โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ทางเดินแห่งยักษ์” มรดกโลกกับตำนานการสร้างสะพานของยักษ์ไอริช

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 มี.ค. 2568 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2568 เวลา 17.07 น.
ภาพ “ทางเดินแห่งยักษ์” (Giant's Causeway) ถ่ายราวช่วง ค.ศ. 1860-1870

ในไอร์แลนด์เหนือ มีสถานที่ท่องเที่ยวเรียกว่า “ทางเดินแห่งยักษ์” (Giant’s Causeway) เป็นพื้นที่ของหินบะซอลต์จำนวนมหาศาลที่เกิดจากการแปรสภาพการปะทุของภูเขาไฟในสมัยก่อน จนกลายเป็นแนวเสาหินเรียงรายกันเป็นเหมือนทางเดิน

นี่เป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลในทางวิทยาศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ชาวเคลท์โบราณมีคำอธิบายที่แตกต่างออกไป เรื่องเกิดขึ้นจากยักษ์สองตนที่ไม่กินเส้นกัน

ตำนานมีอยู่ว่า มียักษ์ไอริชนามว่า ฟิน แมกคูล (Finn MacCool) อยู่กินกับ อูนา (Oonagh) และมียักษ์ชาวสก็อตนามว่า เบนนันดอนเนอร์ (Benandonner) อาศัยอยู่อีกฟากทะเล คอยตะโกนด่าและหาเรื่องทะเลาะทุกวัน ยักษ์ทั้งสองตนคำรามด่าทอและเขวี้ยงหินใหญ่ใส่กันเป็นประจำ

ในที่สุด ต่างฝ่ายต่างก็ทนไม่ไหว เบนนันดอนเนอร์ท้าฟินต่อสู้กันตาต่อตา แน่นอนว่าฟินย่อมตอบรับคำท้า จึงขว้างก้อนหินขนาดยักษ์ไปถมทะเล เพื่อให้เป็นสะพานข้ามทะเลไปสู่ชายฝั่งสก็อต ด้วยความโกรธ ฟินก็เร่งรัดข้ามสะพานหินเพื่อไปสำแดงฤทธิ์แก่ยักษ์แห่งสก็อต

อย่างไรก็ตาม เมื่อฟินมองไปไกลก็พบว่าเบนนันดอนเนอร์ตัวใหญ่และบึกบึนมากกว่าตน ไม่มีทางที่จะต่อสู้ชนะได้เลย จึงรีบวิ่งหนีกลับไปหาภรรยาและปรึกษา อูนาจึงนำเสนอไอเดียบรรเจิด ในเมื่อไม่แข็งแกร่งพอจะสู้กันซึ่ง ๆ หน้าได้ ก็ต้องมีอุบายสักหน่อย!

อูนาเอาผ้าผืนใหญ่หลายผืนมาห่มสามีให้เหมือนเด็กทารกขนาดยักษ์ เมื่อยักษ์เบนนันดอนเนอร์ข้ามสะพานมาถึง ก็เข้าบ้านมาอย่างเกรี้ยวกราด อูนาให้การต้อนรับอย่างดี และบอกว่าสามีของตนไม่อยู่บ้าน ให้มาพักกินของว่างก่อน ยักษ์แห่งสก็อตก็ยินดีกินเค้กที่อูนาเตรียมไว้ แต่แล้วก็ต้องร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เพราะในเค้กมีเหล็กซ่อนอยู่ ทำให้ฟันของเขาหัก

อูนาจึงกล่าวว่านั่นเป็นเค้กที่ฟินกินเป็นประจำ ทำให้เบนนันดอนเนอร์เริ่มกังวลถึงความแข็งแกร่งของศัตรู ช่วงเวลานั้นฟินก็ร้องดังลั่นเหมือนทารกร้องไห้งอแง เมื่อยักษ์แห่งสก็อตเหลือบไปเห็นทารกขนาดใหญ่โตเท่ากับยักษ์โตเต็มวัย เบนนันดอนเนอร์ก็เริ่มหวาดกลัวเพราะคิดว่า หากทารกยังตัวใหญ่ขนาดนี้ แล้วตัวพ่อมันจะตัวใหญ่ขนาดไหน?

เบนนันดอนเนอร์จึงรีบหนีกลับไปด้วยความหวาดกลัว และพยายามทำลายสะพานหินระหว่างทางเพื่อไม่ให้ยักษ์ฟินข้ามสะพานมาหาตนได้ เศษซากสะพานหินที่เหลือจึงกลายเป็นทางเดินอันมีชื่อที่มีให้เห็นถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม มีคำกลอนแต่งโดย แมรี่ แอน (Mary Anne) ในปี 1830 ที่พูดถึงการทำสะพานของยักษ์ฟินในอีกเวอร์ชัน

ยักษ์ฟินตกหลุมรักกับหญิงสาวชาวสก็อต จึงทำสะพานหินเพื่อข้ามฝั่งไป แต่คุณยายของเขาไม่พอใจ เพราะกังวลที่จะเสียฟินไป นางจึงใช้เวทมนตร์เรียกพายุและสายฟ้ามาทำลายสะพานให้พังเสีย

กระนั้นก็มิอาจหยุดแรงรักของฟินได้

เขายังมุมานะสร้างสะพานต่อไป แต่ก็โดนพายุทำลายทุกครั้ง ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ท้ายที่สุดก็สามารถข้ามสะพานไปจนถึงชายฝั่งสก็อต แต่ด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนแรงจากพายุและสายฟ้าฟาด ฟินก็สิ้นลมตายที่ชายหาดนั้น และเศษซากสะพานหินก็กลายเป็น “ทางเดินแห่งยักษ์” ที่มีให้เห็นในปัจจุบัน

ปัจจุบัน นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแสนโด่งดัง มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมหลายแสนคนในแต่ละปีแล้ว ในปี 2022 ยูเนสโกก็ขึ้นทะเบียนให้ “ทางเดินแห่งยักษ์” เป็นมรดกโลกอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

https://ed.ted.com/lessons/the-irish-myth-of-the-giant-s-causeway-iseult-gillespie

https://www.nationaltrust.org.uk/visit/northern-ireland/giants-causeway/history-of-giants-causeway

https://www.statista.com/statistics/1143369/giant-s-causeway-visitor-numbers-northern-ireland/#:~:text=The%20number%20of%20visitors%20to,around%20422%20thousand%20in%202022.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 กรกฎาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทางเดินแห่งยักษ์” มรดกโลกกับตำนานการสร้างสะพานของยักษ์ไอริช

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...