โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คุมเข้ม 6 หมื่นโรงงาน “ทิ้งกาก” ต้องจ่าย เริ่ม 1 พ.ย. 2566

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 มิ.ย. 2566 เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2566 เวลา 07.15 น.

ปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรมเกิดเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพบโรงงานผลิตปุ๋ยลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรมกว่า 80,000 ตัน โดยไม่ได้รับอนุญาตที่จังหวัดระยอง หรือข่าวเมื่อไม่นานมานี้ที่พบการลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรมริมถนนทางหลวงหมายเลข 331 จังหวัดชลบุรี

ทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้สร้างปัญหาแค่เฉพาะโรงงานผู้ผลิตของเสียอุตสาหกรรม ผู้กำจัดของเสียเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญปัญหานี้ยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบ เรื่องนี้จึงเป็นความรับผิดชอบของอุตสาหกรรมทุกภาคส่วนที่ต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (sustainable supply chain) ขึ้นมา

โดยขณะนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งให้โรงงาน 60,638 โรงงานทั่วประเทศรายงานเรื่องการจัดการของเสียและสิ่งปฏิกูลภายใน 30 มิ.ย. 2566 เพื่อให้ทันการใช้ประกาศฉบับใหม่

ทิ้งของเสียอุตสาหกรรม

นายสมชาย หวังวัฒนาพาณิช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 ที่จะมีผลบังคับในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 นี้

ได้นำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หรือเป็นผู้รับผิดชอบ (polluter pays principle : PPP) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดความรับผิดของผู้ผลิตของเสียอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางโรงงานไปจนกว่าของเสียอุตสาหกรรมดังกล่าวจะได้รับการกำจัดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งต่างจากเดิมที่ความรับผิดชอบจะสิ้นสุดเมื่อโรงงานผู้กำจัดของเสียได้รับของเสียอุตสาหกรรม

ซึ่งสถานการณ์ปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรม เกิดจากการที่เอกชนบางรายต้องการประหยัดต้นทุนค่าขนส่งและค่ากำจัดจึงลักลอบทิ้ง ดังนั้น ต้องแก้ไขโดยนำระบบติดตามรถขนส่งของเสียอันตราย (e-Fully manifest)

ซึ่งสามารถติดตามรถขนของเสียอุตสาหกรรมอันตรายออกนอกโรงงานแบบทันทีและตลอดเวลา ผ่านระบบฐานข้อมูลและติดตามการขนส่งของเสียอุตสาหกรรม (GPS) ทำร่วมกับโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมไม่ให้รถขนของเสียอุตสาหกรรมออกนอกเส้นทาง

“เมื่อรถขนของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมไปสู่โรงงานกำจัดของเสีย จะต้องมีการวางแผนตรวจสอบตามเส้นทางอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจะสามารถตรวจสอบได้ทันที ทว่ายังมีอีกปัญหาคือ ผู้ขนส่งของเสียอาจจะลอบทิ้งกลางทางเพื่อรักษาต้นทุน แต่ผู้ที่ต้องรับผิดทางกฎหมายกลับเป็นผู้ผลิตของเสียที่จ้างให้บริษัทกำจัดของเสียจัดการ”

โมเดล Eco Factory

นายสมชายกล่าวว่า เมื่อมีผู้สร้างของเสียในอุตสาหกรรม (waste generator) การที่จะให้ของเสียได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง ไม่กระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องมีผู้กำจัดของเสีย (waste processor) ที่ได้มาตรฐาน แต่เดิมที่ไม่ได้วางแผนตั้งมาตรฐานให้ผู้กำจัดของเสียอย่างไร

ภายหลัง ส.อ.ท.จึงได้นำโมเดลของโรงงานเชิงนิเวศ (eco factory) มาใช้ ซึ่งมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ต้องมีการปล่อยของเสียเป็นศูนย์ หรือมีของเสียเกิดน้อยที่สุด มีการใช้วัตถุดิบและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีและได้มาตรฐาน มีการดำเนินกิจกรรมที่น่าเชื่อถือและมีการเกื้อกูลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือสังคมโดยรอบ

ซึ่งจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ที่ดำเนินกิจการโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้วสามารถบรรลุผลดังกล่าวได้อย่างลุล่วง

กล่าวคือมีการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน และสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อสังคมโดยรอบ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันที่นำไปกำกับดูแลผู้กำจัดของเสียให้มีมาตรฐาน ดูแลสิ่งแวดล้อมในโรงงาน เพื่อให้ผู้ใช้บริการหรือผู้สร้างของเสียมั่นใจว่าสามารถกำจัดของเสียขยะได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้น ในบริบทตรงนี้หากได้ทั้งโรงงานของผู้ผลิตของเสีย และของผู้กำจัดของเสียสามารถเป็นโรงงานเชิงนิเวศได้ ก็จะสร้างความมั่นใจได้เลยว่าห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างแน่นอน

“ส.อ.ท.มีเป้าหมายว่า ในปี 2569 สมาชิก ส.อ.ท.จะสามารถพัฒนาสู่การเป็นโรงงานเชิงนิเวศได้ 100% ซึ่งมีโรงงานประมาณ 70-80 โรงงานที่เป็นผู้กำจัดของเสีย โดยปัจจุบันมีโรงงานผู้กำจัดของเสียที่ได้รับมาตรฐานโรงงานเชิงนิเวศจำนวน 9 แห่ง และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมจำนวน 18 แห่ง”

SCGC รุก

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ส.อ.ท.ยังได้ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดทำความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ด้วยการเลือกใช้ผู้ประกอบการจัดการของเสียที่ได้รับรองมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศด้วยตราสัญลักษณ์ Eco Factory For Waste Processor ร่วมกับบริษัทเอกชนหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) (SCGC)

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล Vice President-Manufacturing บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCGC ในฐานะ waste generator เรามองว่าการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายเรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทำให้ผู้ผลิตของเสียต้องมีส่วนร่วมในการติดตามการกำจัดของเสียอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน

โดย SCGC มีนโยบายจัดการของเสีย ดังนี้ การควบคุมของเสียต่อตันผลิตภัณฑ์ให้ไม่เกิน 1 กิโลกรัมต่อตัน ต่อมาคือการนำของเสียกลับไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดด้วยการรีไซเคิล หรือการทำเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy หรือ CE) รวมถึงการกำจัดตามหลัก global reporting initiative (GRI) ver.2000 ได้ระบุชัดเจนเรื่องผู้ประกอบการในการลดกำจัดของเสียโดยการเผา ซึ่งเป็นนโยบายการจัดการกำจัดของเสียของทางบริษัท

Waste Processor ในฝัน

นอกเหนือจากนโยบายที่ทางบริษัท SCGC ที่ได้ดำเนินงานในฐานะผู้ผลิตของเสียแล้ว ยังมองหาผู้ประกอบการกำจัดของเสียอย่างยั่งยืน (sustainable waste processor) ซึ่งบริษัทในธุรกิจเอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไปจะพิจารณาใช้บริการผู้รับจัดการกากของเสียที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ สำหรับผู้ประกอบการจัดการของเสียที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Eco Factory for Waste Processor

“โดยมาตรฐานอย่างแรกคือ ต้องถูกต้องตามข้อกำหนดและกฎหมายทั้งผู้ขนส่งและผู้รับกำจัดของเสีย พร้อมมีการตรวจประเมินโรงงานผู้กำจัดของเสีย พร้อมพูดคุยกับชุมชนโดยรอบ เพื่อสร้างความมั่นใจถึงกระบวนการจัดการที่สามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสุดท้ายคือต้องได้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างน้อยระดับที่ 2 และได้การรับรองมาตรฐาน Eco Factory for Waste Processor

เสียงจาก Waste Processor

นายธนาธร ตรงสิทธิวิทู Business Expansion Department Manager บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด ได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องแก่ ส.อ.ท. ในฐานะผู้กำจัดของเสียอุตสาหกรรม ดังนี้ 1) ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลของเสียอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเหมาะสม 2) ต้องมีความเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานรีไซเคิล ที่ไม่ได้เป็นโรงงาน หรือโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน

3) ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อกำเนิดของเสียอุตสาหกรรมที่อยู่นอกระบบ และเอาข้อมูลของของเสียอุตสาหกรรมที่เข้ามาอยู่ในระบบให้ได้มากที่สุด 4) การเพิ่มโทษเอาผิดต่อผู้กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการบำบัดกำจัดของเสียที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลักลอบทิ้ง เป็นต้น

5) การสนับสนุนให้นำของเสียอุตสาหกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลัก CE ทั้งในด้านเทคโนโลยีและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การสร้างแรงจูงใจ (incentive) ให้กับผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามมาตรฐาน อาทิ การขยาย auto e-License เป็นต้น จึงจะสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนได้สำเร็จ หากมีการจัดการระบบให้มีประสิทธิภาพ มีความเข้มงวดและสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ประกอบกิจการ

สุดท้าย 6) การสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งผู้ผลิตของเสียและผู้กำจัดของเสีย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตสู่สังคมไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...