“ไชยชนก–เจเศรษฐ์–วรศิษฎ์” นำกำลัง ปภ. ลุยน้ำท่วม ลงเรือท้องแบนเร่งช่วยผู้สูงอายุ หมู่บ้านนักกีฬา เขตสะพานสูง
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 เวลา 22.00 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพาริส เจริญศิลป์ คณะที่ปรึกษาช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ตามข้อห่วงใยของรัฐบาลที่กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด
ระหว่างเดินทางไปยัง ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย ณ โรงเรียนศรีพฤฒา ซึ่งได้ถูกจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิง คณะได้รับแจ้งว่า บริเวณในซอยแยกย่อยของหมู่บ้านนักกีฬา เขตสะพานสูง ยังมีประชาชนติดค้างอยู่ภายในบ้านพัก เนื่องจากมีน้ำท่วมขังในระดับสูงมากกว่า 1 เมตร ซึ่งไม่สามารถเดินทางออกมาได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ทันทีที่ได้รับแจ้ง คณะได้หยุดรถและลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่นำ เรือท้องแบน เข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยังติดค้างเป็นการด่วน โดยให้เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อนำออกจากพื้นที่ไปยังจุดปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงที่กรุงเทพมหานครจัดเตรียมไว้
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้พบกับ นางสาวมธุรส เบนท์ ส.ก. เขตสะพานสูง และ นายพงศธร ชั้นไพศาลศิลป์ ผู้อำนวยการเขตสะพานสูง ซึ่งได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนมาตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ โดยได้สอบถามถึงสถานการณ์ในพื้นที่ การดำเนินการช่วยเหลือที่ผ่านมา รวมถึงจุดที่ยังมีประชาชนต้องการความช่วยเหลือ เพื่อประสานการสนับสนุนทั้งกำลังพล อาหาร เรือ และอุปกรณ์ ให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มีความรุนแรงและมีความซับซ้อนกว่าสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ จึงได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งเข้าไปดูแลและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ในบ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบาง ต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นลำดับแรก
“สิ่งสำคัญในเวลานี้คือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน รัฐบาลจะระดมกำลังและทรัพยากรจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ” นายไชยชนกกล่าว
ด้านนายเจเศรษฐ์ ในฐานะดูแลกำก้บกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำชับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งสำรวจบ้านเรือนในพื้นที่อย่างละเอียด โดยเฉพาะจุดที่รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมจัดกำลังและเรือสำหรับเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก และกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า “เมื่อได้รับแจ้งว่ามีประชาชนติดค้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าไปให้ถึงประชาชนให้เร็วที่สุด จึงต้องสั่งการให้เรือเข้าช่วยเหลือทันที และต้องสำรวจให้ทั่วถึงว่า ยังมีใครที่ต้องการความช่วยเหลืออีกหรือไม่”
ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งประสานการทำงานร่วมกัน โดยลดขั้นตอนและข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับแจ้งว่ามีประชาชนติดค้างหรืออยู่ในภาวะเสี่ยง ต้องสามารถส่งต่อข้อมูลและจัดกำลังเข้าช่วยเหลือได้ทันที
“ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราต้องทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานสั้นที่สุดและเร็วที่สุด อะไรที่สามารถลดขั้นตอนลงได้ต้องดำเนินการทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงประชาชนได้เร็วขึ้น และให้ทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด” นายวรศิษฎ์กล่าว
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และประสานการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ เรือท้องแบน และเครื่องมือสาธารณภัย สามารถเข้าถึงจุดที่มีประชาชนติดค้างได้อย่างรวดเร็ว พร้อมสนับสนุนการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยและศูนย์พักพิง
ทั้งนี้ รัฐบาลมีความห่วงใยต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ เร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน ระดมสรรพกำลังและทรัพยากรที่มีอยู่เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลัก “เห็นประชาชนเดือดร้อน ต้องเข้าไปถึงพื้นที่ และช่วยให้เร็วที่สุด” เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง