โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จักรวรรดิมองโกล หลังสิ้น “เจงกิสข่าน”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 ก.พ. 2568 เวลา 06.21 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2568 เวลา 03.13 น.
ทหารมองโกลปะทะกับกองทัพของเจ้าชายรัสเซีย (ภาพโดย Mila Lana ใน Quora)

เจงกิสข่าน(เตมูจิน) นักรบ จอมทัพ วีรบุรุษ และปฐมกษัตริย์ผู้รวมชาติมองโกล มีชื่อเสียงในฐานะนักการทหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสถาปนา จักรวรรดิมองโกล” อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของอนารยชนบนหลังม้า รวบรวมชนเผ่ามากมายบนทุ่งหญ้าสเตปป์แห่งมองโกเลียและตอนเหนือของจีนจนเป็นเอกภาพอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนใน ค.ศ. 1206

ฝีมือบัญชาการรบและทำสงครามของเจงกิสข่านนั้นลือเลื่องหาใครเปรียบยาก ยิ่งในยุคของท่าน อาณาจักรน้อย-ใหญ่ทั้งหลายที่เจงกิสข่านพิชิต ล้วนเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมระดับสูงและทรัพยากรเหนือกว่าพวกมองโกลแทบทั้งสิ้น แต่ข่านพระองค์นี้สามารถยัดเยียดความปราชัยให้พวกเขาในท้ายที่สุด

21 ปีหลังสถาปนาอาณาจักรมองโกล ตามด้วยการพิชิตดินแดนข้างเคียง เผ่าอุยกูร์ ทังกุต หนี่ว์เจิน หรือกิมก๊ก (ราชวงศ์จิน) อาณาจักรคาราคิไต และ จักรวรรดิควาเรซม์แห่งเปอร์เซีย ด้วยวัยราว ๆ 65-66 ปี เจงกิสข่านสิ้นพระชนม์ในฤดูร้อนของปี 1227 ระหว่างสงครามปราบกบฏเผ่าทังกุต โดยฝากความปรารถนาที่ยังไม่บรรลุไว้กับบรรดาทายาทของพระองค์

นั่นคือการมีชัยชนะเหนือราชวงศ์ซ่งใต้ของจีน

ร่างของเจงกิสข่านถูกทำพิธีฝังอย่างลับ ๆ ในมองโกเลีย ปราศจากสุสาน ไม่มีจารึก หรือป้ายพระนาม ไร้สิ่งใด ๆ ระบุตำแหน่งที่ตั้ง มีเพียงมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ถูกส่งต่อให้ลูกหลาน นั่นคือ อาณาจักรและรัฐบริวารมากมายที่พิชิตได้

แต่การจากไปของเจงกิสข่านไม่ใช่จุดจบของพวกมองโกล อันที่จริง ท่านข่านอาจไม่นึกฝันด้วยซ้ำว่าทายาทของพระองค์จะบุกไปครอบครองดินแดนต่าง ๆ อีกมากมาย จนทำให้มองโกลกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคกลาง รวมถึงสร้างชื่อเสียงและความพรั่นพรึงไปทั่วทุกสารทิศตั้งแต่ตะวันออกจรดตะวันตก

เกิดอะไรขึ้นกับจักรวรรดินักรบบนหลังม้านี้ หลังสิ้นรัชสมัย “เจงกิสข่าน” ?

คาฆานโอโกได

ณ ห้วงเวลาที่เจงกิสข่านสิ้นพระชนม์ จักรวรรดิมองโกลครอบครองพื้นที่ทั้งหมดของประเทศมองโกเลีย รอบ ๆ อาณาบริเวณของทะเลทรายโกบี ตอนเหนือ-ตอนกลางของจีน และภาคตะวันตกบริเวณกานซู่ จุดเชื่อมต่อเส้นทางการค้าที่เชื่อมจีนกับโลกตะวันตก หรือเส้นทางสายไหม ทอดยาวไปถึงภูมิภาคเอเชียกลางและบางส่วนของเปอร์เซีย (อิหร่าน) เขตปกครองเดิมของจักรวรรดิควาเรซม์

