‘บาร์เกย์’ เวทีแห่งการเฉิดฉายและแรงสนับสนุนของชาว LGBTQ+ ยุค 1800s
พอเริ่มต้นครึ่งปีหลังทีไร เราก็เริ่มจะเห็น ‘สีรุ้ง’ สาดสีสันอยู่ตามร้านค้า ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในหน้าสื่อออนไลน์ โลโก้ของแบรนด์ต่างๆ ก็จะปรากฏสีรุ้งให้เราเห็นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นสัญญาณว่า ‘Pride Month’ หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่ม LGBTQ+ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
.
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในยุคแรกๆ เรียกได้ว่าเป็นเป็นยุคมืดของ LGBTQ+ ความบอบช้ำที่พวกเขาได้รับจากสังคมทำให้หากไม่อยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ก็ต้องยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุด ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าการต่อสู้นั้นจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แม้ว่าท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ จะยอมรับและสนับสนุนตัวตนของชาว LGBTQ+ แม้แต่สื่อต่างๆ ก็ให้พื้นที่แก่ LGBTQ+ มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21
.
อย่างไรก็ตามการ แสดงตัวว่าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศเพิ่งจะได้รับท่าทีเชิงบวกจากสังคมเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เพราะในเวลานั้นต่อให้สังคมรับรู้การมีตัวตนของพวกเขาแล้ว แต่อคติเกี่ยวกับเรื่องเพศและค่านิยมแบบเก่าๆ ก็ยังคงเป็นปัญหา ทำให้พวกเขาไม่อาจแสดงตัวตนได้อย่างภาคภูมิใจ
.
อย่างที่เคยเป็นมาตลอด 200 กว่าปีก่อน กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศประสบความยากลำบากในการแสดงตัวตนต่อสังคม สับสนกับคำนิยามของตัวเอง ทรมานกับความคาดหวังของสังคมและคนใกล้ชิด ยังไม่นับรวมการถูกเลือกปฏิบัติจากผู้คนและกฎหมาย เช่น กฎหมายเอาผิดคนที่รักเพศเดียวกัน หรือกฎหมายเอาผิดคนที่แต่งตัวไม่ตรงตามเพศกำเนิดของตนเอง ถูกกระทำไม่ต่างจากพลเมืองชั้นสอง จนต้องแสดงออกอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ปิดบังอัตลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ การมีเพศสภาพที่ตรงข้ามกับบรรทัดฐานของสัมคม ทำให้พวกเขาไม่สามารถหา ‘พื้นที่’ ของตัวเองได้ง่ายนัก
.
.
บาร์เกย์ เวทีต่อสู้ในหน้าประวัติศาสตร์ของ LGBTQ+
.
ในยุคก่อนหน้านั้นที่ชาว LGBTQ+ ไม่อาจจะเปิดเผยแสดงตัวได้ มีธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ ‘เกือบ’ ปลอดภัยสำหรับการแสดงตัวตนของพวกเขา นั่นก็คือ ‘บาร์เกย์’ บาร์กึ่งร้านอาหารอันเป็นสถานที่รวมตัวของชาว LGBTQ+ ในยามค่ำคืน
.
ที่กล่าวว่าเป็นสถานที่เกือบปลอดภัยนั่นเพราะว่าบาร์เกย์เป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ มีมาตั้งแต่ยุคที่คนเหล่านี้ไม่อาจเปิดเผยตัวตนสู่สังคมได้ จึงเป็นคล้ายๆ กับบาร์ลับ หรือร้านลับ ซึ่งรู้กันแค่เฉพาะชาวเกย์เท่านั้น แต่ก่อนบาร์เกย์จะตั้งอยู่ในตรอกซอยที่เล็กและมืด เปิดให้บริการเฉพาะตอนกลางคืน การหลบเร้นอยู่ในมุมมืดของสังคมเช่นนี้ทำให้กลายเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมสูง และอคติทางเพศในตอนนั้นก็ยิ่งทำให้คดีที่ชาวเกย์เป็นเหยื่อไม่ได้รับการเหลียวแลหนักเข้าไปอีก
.
ชุมชนของ LGBTQ+ ในบาร์เกย์มีจุดเริ่มต้นเมื่อไรนั้นไม่มีหลักฐานบอกไว้แน่ชัด แต่จากเอกสารต่างๆ ก็พอจะทราบได้ว่าในช่วง 1800s ก็มี ‘การบุกค้น’ บาร์เกย์แล้ว ซึ่งข้อหาที่ทางตำรวจใช้ในการตรวจค้นก็มักจะเป็นข้อหาทางเพศบ้าง การมั่วสุมบ้าง หรือค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผิดกฎหมายบ้าง
.
โดยในปี 1810 บาร์ White Swan ในกรุงลอนดอนถูกบุกค้นด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายทางเพศ และลูกค้าที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดคือชาวเกย์ ส่วนทางฝั่งของสหรัฐฯ ยุคของบาร์เกย์นั้นเริ่มต้นขึ้นช่วงปลาย 1800s อย่างไรก็ตาม ร้านเหล่านี้ก็กลับเผชิญปัญหาคล้ายๆ กันกับบาร์ในลอนดอน ที่มีการบุกค้นจากทางการ และถูกหนังสือพิมพ์โจมตีจนต้องปิดตัวไปไม่ต่างกัน
.
การบุกค้นและสั่งปิดบาร์เกย์ยังคงดำเนินอยู่เรื่อยมาจนกระทั่งปี 1949 The Black Cat บาร์สำหรับกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศในซานฟรานซิสโก ที่มีชื่อเสียงจากการแสดงของนักแสดงและนักเรียกร้องสิทธิ LGBTQ+ อย่าง José Sarria ถูกดำเนินคดีในข้อหาสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อื่น ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไม่มีกำหนด ด้วยข้อหาเป็น ‘สถานที่สังสรรค์ของกลุ่มคนรักร่วมเพศ’
.
โดย José เป็นทหาร LGBTQ+ ในกองทัพของสหรัฐฯ แน่นอนว่าในยุคนั้นทหารที่ชอบเพศเดียวกันถือว่ามีความผิด ต้องขึ้นศาลทหาร และถูกขับออกจากกองทัพ ทางกองทัพเองก็พยายามอย่างยิ่งไม่ให้นายทหารใต้บังคับบัญชาไปข้องเกี่ยวกับสถานเริงรมย์ของ LGBTQ+
.
แต่ José ก็ยังยืนกรานว่าการชื่นชอบเพศเดียวกันนั้นไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย และเขาเองยังเป็นคนที่ผลักดันสิทธิของทหารที่เป็น LGBTQ+ ไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมืองชั้นสอง หลังจากเรื่องราวถึงโรงถึงศาลอยู่นาน ท้ายที่สุดในปี 1950 The Black Cat ก็ชนะคดีและได้จุดประกายความหวังให้กับชาว LGBTQ+
.
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1966 การต่อสู้ของ LGBTQ+ บนสังเวียนบาร์เกย์ อันเป็นพื้นที่เพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาก็ได้เริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อนิวยอร์กซิตีออกกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่คนที่ชื่นชอบเพศเดียวกัน เมื่อบาร์และร้านค้าต่างๆ ปฏิเสธที่จะให้บริการแก่ลูกค้า LGBTQ+ กลุ่มเรียกร้องสิทธิชาวเกย์ยุคแรกที่ชื่อว่า Mattachine Society จึงประท้วง และโต้กลับการออกกฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติด้วยกิจกรรม ‘Sip-in’ ขึ้นที่ Julius Bar
.
กิจกรรม ‘Sip-in’ เป็นการต่อต้านข้อกฎหมายเลือกปฏิบัติจากรัฐบาลของชาวเกย์ ที่ห้ามไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับกลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศ ด้วยกันเข้าไปนั่ง (sit-in) จิบ (sip) เครื่องดื่ม หรือเข้าไปรวมตัวกันในบาร์ที่ยังพร้อมให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า LGBTQ+ ทาง Mattachine Society พยายามเจรจากับหลายๆ บาร์แต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งมาถึง Julius Bar บาร์เกย์แห่งหนึ่งในนิวยอร์กที่ยังคงสนับสนุนสิทธิของชาว LGBTQ+ พวกเขาจึงรวมตัวกันที่บาร์แห่งนั้น
.
หลังจากนั้นกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนก็ได้ออกมาให้ความเห็นว่าชาว LGBTQ+ มีสิทธิใช้บริการในบาร์ ร้านต่างๆ ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายเลือกปฏิบัติ และยืนยันว่าการรักเพศเดียวกันไม่ใช่ความผิดปกติ (Disorder) ร้านอาหารและบาร์เกย์ในสหรัฐฯ ก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้น จนในปี 1966 รัฐแคลิฟอร์เนียประกาศให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถรวมตัวกันได้ในร้านอาหาร บาร์ และที่สาธารณะ ทำให้ชาว LGBTQ+ ได้รับอิสระในการรวมตัวสังสรรค์อย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน โดยในยุคนั้นร้านที่ถือเป็นไอคอนของบาร์เกย์ก็คือ The Stonewall Inn ซึ่งจะกลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาว LGBTQ+ ในเวลาต่อมา
.
.
‘The Stonewall Riots’ เสียงปืนนัดแรก สู่การปลดแอกของชาว LGBTQ+
.
เหตุจลาจลในร้าน Stonewall Inn เกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 1969 ตำรวจเข้าจับกุมลูกค้าที่แต่งกายไม่เหมาะสมตามเพศกำเนิด ชาวเกย์จึงโต้กลับการใช้อำนาจในทางที่ผิด และการเลือกปฏิบัติของตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มใช้ความรุนแรงในการปราบปราม ส่วนชาวเกย์ก็ต่อสู้กลับจนเหตุการณ์บานปลาย การยืนหยัดต่ออำนาจรัฐของชาวเกย์ในครั้งนั้นกินเวลาถึง 6 วัน
.
หลังจากเหตุการณ์สงบลง เริ่มเกิดกระแสการเรียกร้องสิทธิให้แก่กลุ่ม LGBTQ+ อย่างกว้างขวางทั่วสหรัฐฯ ในปี 1970 ชาว LGBTQ+ และผู้คนที่ให้การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศก็ได้จัดกิจกรรมแห่งความภาคภูมิใจขึ้นในเดือนมิถุนายน เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ Stonewall และนี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลไพรด์ในเดือนมิถุนายนของทุกปี
.
ในปี 2000 ประธานาธิบดีคลินตันประกาศให้เดือนมิถุนายนเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจของเกย์และเลสเบียน หลังจากนั้นในปี 2009 การแสดงออกของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มเห็นคำศัพท์คำอื่นๆ เช่น ไบเซกส์ชวล หมายถึง ผู้ที่ชื่นชอบทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกับตนเอง หรือทรานส์เจนเดอร์ หมายถึง คนที่ผ่าตัดแปลงเพศตามที่ตนเองต้องการ ประธานาธิบดีโอบามาจึงประกาศให้เป็นเดือนของเกย์ เลสเบียน ไบเซกส์ชวล และทรานส์เจนเดอร์ด้วย พื้นที่สื่อและธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา
.
.
เมื่อเสียงของ LGBTQ+ ค่อยๆ ดังกระหึ่ม
.
ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เรียกได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้นของ LGBTQ+ ในสื่อกระแสหลักอย่างแท้จริง เริ่มมีภาพยนตร์ที่กล่าวถึงตัวละคร LGBTQ+ หรือเห็นปรากฏในโฆษณาบนสื่อกระแสหลัก อย่างเช่นคู่รักเกย์ในโฆษณา Dining Room Table ของบริษัทเฟอร์นิเจอร์ IKEA ที่ปล่อยออกมาในปี 1994
.
ในคลิปโฆษณา นักแสดงคู่รักชาวเกย์เล่าถึงเฟอร์นิเจอร์ของอีเกีย และในตอนท้ายพวกเขาพูดอีกว่า “We've got another leaf waiting for when we really start getting along” ซึ่งคำว่า Leaf ในที่นี้แปลว่า Commitment ซึ่งหมายถึงการย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน การแต่งงาน หรืออาจหมายถึงการวางแผนจะมีลูกด้วยกันนั่นเอง ซึ่งนี่เป็นลักษณะครอบครัว LGBTQ+ ที่ถือว่าสมัยใหม่มากๆ ในยุคนั้น
.
โดยอีเกียปล่อยโฆษณาตัวนี้ออกมา ฉายแค่เวลาหลังจากสามทุ่มครึ่งเป็นต้นไป (เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่เด็กดูทีวี) แต่ก็ยังถูกกระแสต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม ทั้งการคว่ำบาตรเลิกซื้อสินค้า และถูกขู่วางระเบิดด้วย
.
แม้จะไม่ใช่แบรนด์แรกที่ปล่อยโฆษณาเจาะกลุ่มลูกค้า LGBTQ+ แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวแรกที่ช่วยส่งเสียงของ LGBTQ+ ให้ดังยิ่งขึ้น เพราะในช่วง 1990s ครอบครัวคู่รักชาว LGBTQ+ ในสหรัฐฯ เริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น และมีรายงานสถิติระบุว่าครอบครัวกลุ่มนี้มีรายได้ครัวเรือนสูงขึ้น ทำให้อีเกียยังคงยืนหยัดให้การสนับสนุนทุกๆ ความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามค่านิยมหรือไม่ก็ตาม
.
.
ในยุคที่ความหลากหลายทางเพศ และสิทธิของชาว LGBTQ+ เป็นเรื่องปกติในสังคม ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนปิดบัง แต่เพราะมีตัวแปรที่หลากหลายมากเหลือเกิน ทั้งเรื่องทุนนิยม ศีลธรรมแบบเก่า ความถูกต้อง และสิทธิเสรีภาพในปัจจุบัน ทำให้เราอาจตัดสินได้ยากว่าการตลาดแบบไหนเป็นการโหนกระแสไพรด์ แล้วแบรนด์ไหนคือคือแบรนด์ที่สนับสนุน LGBTQ+ นี้อย่างแท้จริง
.
แต่การเคารพในสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ ไม่ว่าจะมีรสนิยมทางเพศแบบไหน ควรเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังอย่างจริงจัง ไม่ใช่แสดงออกผ่านการตลาดเพียงชั่วคราวแค่ในเดือนเดียวเท่านั้น
.
ในขณะเดียวกัน บาร์เกย์ในปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัวจากความคาดหวังของสังคมอย่างเก่าอีกต่อไปแล้ว กลับกลายเป็นสถานที่ใครก็ตามสามารถแวะเวียนไปนั่งดื่มหรือหาความบันเทิงได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักดื่มตัวยงหรือไม่ เป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือเป็นเพียงคนที่หาสถานที่พบปะเพื่อนฝูงยามค่ำคืนก็ตาม
.
.
อ้างอิง
- The History of How Gay Bars Became the Battleground for LGBTQ+ Rights : Ryan Philemon, PROVI - https://bit.ly/3IU4nJq
- Gay Bars 101: The History of Gay Bars : Mike Givens, freddie - https://bit.ly/42s9XJZ
- Case study: IKEA : Marketing the Rainbow - https://bit.ly/3C8R2Js
- Ikea’s “Dining Room” Features First Openly Gay Couple in Commercial : Val DiFebo, A’s - https://bit.ly/45LwJzh
- Jose Sarria : National Park Service, National Park Service - https://bit.ly/3OTcE42
.
.
#trend
#pridemonth
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast