวงการอำนาจสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
ศึกซักฟอกที่กำลังจะมาถึงในช่วงต้นเดือนธันวาคม จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องจับตาอย่างยิ่ง แม้ในวันนี้ฉากทัศน์การเมืองจะดูเหมือนสงบและนิ่งสนิท แต่หากมีจุดพลิกผันเพียงเล็กน้อย ย่อมพร้อมจะเปลี่ยนทิศทางได้เสมอ “อนุทิน” จึงยังไม่อาจวางใจกับเสถียรภาพที่เป็นอยู่ เพราะในกระดานอำนาจนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
จากการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ กรอ. กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย อุดรธานี บึงกาฬ เลย หนองคาย และหนองบัวลำภู ซึ่งมี “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบายรวม 170 โครงการ วงเงินงบประมาณรวมกว่า 78,461 ล้านบาท เพื่อเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ นัยสำคัญของงบประมาณก้อนโตนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างกระแสข่าวหรือดรามาทางการเมืองเพื่อสร้างภาพจำไปวันๆ แต่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจระดับพื้นที่ที่จับต้องได้จริง เพื่อให้พี่น้องประชาชนคนอีสานตอนบนได้รับผลประโยชน์แบบกินได้และตกถึงท้องอย่างแท้จริง
โครงสร้างของแผนงานถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ปากท้องของคนในพื้นที่อย่างครอบคลุม 4 มิติหลัก โดยมิติที่มีวงเงินสูงที่สุดถึงกว่า 57,578 ล้านบาท จาก 35 โครงการ คือ การพัฒนาการค้าชายแดน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเปิดประตูการค้า สร้างจุดเชื่อมโยงโลจิสติกส์ และขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ลุยตลาดเพื่อนบ้าน ดึงเงินเข้าสู่ชุมชน ขณะเดียวกัน มิติการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุดถึง 66 โครงการ วงเงินกว่า 9,887 ล้านบาท จะช่วยกระจายรายได้สู่พ่อค้าแม่ค้า ชุมชนท้องถิ่น ร้านอาหาร และธุรกิจโรงแรมอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีมิติการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารอีก 38 โครงการ วงเงินกว่า 7,956 ล้านบาท ที่เน้นยกระดับผลผลิต พัฒนาวัตถุดิบและเครื่องเทศไทยสู่ตลาดโลกเพื่อเพิ่มมูลค่าในกระเป๋าของเกษตรกร พร้อมขนานไปกับการปราบปรามยาเสพติดอีก 31 โครงการ วงเงินกว่า 3,039 ล้านบาท เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
ความพิเศษที่ทำให้ชาวบ้านสัมผัสผลประโยชน์ได้เร็วที่สุด คือการจัดสรรเป็นมาตรการเร่งด่วน หรือ Quick Win ที่มีความพร้อมอัดฉีดงบประมาณกว่า 2,879 ล้านบาท ลงสู่ 101 โครงการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทันทีในระยะสั้น ควบคู่ไปกับแผนระยะยาวอีก 69 โครงการ วงเงินกว่า 75,582 ล้านบาท
“รองนายกฯ” ย้ำชัดว่า นโยบายการขับเคลื่อนภาคเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งนี้ ทำบนพื้นฐานศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้อีสานตอนบนเป็นครัวโลกที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคง มติที่เป็นเอกภาพของ กรอ.ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะถูกส่งต่อให้ สศช. เสนอ ครม.สัญจร อุดรธานี เพื่อเปลี่ยนแผนงานบนกระดาษให้กลายเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม.
เสือดำ