ยังไม่รวมบริเวณทะเลดำ แถบคอเคซัส และบางส่วนของรัสเซียที่กองทัพมองโกลพิชิตได้สืบเนื่องจากการไล่ล่าชาห์มูฮัมหมัด จักรพรรดิของจักรวรรดิควาเรซม์ ระหว่างที่เจงกิสข่านถอนกำลังกลับไปปราบกบฏทังกุต

แม้เจงกิสข่านจะวกกลับตะวันออก แต่กองทัพมองโกลไม่ได้ถอนกำลังทั้งหมดกลับไปด้วย ขุนศึกของท่านข่านยังนำทหารจำนวนหนึ่งออกสำรวจ (ปล้น) ดินแดนตะวันตกต่อไป ขณะที่แผ่นดินแม่ในมองโกเลียเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ประชุม “คูริลไต” สภาสูงของราชสำนักมองโกล เลือก โอโกได (Ogodei)บุตรชายคนที่สามของเจงกิสข่านขึ้นสืบทอดตำแหน่ง “จอมข่านผู้ยิ่งใหญ่” หรือ คาฆาน (Khagan) ต่อจากบิดา

มีงานเลี้ยงเอิกเกริกเฉลิมฉลองแด่ข่านพระองค์ใหม่ตลอดฤดูร้อนของปี 1229 ตระกูลบอริจิน (Borjigin) ของเจงกิสข่านถูกเปลี่ยนนามเสียใหม่ว่า ราชตระกูลทองคำเพื่อบ่งบอกถึงอำนาจและความมั่งคั่ง

โอโกไดถูกตั้งเป็นรัชทายาทโดยเจงกิสข่านก่อนสงครามกับจักรวรรดิควาเรซม์แล้ว ท่านข่านมีลูกชายที่เกิดจาก บอร์เตภรรยาเอก ทั้งหมด 4 คน เรียงตามลำดับอายุ ได้แก่ โจชิ ชากาไต โอโกได และ โตลุยเชื่อว่าเดิมทีเจงกิสข่านปรารถนาให้โจชิสืบทอดตำแหน่งคาฆาน แต่ปัญหาเรื่องชาติกำเนิดของเขา (ลูกนอกสมรส) ทำให้เกิดความระหองระแหงระหว่างลูกชายคนโตกับคนรอง

โอโกไดจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเจงกิสข่านในการสืบทอดราชสมบัติและเพื่อยุติรอยร้าวของพี่ ๆ

สำหรับการจัดสรรมรดกนั้น ลูกชายทุกคนของเจงกิสข่านจะได้รับดินแดนไปปกครองเอง หรือได้เป็น “ข่าน” ในดินแดนของตน โดยมี “จอมข่านผู้ยิ่งใหญ่” เป็นผู้นำสูงสุด มีอำนาจในฐานะศาลสูงของจักรวรรดิ และกำหนดนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะการสงคราม

โอโกไดข่านได้ชื่อว่าเป็นบุรุษผู้เยือกเย็น แต่เจ้าอารมณ์ไปพร้อมกัน เพราะเป็นนักดื่มตัวยง ชื่นชอบงานเลี้ยง และความสนุกสนาน ไม่นานหลังข่าวการสิ้นพระชนม์ของเจงกิสข่านเป็นที่รับรู้ทั่วจักรวรรดิ ดินแดนบางส่วนพยายามตีตนออกห่างและหยุดส่งบรรณาการให้ราชสำนัก โอโกไดข่านจึงส่งกองทัพกลับไปยังจีนกับเอเชียกลาง เพื่อยืนยันอำนาจเหนือดินแดนเหล่านั้น

โอโกไดข่านยังสร้างเมืองหลวงถาวรซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างจริง ๆ ไม่ใช่กระโจม หรือ “เกอร์” ของชาวมองโกล

สำหรับชนเผ่าเลี้ยงสัตว์แห่งทุ่งหญ้าสเตปป์นั้น กระโจมเป็นทั้งบ้าน ท้องพระโรง และ “กองบัญชาการเคลื่อนที่” ตามตำราพิชัยยุทธ์ของเจงกิสข่าน พระองค์เชื่อว่าการปกครองจากหลังม้าหรือศูนย์กลางอำนาจเคลื่อนที่ได้คือปัจจัยสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของกองทัพมองโกล

แต่โอโกไดข่านเชื่อต่างจากบิดา พระองค์คิดว่าอาณาจักรทั้งหลายที่ถูกพิชิตด้วยกองทัพม้าไม่อาจปกครองได้จากหลังม้าหรือกระโจม เป็นที่มาของนครหลวงแห่งแรกนาม คาราโครัม (Karakorum)ศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิมองโกลภายใต้ผู้ปกครองรุ่นที่ 2

“คาราโครัม” เป็นคำกลุ่มภาษาเติร์ก-มองโกล หมายถึง “นครแห่งศิลาดำ” เพราะที่ตั้งของเมืองอยู่บนเนินเขาริมแม่น้ำโอนอน ซึ่งมีหินสีดำกระจัดกระจายอยู่ทั่วริมฝั่งแม่น้ำ จุดนี้อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกจากบ้านเกิดเจงกิสข่าน ทั้งเคยเป็นฐานส่งกำลังและเสบียงเลี้ยงกองทัพสำหรับทำสงครามกับแดนตะวันตกในยุคของเจงกิสข่านด้วย

ถล่มตะวันตก-รุกราชวงศ์ซ่ง สงครามโลกของ “จักรวรรดิมองโกล”

หลังพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นในปี 1230 ทหารมองโกลกลุ่มแรกจำนวน 3 หมื่นนายถูกส่งออกไปเสริมความแข็งแกร่งในการควบคุมและกวาดล้างดินแดนต่าง ๆ ทางตะวันตก เป้าหมายคือการถอนรากถอนโคนเชื้อสายชาห์แห่งจักรวรรดิควาเรซม์ และทำให้หัวเมืองทั้งหลายอยู่ใต้อาณัติของมองโกลโดยสมบูรณ์

โอโกไดข่านยังแสดงความเกรียงไกรของจักรวรรดิมองโกลด้วยการเปิดศึกสองด้านในปี 1234 ส่งกองทัพอีกหน่วยลงไปกวาดล้างอำนาจของราชวงศ์จินที่ยังหลงเหลือในภาคกลางของจีน และประสบความสำเร็จด้วยความร่วมมือจากราชวงศ์ซ่งใต้ ในฐานะพันธมิตรแบบ “ศัตรูของศัตรูคือมิตร”

อย่างไรก็ตาม โอโกไดข่านไม่ได้ไปกับกองทัพ พระองค์เลือกเสวยสุขอยู่ที่คาราโครัม สำเริงสำราญไปกับบรรณาการมากมายจากทั่วจักรวรรดิที่หลั่งไหลมายังราชสำนัก แม้จะติดตามบิดาในสมรภูมิต่าง ๆ มาทั้งชีวิต แต่การนำทัพทำศึกไม่ใช่สิ่งที่ข่านพระองค์นี้ปรารถนา สงครามในดินแดนต่าง ๆ ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจึงนำทัพโดยเหล่าเจ้าชายในราชตระกูลทองคำและนายพลมากประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่คือขุนศึกที่รับใช้เจงกิสข่านมาก่อน เช่น ซูโบไต เจเบ

การรุกรานของกองทัพมองโกลยุคผู้ปกครองรุ่นที่ 2 จึงเกิดขึ้นภายใต้บัญชาของคาฆานโอโกไดที่นครหลวงคาราโครัม ซึ่งทรงประสิทธิภาพไม่แพ้สมัยเจงกิสข่าน ด้วยการแจ้งข่าวผ่านระบบม้านำสาส์น (ไปรษณีย์) อันล้ำยุคที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วจักรวรรดิ

อย่างไรก็ตาม ความนิยมงานเลี้ยงและการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเป็นเหตุให้โอโกไดข่านผลาญทรัพย์สินของบิดาไปเกือบหมดท้องพระคลัง ในปี 1235 พระองค์เรียกประชุมสภาคูริลไตเพื่อหารือและกำหนดทิศทางว่าจักรวรรดิมองโกลจะดำเนินนโยบายด้านการสงครามและการพิชิตดินแดนต่อไปอย่างไร

ซูโบไตเสนอให้กองทัพมองโกลมุ่งตะวันตกสู่ยุโรป ดินแดนที่ทศวรรษก่อนตัวเขาและเจเบมีโอกาสประมือกับกองทัพของพื้นที่ตรงนั้นมาแล้ว ซึ่งประกอบด้วยรัฐแถบคอเคซัสและนครรัฐในรัสเซีย (ช่วงเวลานั้นรัสเซียปกครองแบบนครรัฐอิสระของเหล่าเจ้าชาย)

ชัยชนะในอดีตเหนือราชอาณาจักรจอร์เจียและพวกคิพชัก ชนเผ่าเร่ร่อนที่มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับชาวมองโกล ทำให้มองโกลมีรัฐบริวารและพันธมิตรจากการสำรวจครั้งนั้น ส่วนกองทัพของเหล่าเจ้าชายรัสเซียถูกซูโบไตและเจเบทำลายแบบพ่ายแพ้ย่อยยับ ก่อนที่ทั้งคู่ถอนกำลังกลับมองโกเลีย

แต่ดูเหมือนแผนรุกรานยุโรปไม่เป็นที่สนใจของโอโกไดข่านนัก เหตุเพราะดินแดนฟากตะวันตกของจักรวรรดิอยู่ในการดูแลของตระกูลโจชิและชากาไต

โดยเฉพาะแถบแม่น้ำโวลกา มี บาตูข่าน บุตรชายของโจชิ ปกครองในฐานะหัวหน้าสายตระกูลหลังบิดาเสียชีวิต การพิชิตยุโรปย่อมหมายถึงการเพิ่มพูนอำนาจให้ทายาทพี่ชายคนโตของโอโกไดข่าน ซึ่งบัดนี้กลายเป็นหลานชายอาวุโสลำดับที่สองและมีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งของเจงกิสข่าน บาตูข่านยังถือเป็นผู้ท้าชิงลำดับต้น ๆ ในตำแหน่งคาฆานหากพระองค์สิ้นพระชนม์ด้วย

ด้วยเหตุนี้ การรุกรานราชวงศ์ซ่งใต้คือความปรารถนาสูงสุดของโอโกไดข่าน เพราะไม่เพียงเติมเต็มสิ่งที่เจงกิสข่านฝากฝังไว้ แต่ยังเป็นผลดีต่อแคว้นคาฆานของพระองค์โดยตรง ในฐานะอาณาจักรที่มีพรมแดนประชิดติดกัน ประจวบกับการเสียชีวิตของโตลุยก่อนการประชุมคูริลไตไม่กี่ปี ทำให้โอโกไดข่านถือโอกาสครอบครองดินแดนและทรัพย์สินของน้องชายคนเล็กทันที เนื่องจากลูก ๆ ของโตลุยยังเยาว์วัยเกินกว่าจะขัดข้องการตัดสินใจของลุง

ทั้งนี้ คำแนะนำของซูโบไตยังถูกให้ความสำคัญในฐานะขุนศึกคู่บุญของเจงกิสข่าน ที่ประชุมจึงบรรลุข้อตกลงอันน่าทึ่ง นั่นคือ การการยกทัพออกไปทุกทิศทาง โจมตีทั้งราชวงศ์ซ่งใต้และยุโรปไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งแตกต่างจากการเปิดศึก 2 แนวรบแรกหลังโอโกไดข่านครองราชย์ เพราะครั้งนั้นคือสงครามเก็บกวาดอิทธิพลเก่าของศัตรูและกำจัดผู้แข็งข้อ แต่ครั้งนี้พวกเขากำลังจะกระโจนสู่ทุกทิศทางเพื่อพิชิตดินแดนใหม่

จักรวรรดิมองโกลได้เปิดแนวรบที่ขยายออกไปกว่าห้าพันไมล์จากตะวันออกสู่ตะวันตก ไม่มีแนวรบใดในโลกเทียบเคียงได้กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 คือสหรัฐอเมริกากับฝ่ายสัมพันธมิตร ตอนพวกเขาเปิดศึกในยุโรปและเอเชียพร้อมกัน

กองทัพที่มุ่งตะวันตกอยู่ภายใต้บัญชาการของบาตูข่าน มีซูโบไตเป็นที่ปรึกษา ติดตามมาด้วยเหล่าเจ้าชายรุ่นหลานของเจงกิสข่านจากทั้ง 4 สายตระกูล ดาหน้าสู่ยุโรปด้วยกองทัพม้ามองโกล 5 หมื่นนาย และกำลังหนุนจากพันธมิตรร่วมแสนนาย

อีกกองทัพที่มุ่งลงใต้แบ่งเป็น 3 กองทัพใหญ่ที่มีนักรบนับแสนเช่นกัน อยู่ใต้การบัญชาโดยลูก ๆ ของโอโกไดข่าน โหมกำลังบุกประชิดราชวงศ์ซ่งใต้จากทุกทิศทาง

ปี 1236 คือปีที่สงครามสุดขอบโลกของชาวมองโกลเริ่มต้น

กองทัพฝั่งตะวันตกทะยานสู่ดินแดนแถบแม่น้ำโวลกา กวาดกลืนนครรัฐต่าง ๆ ในรัสเซีย ทำลายกรุงเคียฟ ศูนย์กลางอำนาจแห่งโลกของชาวสลาฟ พิชิตแคว้นและอาณาจักรในยุโรปตะวันออก ตั้งแต่โปแลนด์ เยอรมนี ออสเตรีย และฮังการี สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงไปทั่วทวีปยุโรป

ฝั่งแนวรบตะวันออก แม้กองทัพมองโกลจะประสบความสำเร็จในการยึดพื้นที่ต่าง ๆ และทำให้อาณาเขตของราชวงศ์ซ่งใต้หดเล็กลงเรื่อย ๆ แต่พวกเขาไม่สามารถเผด็จศึกได้เสียที โอโกไดข่านยังสูญเสียลูกชายคนโปรดไปในสงครามครั้งนี้ด้วย

ขณะที่สงคราม 5 ปีในสมรภูมิยุโรปกลายเป็นลานประลองความเก่งกาจของหลาน ๆ เจงกิสข่านจากทั้ง 4 สายตระกูล ซูโบไตกับเจ้าชายมองโกลบุกตะลุยไปถึงตอนกลางของทวีปยุโรป และเกือบทำให้ที่ราบฮังการีกลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวมองโกลแล้ว หากแต่ข่าวการสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของคาฆานโอโกไดเมื่อปลายปี 1241 ทำให้สงครามในยุโรปและจีนต้องหยุดชะงักไปทันที

เวลาไล่เลี่ยกัน ชากาไตข่าน บุตรชายคนที่สองของเจงกิสข่านก็เสียชีวิตระหว่างกรำศึกในเอเชียกลางและเปอร์เซีย

เป็นเวลาเพียง 14 ปี หลังยุคสมัยของเจงกิสข่าน บุตรชายทั้ง 4 คนได้ติดตามพระองค์ไป

ตอนนั้นเอง บรรดาเจ้าชายซึ่งเป็นหลานของท่านข่านพากันละทิ้งสมรภูมิรบที่พวกเขาฝากชื่อเสียงและความหวาดกลัวไว้ข้างหลัง ต่างเร่งเดินทางกลับไปยังนครคาราโครัมเพื่อแสดงตนในที่ประชุมสภาคูริลไต ยืนยันสิทธิ์โดยชอบในมรดกของตระกูล และเตรียมต่อสู้แย่งชิงการเป็นคาฆานแห่งจักรวรรดิมองโกลกับลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาเอง

การต่อสู้ภายในราชตระกูลทองคำเรียกได้ว่าเข้มข้นและดุเดือดจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งกินระยะเวลาต่อเนื่องกันนานเป็นสิบ ๆ ปี แต่อย่างน้อย ทศวรรษดังกล่าวคือช่วงเวลาที่ส่วนอื่น ๆ ของโลกปลอดภัยจากการรุกรานของมองโกล…

หลังศึกชิงตำแหน่งคาฆานสิ้นสุดลงด้วยการเถลิงบัลลังก์ของ “มองเคข่าน”หลานชายคนโตจากสายตระกูลโตลุย กองทัพมองโกลกลับมายังตะวันตกอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ยุโรป หากเป็นอาณาจักรมุสลิมอันมั่งคั่งในตะวันออกกลาง พวกเขาพุ่งเป้าหมายไปที่ศูนย์กลางของโลกอิสลาม ณ กรุงแบกแดดและดามัสกัส โลกอิสลามเกือบล่มสลายเพราะการรุกรานครั้งนี้

มองเคข่านยังสานต่อการทำสงครามกับราชวงศ์ซ่งใต้ ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ในสมัยน้องชายของพระองค์ “กุบไลข่าน” ผู้สถาปนาราชวงศ์หยวนปกครองจีน

จักรวรรดิมองโกล ในยุคที่กุบไลข่านเป็นคาฆานคือ “ยุคทอง” ของพวกมองโกล แม้จักรวรรดิจะถูกแบ่งเขตปกครองเป็น 3 แคว้นใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) กุบไลข่านหรือจักรพรรดิหยวนซื่อจู่ ปกครองแคว้นคาฆาน คือมองโกเลียและจีนทั้งหมดในนาม ราชวงศ์หยวน 2) บาตูข่านปกครองอาณาจักรทางตะวันตกบริเวณรัสเซียในนามแคว้นกระโจมทองคำ (Golden Horde) และ 3) ฮูเลกูข่าน พี่ชายคนรองของกุบไลข่าน ปกครองแคว้นอิลข่าน (Ilkhanate) แห่งเปอร์เซีย

ส่วนแคว้นโมกุลิสถานในเอเชียกลางของสายตระกูลของชากาไต ลูกหลานของเขาค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลงจนถูกแทนที่ด้วยขุนศึกท้องถิ่น พวกเลือดผสมมองโกล-เติร์ก และบางพื้นที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นอิลข่าน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

แจ๊ก เวเธอฟอร์ด; แปลโดย เรือชัย รักศรีอักษร. (2553). เจงกิสข่าน มหาบุรุษผู้เปลี่ยนโลก. กรุงเทพฯ : มติชน.

ภาสพันธ์ ปานสีดา. (2565). มหาจักรวรรดิมองโกล : Great Mongol Empire. กรุงเทพฯ : ยิปซี.

Britannica. Mongol empire. Retrieved July 11, 2023. From https://www.britannica.com/place/Mongol-empire

Charles R. Bawden, Britannica. Genghis Khan.May 17, 2023. From https://www.britannica.com/biography/Genghis-Khan

Jean Johnson, Asia Society. The Mongol Dynasty. Retrieved July 11, 2023. From https://asiasociety.org/education/mongol-dynasty

World History Encyclopedia. Mongol Empire. Nov 10, 2019. From https://www.worldhistory.org/Mongol_Empire/

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 กรกฎาคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จักรวรรดิมองโกล หลังสิ้น “เจงกิสข่าน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...